ภารกิจรักษ์โลก ของ ‘มารีญา พูลเลิศลาภ’ กับบทบาท ‘ทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก’
ในช่วงหลังมานี้การอนุรักษ์ มักถูกหยิบขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักในวงเสวนา และแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าของแบรนด์ต่างๆ ที่ผุดแคมเปญรักษ์โลกเพื่อดึงดูดผู้บริโภคพร้อมกับพ่วงข้อเสนอ ลด แลก แจก แถม ที่โดนใจเพื่อแลกกับการรักษ์โลกเพียงชั่วครู่ ตลอดจนแรงกระเพื่อมทางโซเชียลมีเดียที่มีการออกมาติดแฮชแท็กคัดค้านในเรื่องที่สร้างความแปรปรวนให้กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอาเข้าจริง การประชาสัมพันธ์เรื่องเหล่านี้แทบจะอยู่ในทุกอณูของชีวิตแล้ว และแม้การตระหนักรู้ของผู้คนที่ดูเหมือนจะมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าเก่า แต่กลับสวนทางกับโลกในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง
ซึ่งทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ปัญหาโลกร้อน ภูเขาไฟระเบิด หรือฝุ่นควันเท่านั้น แต่โลกยังได้เพิ่มเลเวลความเดือด โดยการมัดรวมปัญหาข้างต้นเข้าด้วยกันและระเบิดตัวเองในครั้งเดียว ซึ่งเรื่องที่เห็นได้อย่างเด่นชัดและใกล้ตัวที่สุดคือ ปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือ และภาคใต้ที่หนักหนาสาหัสที่สุดในรอบทศวรรษ หรือแม้กระทั่งมรสุม ไปจนถึงพายุไต้ฝุ่นที่เข้าจู่โจมหลายประเทศในช่วงที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นสัญญาณเตือนของธรรมชาติที่เล่นงานมนุษย์โลกอย่าง ‘รุนแรง’ ที่เป็นผลพวงอัน ‘โหดเหี้ยม’ จากการกระทำของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม บนความโหดร้ายของมนุษย์ ‘บางกลุ่ม’ ก็ยังมีมนุษย์บางกลุ่มอีกเช่นกันที่ร่วมมือรณรงค์ สร้างความตะหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมแก่ผู้คนอย่างไม่ถดถอย เช่นเดียวกับ ‘มารีญา พูลเลิศลาภ’ ชื่อที่เมื่อได้ยินแล้ว ภาพแรกที่เด้งเข้ามาในหัวไม่ใช่ภาพของเธอที่สวมมงกุฎในฐานะผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ แต่กลับฉายภาพของเธอที่เป็นกระบอกเสียงเพื่อสังคมอย่างมั่นคงเสมอมา ซึ่งปัจจุบัน เธอดำรงตำแหน่ง ‘ทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก’ ที่หอบทั้งความหวัง และความต้องการที่อยากจะเป็นส่วนเล็กๆ ในการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น ในฐานะทูต และมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่ผุพังใบนี้

“สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อมนุษย์แล้ว มันกำลังไปในทางที่อันตราย” น้ำเสียงที่เด็ดขาด และชัดเจนดังก้องไปทั่วบริเวณหลังจากเริ่มต้นบทสนทนาในหัวข้อที่รีเลตกับตัวเธอ และมนุษย์โลกทุกคนที่กำลังเผชิญกับสภาวะ ‘โลกเดือด’
“เราเห็นในเรื่องความแปรปรวนของอากาศ เช่น น้ำท่วมภาคเหนือ ป่าแอมะซอนที่กำลังจะหายไป สภาพอากาศแย่ลง หรือมีปะการังฟอกขาวมากขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ก็เลยเริ่มตั้งคำถามว่า เป็นแบบนี้ได้ยังไง ก็เห็นเลยว่าเป็นเพราะพฤติกรรมของเราที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งอาหารที่เรากิน ยา หรืออากาศ”
ซึ่งเธอเทน้ำหนักไปที่ ‘เรื่องระบบอาหาร’ โดยให้เหตุผลว่า พฤติกรรมการกิน หรือสิ่งที่เราเลือกกินในแต่ละวันล้วนเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อม กระทบทั้งอากาศ ผืนป่า สร้างมลพิษ และชีวิตของสัตว์

“จากงานวิจัยเกี่ยวกับ PM2.5 ที่เกิดขึ้นทุกปี สิ่งที่พบมากที่สุดคือการเผาเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาไร่ข้าวโพด ไร่ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ เพราะมนุษย์เราบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่เยอะมาก ก็เลยเชื่อมโยงเรื่องที่ว่า ถ้าหากเราลดการกินเนื้อสัตว์ เราก็จะสามารถลดการเผาป่าได้”
ขณะที่ความคิดกำลังทำงาน ประโยค ‘ลดการกินเนื้อสัตว์’ ของมารีญาก็เข้ามาสะกิดหัวใจแบบเต็มๆ หากพูดตามความเป็นจริงอาจจะดูเป็นเรื่องยากในการทำความเข้าใจ อีกทั้งยังยากในเชิงปฏิบัติ เพราะแน่นอนว่าชีวิตประจำวันของคนเราบริโภคเนื้อสัตว์เป็นหลัก แต่ไม่ว่าจะยากหรือง่าย มารีญาก็ทำมาแล้วถึง 7 ปี
“ไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานมาก 7 ปีแล้วค่ะ มีบางช่วงที่กลับไปกินบ้าง ถ้ามีโอกาสไปทำงานเกี่ยวกับประมงพื้นบ้าน ได้ไปจับปลา เราก็มีลองบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเลือกทานเป็นแพลนต์ เบส (Plant based)” ซึ่งเหตุผลของเธอนั้นเข้าใจง่ายมาก เพียงแค่ “ไม่อยากสร้างความเจ็บปวด และความทุกข์ทรมานให้กับสัตว์”

“มันเป็นโมเมนต์ที่เศร้านะ ที่คนเราเลือกจะชอบสัตว์แค่บางชนิด ชอบหมา หรือแมว และทรีตสัตว์จำพวกไก่ วัว หมู ที่เกิดมาเป็นอาหารของคน โดยไม่แคร์ว่าเขาถูกกระทำยังไงบ้าง” น้ำเสียงของเธออ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่เธอจะย้อนไทม์ไลน์ไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่า ขณะนั้นองค์กรได้เริ่มแคมเปญ ‘Change For Chicken’ เพื่อยกระดับสวัสดิภาพของไก่ โดยรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกเนื้อไก่จากฟาร์มที่ใส่ใจถึงสวัสดิภาพของสัตว์เท่านั้น ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เธอเดินทางไปดูงานของอุตสาหกรรมฟาร์มไก่แห่งหนึ่ง แต่น่าแปลกที่เมื่อได้เห็นชีวิตไก่ในฟาร์มนั้นมันกลับสร้างความเศร้าโศกให้กับเธอ

“เราเดินทางไปที่ฟาร์มไก่ ไม่คิดว่าการที่เราเห็นไก่จะรู้สึกสะเทือนใจขนาดนี้ เรารู้สึกเศร้ากับไก่มาก ซึ่งไก่เป็นสัตว์ที่ตอนเด็กเรามองว่าน่ารัก ไม่ได้มองว่าเขามีความรู้สึก และจิตใจ ในฟาร์มนั้นไก่ถูกฉีดยาเร่งฮอร์โมนให้เติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเนื้อ ผลที่ตามมาคือไก่เหล่านี้จะมีโรคตามมา มีหลายตัวมากที่เราเห็นว่าขนไม่สวย เดินไม่ได้ และไม่สบาย เรามองนัยน์ตาเขาแล้วเราร้องไห้ออกมาเลย เพราะเราเห็นว่าเขาทุกข์ทรมานมาก”
“ตั้งแต่วันนั้น เราเลยเปิดใจให้กับสัตว์หลากหลายชนิดมากขึ้น” เธอเล่าพร้อมกับแววตาที่ยังคงหนักแน่น ก่อนที่จะพาเราโบยบินไปในโลกใบสีเขียวของเธอกันต่อ โดยยกอีกเคสที่เคยตกเป็นประเด็นร้อนอยู่ช่วงหนึ่งอย่าง ‘พ.ร.บ.ช้างไทย’ ที่ถูกเสนอต่อรัฐสภาเมื่อปี 2565 ว่าด้วยกองทุนช้างไทย เพื่อการจัดสรรงบประมาณสําหรับการจัดสวัสดิภาพแก่ช้าง และแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับช้าง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการฝึก ไปจนถึงความเป็นอยู่ในปางช้าง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ความพยายามกว่า 3 ปี ในการผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกปัดตกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งในช่วงเวลาที่เราพูดคุยกันอยู่นี้ พอเหมาะพอดีกับช่วงที่สัตว์โลกกำลังเกิดกระแสความนิยมไปทั่วโซเชียล ด้วยความน่ารัก และความไร้เดียงสาที่ครองใจผู้คนแบบอยู่หมัด ไม่เว้นแม้แต่ช้างที่มีคลิปน่ารักๆ จากปางช้างแห่งต่างๆ คอยแวะเวียนมาแต่งแต้มความสดใสให้กับโลกสีหม่นใบนี้
“รู้สึกชอบมากเลย และรู้สึกดีมากที่คนได้มีโอกาสเห็นความน่ารักเหล่านี้ เพราะว่าสัตว์ทุกชนิดมีความมหัศจรรย์ในตัวเอง ช้างก็เป็นสัตว์ประจำประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่ และอุดมไปด้วยพลังที่มหาศาล อยากจะบอกกับทุกคนว่าถ้าหากดูคลิปเหล่านี้แล้วรู้สึกน่ารัก จนอยากสนับสนุนปางช้างต่างๆ ซึ่งมีหลายที่มากที่เราสามารถเข้าไปสัมผัสช้างได้โดยไม่แตะ ไม่ขี่ ไม่ป้อน ถ้าหากเราเลี่ยงในการทำสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราสัมผัสพื้นที่ธรรมชาติของเขาได้จริงๆ” มารีญาเล่าด้วยความตื่นเต้นเสมือนว่าสิ่งนี้คือ ‘ความมหัศจรรย์’ ที่มนุษย์ควรได้สัมผัสสักครั้ง

ซึ่งเธอยอมรับว่าในวัยเด็กจะรู้สึกว้าวทุกครั้งที่ได้เห็นโชว์จากช้าง และสนุกสนานยามที่ได้นั่งบนหลังช้าง แต่เมื่อได้เห็นเบื้องหลังเมื่อนั้นก็เข้าใจทันทีว่า “เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องผิดธรรมชาติ” ซึ่งเธอค้านหัวชนฝาในการจะสนับสนุนเรื่องเหล่านี้
“มันคือการทำร้ายจิตใจ คือการที่มีคนมาควบคุมให้ไปซ้ายหรือขวา ถ้าเป็นเราก็ไม่อยากจะโดนแบบนั้นเหมือนกัน ซึ่งการที่เราไม่ต้องขี่ช้าง หรืออาบน้ำช้างมันสร้างความอเมซิ่งให้กับเรามากกว่า เพียงแค่เรามองเขาจากระยะไกล เราจะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น เช่น เราได้ยินเสียงช้างคุยกัน เป็นต้น เพราะเขารู้สึกอิสระ ซึ่งนี่คืออีกมิติหนึ่งที่อยากให้ทุกคนได้สัมผัส เราจะเห็นเลยว่าสัตว์สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งอื่นๆ บนโลกใบนี้ได้อย่างดี ทั้งเป็นมิตร และกลมกลืน”

“การที่เราสามารถเปิดใจ มองสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มองสัตว์เป็นเพียงอาหาร หรือสิ่งของ แต่มองว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจ โลกคงจะน่าอยู่มากขึ้น” แค่เรื่องนี้ ที่เธออยากวอนขอ
ซึ่งเธอเชื่อเหลือเกินว่า ‘คนไทยทำได้’ แต่อาจจะต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงจุด หรือ ‘กฎหมายที่แข็งแรงมากพอ’ ที่จะทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมเปลี่ยนไป
“เข้าใจว่าชีวิตในแต่ละวันของทุกคนต้องมีเรื่องให้คิด มีปัญหาที่แตกต่างกัน และต้องทำมาหากินทุกวัน แต่เพียงแค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก่อน อย่างการแยกขยะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายมาก แค่ลองคิดว่าถ้าหากมีขยะมากมายกองล้นอยู่ในบ้านของเรา เราจะทนเห็นมันเป็นแบบนั้นได้ไหม เราสามารถเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงระบบได้ อย่าลืมว่าเราคือหนึ่งในระบบ เพราะฉะนั้นเราต้องตระหนักรู้”

“ถ้าอยากจะอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุขกับคนที่เรารัก เราต้องมีสิ่งแวดล้อมที่จะเอื้อกับพวกเรา โลกนี้ก็คือบ้านของเรา”
เป็นทั้งความหวัง และคำขอจากมนุษย์โลกที่หวังว่าสองมือกับอีกหนึ่งเสียงนี้ จะแผ่ขยาย และสร้างความตระหนักรู้ไม่มาก ก็น้อย

