เพราะมีรัฐธรรมนูญ จึงมีนางงาม รู้จัก ‘กันยา เทียนสว่าง’ นางสาวสยามคนแรกของไทย ในวันที่ ‘สตรี’ คือสัญลักษณ์ของ ปชต.
ในปัจจุบันการประกวดนางงามเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั้งใน และต่างประเทศ มีเวทีประกวดผุดขึ้นมามากมายเพื่อเปิดรับสมัครหญิงสาวผู้มีความฝันจากหลากหลายแห่ง เดินทางมาประชันความงาม หวังเปลี่ยนชีวิตคว้าตั๋วฟาสต์พาสจากการประกวด เพื่อเข้าสู่วงการบันเทิง
ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาเวทีประกวดนางงามได้ให้กำเนิดดวงดาวประดับวงการหลายดวง ขณะที่ดาวบางดวงก็กลายเป็นตำนานบนหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ถูกกล่าวขานสู่คนรุ่นหลัง

ซึ่ง “กันยา เทียนสว่าง” ก็เป็นหนึ่งในหญิงสาวที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ในฐานะ “นางสาวสยามคนแรก” หรือ นางสาวไทยคนแรกของประเทศไทย โดยชื่อ-สกุลเดิมของเธอ คือ “เจียเป็งเซ็ง” มีชื่อเล่นว่า “ลูซิล” เนื่องจากเธอมีใบหน้าที่คมคาย และจมูกโด่งเป็นสันดูละม้ายคล้ายฝรั่ง ภูมิลำเนาของเธออยู่ที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยมีมารดาเป็นคนเชื้อสายมอญ

เส้นทางการประกวดนางสาวสยามของเธอ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2477 กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประกวด “นางสาวสยาม” ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ บริเวณ อุทยานสราญรมย์ ซึ่งเป็นสโมสรคณะราษฎร โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานฉลองรัฐธรรมนูญครบ 2 ปี (ฉบับ พ.ศ. 2475 ) เพื่อเฟ้นหาหญิงสาวที่สวยที่สุดในประเทศ โดยเกือบทุกจังหวัดส่งสาวงามเข้ามาประชันโฉมในพระนคร (กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน)
โดยเธอนั้นเข้าประกวดในนามของจังหวัดพระนคร พร้อมกับสาวงามทั้ง 50 คน ที่ร่วมประชันโฉมตั้งแต่คืนวันที่ 10 ธันวาคม 2477 และในคืนวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งขณะที่ประกวด เธอมีอายุเพียง 21 ปี ประกอบอาชีพครูที่โรงเรียนประชาบาลทารกานุเคราะห์ จบการศึกษาจาก โรงเรียนวัดสังเวช บางลำพู โรงเรียนราชินี และโรงเรียนสตรีวิทยา โดยเธอเป็นสาวงามที่ชนะใจกรรมการ ได้ครองตำแหน่ง นางสาวสยาม เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ สำหรับของรางวัลที่เธอได้รับในขณะนั้น คือ มงกุฎโครงทำด้วยเงินประดับเพชร หุ้มกำมะหยี่ปักด้วยดิ้นเงิน ล็อกเก็ตห้อยคอทองคำ ขันเงินสลักชื่อว่านางสาวสยาม 77 และเงินสด 1,000 บาท

ซึ่งวัตถุประสงค์แรกเริ่มของกิจกรรมประกวดนางสาวสยาม คือ การเปิดพื้นที่ให้สตรีแสดงตัวตนในสังคมใหม่และค่อย ๆ พัฒนารูปลักษณ์ และความหมายจนกลายเป็นเทพีแห่งรัฐธรรมนูญในต้นทศวรรษ 2480 ในที่สุด
หลังจากพ้นตำแหน่งเธอเข้ามาทำงานที่หอสมุดแห่งชาติ และต่อมาได้สมรสกับ ดร. สุจิต หิรัญพฤกษ์ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นโฆษกฝ่ายไทยประจำสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ และมีบุตรสาว รวม 5 คน ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตเมื่อ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503 จากมะเร็งปากมดลูก ด้วยวัยเพียง 46 ปี

สำหรับกิจกรรมประกวดนางงามในงานฉลองรัฐธรรมนูญ เริ่มประกวดนางสาวธนบุรีในคืนวันที่ 8 ธันวาคม ที่สวนสราญรมย์ วันถัดมา เป็นการประกวดนางสาวพระนคร และนางสาวสยามในวันที่ 12 ธันวาคม ในช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน ประกอบกับสตรีมีความเสมอภาคทัดเทียมกับบุรุษ การประกวดนางงามในยุคนั้นจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย งานประกวดนี้จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
และด้วยภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศถูกรุกราน รวมถึงประเทศไทย จึงไม่อาจจัดงานประกวดได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจำต้องปิดฉากลงพร้อมกับการประกาศยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญปี 2497

ซึ่งในปัจจุบัน แม้บริบทในการประกวดนางงามจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประกวดนางงามยังเป็นที่นิยมอย่างมาก การเดินทางไปประชันโฉม ชิงมงกุฏของตัวแทนสายสะพายไทยบนเวทีโลก กลายเป็นวาระแห่งชาติที่คนไทยนับล้านคนร่วมส่งแรงใจ แรงเชียร์ให้ตัวแทนไทยพิชิตมงกุฏกลับประเทศ และในเดือนพฤศจิกายน 2567 ตัวแทนประเทศไทยจะยืนอย่างสง่า ผ่าเผยบนเวทีโลกอีกครั้ง
สำหรับการประกวด “มิสยูนิเวิร์ส 2024” กับภารกิจพิชิตมงกุฏที่ 3 แห่งสยามประเทศ พร้อมตัวแทนสายสะพายไทยอย่าง “โอปอล สุชา ช่วงศรี” มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2024 ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงทำกิจกรรมเก็บตัวที่ประเทศ เม็กซิโก โดยรอบตัดสินจะมีขึ้นในวันที่ 17 พฤสจิกายน 2567 (ตามเวลาประเทศไทย)
ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แก่วงการนางงามอีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.silpa-mag.com/old-photos-tell-the-historical-story/article_818 และหนังสือ กันยา เทียนสว่าง

