ไทม์ไลน์สู้ 23 ปี ฝ่าคำครหา ‘อยากได้จนเกินตัว’ ธงสีรุ้งสะบัดจารึกประวัติศาสตร์ ‘สมรสเท่าเทียม’
พลันที่ “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567” หรือ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 24 กันยายน 2567 และนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปอีก 120 วัน โดยบุคคลเพศเดียวกันจะสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 นั้น
เสียงเฮลั่น! ของเหล่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ LGBTQ+ ก็กระหึ่มทั่วประเทศ
นับเป็นการต่อสู้อย่างยาวนาน ที่ “ประวัติศาสตร์” ต้องจารึกไว้ชั่วลูกหลาน เมื่อประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “รักเท่าเทียม รักที่ทันสมัย” ประเทศแรกในอาเซียน และเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชียที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้รับการรับรองและได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
การเดินทางเพื่อปักธงกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทุกเพศควรได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน กฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีความเคารพในความแตกต่างหลากหลาย เป็นการเน้นย้ำว่า “ทุกคนมีสิทธิมีศักดิ์ศรีที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน”

- การต่อสูู้สุดโหด-ก้าวข้ามคำดูหมิ่น “มักมาก อยากได้จนเกินตัว”
นับเป็นการต่อสู้อย่างยาวนานถึง 23 ปี โดยมี วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) เป็นหนึ่งในแกนนำผู้เสนอแก้ไขกฎหมายสมรสเท่าเทียมภาคประชาชน โดยเป็นผู้นำในความพยายามที่จะทำให้กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านรัฐสภา ด้วยการทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

การต่อสู้เริ่มเป็นจุดสนใจในปี 2013 ในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ กับกิจกรรมพาคู่เลสเบี้ยนไปจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตบางรัก แม้จะถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ หากก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้เพียงชั่วข้ามคืน เมื่อสำนักข่าวทั้งไทยและเทศ ต่างนำประเด็นดังข่าวพาดหัวใหญ่โต เป็นที่สนอกสนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง
วาดดาว เผยว่า เรานำอะไรใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครทำอะไรใหม่แบบนี้ ไม่มีใครกล้าที่จะเดินไปจดทะเบียนสมรส เราก็ต้องกล้า ก็ต้องทำ เพราะการพูดเรื่องนี้ ก็ต้องไปวันที่สำคัญที่สุด คือวันแห่งความรัก ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้มีอะไรมาก มีป้ายรณรงค์ มีไมค์พูดปราศรัย ไปสำนักงานเขตบางรัก ก็โดนไล่ออกมา เราก็ไปเอาใบปฏิเสธมาทำงานต่อสู้ต่อ
“ซึ่งวันนั้นก็เป็นข่าวทุกสำนักทั้งสื่อไทยและต่างประเทศ มีพาดหัวข่าวว่า ตีฉิ่งครองเมือง และในข่าวหน้าเดียวกัน มีคู่ควายที่จดทะเบียนกันได้ ตอนนั้น เราก็สึกโคตรโหดกับพวกเรามาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และทำให้เราเข้าใจประเด็นทำงานสาธารณะ ที่ต้องทำในวันสำคัญ เพราะยังไงนักข่าวจะวิ่งหากิจกรรมในวันสำคัญ เราเข้าใจการทำงานของสื่อ และวางยุทธศาสตร์ในการทำงานกับสื่อเพิ่มมากขึ้น”

จากวันนั้น ก็นำไปสู่การทำงานในวันสำคัญๆ อีกหลายต่อหลายครั้ง อย่างใน “วันยุติการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน” ที่มีการทำแฟลชม็อบไปทั่วกรุงเทพฯ นับจากนั้นประเด็น LGBTQ+ ก็มีการพูดถึงในสังคมเพิ่มมากขึ้น
“มีการพูดถึงเรื่องสิทธิ LGBTQ+ เพิ่มขึ้น พูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน หน่วยงานรัฐ เชิญพวกเราไปให้ข้อมูลเพิ่มขึ้น และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ทำให้สำนักข่าวต่างๆ ติดต่อมาเพื่อสัมภาษณ์คู่รัก ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของสมรสเท่าเทียม เราใช้แก่นแท้เรื่องของการต่อสู้เรื่องความรักของผู้คนที่รักกันจริงๆ และประสบปัญหาชีวิตจริงๆ มาใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้”

หากกว่าจะคลอดออกมาเป็นตัวบทกฎหมายอย่างวันนี้ วาดดาว บอกว่า “การทำงานไม่ได้สวยหรู”
“กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เปลี่ยนชีวิตของ LGBTQ+ จะเป็นกฎหมายหลักที่เราอยากได้สิทธิ และสิทธินี้เราต้องได้เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งการทำงานไม่ได้สวยหรู ร้องไห้กันมาเยอะมาก ทะเลาะกันเอง ทะเลาะกับเพื่อน ทะเลาะกับเครือข่าย ทะเลาะกับสื่อ ทะเลาะกับรัฐ เราทำม็อบเกี่ยวกับสมรสเท่าเทียม 2 ครั้ง ก็ถูกฟ้องคดี 17 คน เอาจริงๆ มันไม่ได้มาง่ายๆ เพียงแต่เราก็ทำงานตามสเต็ป”
“โดยไม่ร้องขอความเมตตาจากใคร หยิ่งมาก หยิ่งสุดๆ ให้ดีเบตกับใคร ถ้าอยากฟัง ฉันพูดเรื่องสมรสเท่าเทียมนะ ถ้าอยากฟังพ.ร.บ.คู่ชีวิต หรือฉบับอื่น คุณไปฟังคนอื่น ต้องทะนงในเรื่องของจุดยืนมากๆ เพราะมันไม่ง่ายเลยสำหรับการต่อสู้เรื่องนี้ เอาจริงๆ มันยากมาก เค้ามองพวกเรา เป็นพวกมักมาก อยากได้จนเกินตัว ไม่มีใครสนับสนุนเลย เค้าคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ แต่พวกเราไม่ยอมแพ้ เพราะหัวใจของเราในการทำงาน มันล้อไปกับสิทธิเสรีภาพที่มันได้อย่างเสมอหน้ากัน”
โดยเฉพาะในการจัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) ที่แม้จะประสบความสำเร็จ ในปี 2022 มีผู้มาร่วมงาน 20,000 คน ปี 2023 มีคนมาร่วมงาน 1 แสนคน และปี 2024 เพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนคน และยังขยายไปอีก 35 จังหวัด

“งานไพรด์ ร้องไห้เยอะสุด เป็นการจัดงานที่มีแต่ปัญหา อุปสรรค การเดินทางไปแต่ละก้าว หนักมาก บางทีก็ถามว่า จะทำให้คนรู้สึกภาคภูมิใจในชีวิต มันจะเยอะแยะมากมายขนาดนี้เลยหรือ แต่การต่อสู้มันเป็นเรื่องในชีวิตแล้ว ร้องไห้แล้วก็ปาดน้ำตา ตอนนี้เจออะไรก็เป็นสภาวะอย่างนั้นอยู่ จริงๆ พวกเราทำงาน พวกเราอ่อนไหวกันมากๆ”
หากสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จด้วยดีคือ “ประชาชน”
“ป้อมปราการที่โพรเทคพวกเราให้ทำงานได้ คือ ประชาชน ตำรวจให้เราเดินได้เพราะคนมาเยอะ ซึ่งเราแตกต่างจากม็อบ เพราะการมีคนมาเดินเยอะ มันสร้างมูลค่าทางการตลาดได้ หน่วยงานรัฐไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นอื่นในโลกทำแบบเราได้ยากมาก มีแค่ประเด็น LGBTQ+ เท่านั้น ที่สร้างขบวนพาเหรดหรืออีเว้นต์ในรูปแบบของการต่อสู้แล้วสร้างมูลค่าทางการตลาดได้”
“เรียกว่าเป็นอินโนเวชั่นของโลกใบนี้ ทั่วโลกพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า ขบวนการต่อสู้ ขบวนพาเหรดประเด็นเจนเดอร์ หรือ LGBTQ+ ที่ถูกกดขี่ มันต่อสู้ด้วยครีเอทิวิตี้ เราไม่ได้จับอาวุธต่อสู้ เราเอาความครีเอจมาต่อสู้ให้เห็นตัวตน มันก็เลยทำให้เกิดสภาวะสร้างสรรค์ของการตลาด”
“อีกมุมหนึ่ง LGBTQ+ เมืองนอกที่ถูกกดทับ ส่วนมากเขาอยู่ในวงการแฟชั่น วงการโฆษณา เพราะฉะนั้น การล็อบบี้ทางการตลาด มันง่ายมาก มันเลยมีมิตรภาพที่ใหญ่มาก ที่ทำให้สภาวะแวดล้อมของงานไพรด์ เป็นสภาวะแวดล้อมที่ดี ทำให้สังคมอยากเข้าร่วม ปลอดภัย และสร้างสรรค์”

- เปิดไทม์ไลน์สู้ 23 ปี
เรื่องนี้ มีแนวคิดตั้งแต่ ปี 2544 โดยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร แต่กระแสสังคมยังไม่ยอมรับจึงต้องพับไป
จากนั้นปี 2555 มีคู่รักเพศหลากหลายต้องการจดทะเบียนสมรสแต่ถูกปฏิเสธ จึงได้มีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อมาปี 2557 การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ยุติลง เนื่องจากเกิดรัฐประหาร
กระทั่งปี 2563 รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มมีการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเกี่ยวกับสมรสเท่าเทียมออีกครั้ง โดยเดือนมิถุนายน 2563 พรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) ยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ต่อสภาฯ และได้รับการถูกบรรจุวาระแรก ในปี 2565 ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ผ่านวาระที่ 1 แล้ว แต่ด้วยสภาล่มบ่อย จึงไม่สามารถพิจารณาได้ครบ 3 วาระได้

ปี 2566 “นายเศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาช่วยผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยกล่าวในงานเสวนา “ในนามของความรัก” ตอนหนึ่งว่า
“เรื่องสิทธิเสรีภาพและความหลากหลายทางเพศนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในสังคมครอบครัวที่บ้านเรา อยู่ในสังคมที่ทำงาน ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้โอกาสตรงนี้มากเพราะเห็นความสำคัญ และ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ก็คือเรื่องหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ซึ่งจะต้องทำให้เกิดให้ได้ก่อน ส่วนกฎหมายลูกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คำนำหน้านาม การเกณฑ์ทหาร หรือ สิทธิรักษาพยาบาลอะไรต่างๆ นั้น ก็จะค่อยๆ ดำเนินการต่อไป”
กระทั่ง 19 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้มีการเสนอให้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ … พ.ศ. …. หรือร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เพื่อรองรับกฎหมายสมรสเท่าเทียม จ
ต่อมา 21 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1448 หรือ ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยภายหลังจากการอภิปรายแล้ว สภาได้ลงมติรับหลักการ ทั้งหมด 4 ฉบับ

วันที่ 27 มีนาคม 2567 สภามีมติ เห็นด้วย 400 เสียง ไม่เห็นด้วย 10 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 3 เสียง กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านสภาแล้ว
กระทั่ง 18 มิถุนายน 2567 วุฒิสภามีมติรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หรือ ‘พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม’ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์กฎหมายครอบครัวของไทย

กรกฎาคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี นำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย
24 กันยายน 2567 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 โดยมีผลใช้บังคับในอีก 120 วันข้างหน้า โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ไว้ ณ วันที่ 12 ส.ค. 2567 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
23 มกราคม 2568 รัฐบาล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีความพร้อมสำหรับการอำนวยความสะดวก ในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายสมรสเท่าเทียม พร้อมกันทั่วประเทศ แล้วในวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม บนหลักการความเสมอภาคและเท่าเทียม

- เนื้อหาสำคัญของ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม
การประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม นับเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่สำหรับชุมชน LGBTQ+ ผู้หญิงข้ามเพศ และผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดย อ.ปิยอร เปลี่ยนผดุง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ได้สรุปการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ ดังนี้
1.เปลี่ยนคำที่ใช้เรียกบุคคลที่จะทำการหมั้นหรือการสมรสจาก “ชาย-หญิง” เป็น “บุคคล-บุคคล”
2. เปลี่ยนคำที่ใช้เรียกบุคคลที่หมั้นกันแล้ว จาก “ชายและหญิงคู่หมั้น” เป็น “ผู้หมั้นและผู้รับหมั้น”
3. เปลี่ยนคำที่ใช้เรียกบุคคลที่จดทะเบียนสมรสกันแล้ว จาก “สามี-ภรรยา” เป็น “คู่สมรส”
4. อายุขั้นต่ำที่สามารถทำการหมั้น-การสมรส: เพิ่มจากอายุขั้นต่ำ 17 ปี เป็น “18 ปี” (แต่เนื่องจากยังไม่บรรลุนิติภาวะ การสมรสของบุคคลที่อายุ 18 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ถึง 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองอยู่)
5. เปลี่ยนชื่อ ป.พ.พ. บรรพ 5 หมวด 3 จาก “ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา” เป็น “ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส”
6. คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถเป็นผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ของอีกฝ่ายได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ (มาตรา 1463)
7. เปลี่ยนชื่อ ป.พ.พ. บรรพ 5 หมวด 4 จาก “ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา” เป็น “ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส”

8. การจัดการทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสทั้งเรื่องสินส่วนตัวและสินสมรสระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกันยังคงใช้หลักการเดิมใน ป.พ.พ. กล่าวคือ สินสมรสที่คู่สมรสเป็นเจ้าของร่วมกันและต้องจัดการทรัพย์สินร่วมกัน การขายหรือจัดการสินสมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย
9. ในส่วนความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างคู่สมรสมีการเพิ่มเติมส่วนของ “กระทำหรือยอมรับการกระทำของผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนเองหรือผู้อื่น” เพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียงเรื่องการ “ร่วมประเวณี” เพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบที่หลากหลายในความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สมรส
10. คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้เช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศ (มาตรา 1598/26)
11. คู่สมรสเพศเดียวกันมีสิทธิในการรับมรดกของคู่สมรสอีกฝ่ายในฐานะทายาทโดยธรรม ยกเว้นแต่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น
ซึ่งผลจากการที่บุคคลเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสและอยู่ร่วมกันในฐานะคู่สมรสตามกฎหมายได้ ทำให้คู่สมรสเพศเดียวกันมีสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น เช่น บุคคลสัญชาติไทยที่ประสงค์จะสมรสกับบุคคลสัญชาติอื่นก็สามารถสมรสกันตามกฎหมายไทยได้ บุคคลเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสกันแล้วสามารถใช้สิทธิในการให้ความยินยอมรักษาพยาบาลในฐานะคู่สมรสได้ เป็นต้น

- พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ผลกระทบต่อสังคมไทย
เว็บไซต์มูลนิธิเพื่อนรัก คอมมูนิตี้สำหรับผู้หญิงข้ามเพศ ระบุว่า การประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสังคมไทยในหลายด้าน
-ความเท่าเทียมทางกฎหมาย
การรับรองการสมรสบุคคลเพศเดียวกันเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมทางกฎหมายสำหรับ LGBTQ+ ในไทย คู่รักเพศเดียวกันจะได้รับสิทธิ และความคุ้มครองทางกฎหมายเช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการรับมรดก สิทธิในการตัดสินใจทางการแพทย์ และสิทธิในการได้รับสวัสดิการต่างๆ

-ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การผ่านกฎหมายนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ และอาจส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศที่มีความก้าวหน้าในด้านสิทธิ LGBTQ+
-การยอมรับทางสังคม
ช่วยส่งเสริมการยอมรับความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยมากขึ้น การที่รัฐให้การรับรองความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกัน จะช่วยลดการตีตรา และการเลือกปฏิบัติต่อชุมชน LGBTQ+ ในระยะยาว

-การคุ้มครองเด็ก
การยกระดับอายุขั้นต่ำสำหรับการสมรสเป็น 18 ปี จะช่วยปกป้องเด็ก และเยาวชนจากการแต่งงานก่อนวัยอันควร ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามระดับโลกในการยุติการแต่งงานในวัยเด็ก
-การส่งผลดีทางเศรษฐกิจ
การรับรองการสมรสเท่าเทียมอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการบริการ ประเทศไทยอาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการจัดงานแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันจากทั่วโลก นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน เช่น การจัดงาน การถ่ายภาพ และการท่องเที่ยวฮันนีมูน ก็อาจได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการ

-ความท้าทาย และข้อกังวลต่อ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม
แม้ว่าการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะเป็นชัยชนะครั้งสำคัญ แต่ยังมีความท้าทาย และข้อกังวลที่ต้องพิจารณา:
-การต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม
อาจมีการต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม และกลุ่มศาสนาบางกลุ่มที่มองว่าการสมรสเท่าเทียมขัดต่อค่านิยมดั้งเดิมของสังคมไทย จำเป็นต้องมีการสื่อสาร และให้ความรู้แก่สาธารณชนเพื่อลดความเข้าใจผิด และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น
-การบังคับใช้กฎหมาย
การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และเท่าเทียมเป็นความท้าทายสำคัญ หน่วยงานภาครัฐ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้เข้าใจ และปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อย่างถูกต้อง

- เปิดประเทศที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ประเทศไทย เป็นประเทศแรกในอาเซียน และเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชียที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยไต้หวัน เป็นประเทศแรก ต่อมาคือเนปาล และไทย
เพจ บางกอก ไพรด์ เผยว่า มีอีก 40 ประเทศที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมออกมาบังคับใช้ ดังต่อไปนี้
ปี 2543 เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศแรกที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ปี 2546 เบลเยียม
ปี 2548 เแคนาดา, สเปน
ปี 2549 แอฟริกาใต้
ปี 2551 นอร์เวย์
ปี 2552 สวีเดน
ปี 2553 อาร์เจนตินา, ไอซ์แลนด์, โปรตุเกส
ปี 2556 บราซิล, อังกฤษ, เวลส์, ฝรั่งเศส, นิวซีแลนด์, อุรุกวัย
ปี 2557 ลักเซมเบิร์ก, สกอตแลนด์
ปี 2558 ไอร์แลนด์, สหรัฐอเมริกา
ปี 2559 ฟินแลนด์, โคลัมเบีย, กรีนแลนด์
ปี 2560 ออสเตรเลีย, มอลตา, เยอรมนี, ออสเตรีย
ปี 2561 คอสตาริกา
ปี 2562 เอกวาดอร์, ไต้หวัน, ไอร์แลนด์เหนือ
ปี 2564 สวิตเซอร์แลนด์, ชิลี
ปี 2565 คิวบา, เม็กซิโก, สโลวีเนีย, อันเดอร์รา
ปี 2566 เอสโตเนีย
ปี 2567 กรีซ, เนปาล
ปี 2568 ไทย

- ฉลองสมรสเท่าเทียม “รักสีรุ้ง” เบ่งบานทั่วประเทศ
ธงสีรุ้งโบกสะบัดเฉลิมฉลองใหญ่ ในวันที่ 23 มกราคม ซึ่งถือเป็น “วันประวัติศาสตร์” ของไทย นฤมิตรไพรด์ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดันพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ผสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงวัฒนธรรม เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงาน “Marriage Equality Day” ปักหมุดจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมวันแรกพร้อมกันทั่วประเทศไทย ณ ชั้น 5 พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ ในวันที่ 23 มกราคม
วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร หรือ วาดดาว ประธานและผู้ก่อตั้ง นฤมิตรไพรด์ ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) เปิดเผยว่า ในวันสมรสเท่าเทียมนั้น จะจัดเต็ม 3 กิจกรรมหลัก ประกอบไปด้วย สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality), อัตลักษณ์และตัวตน (Marriage Identity) ปิดท้ายด้วยการฉลองชัยชนะ (Marriage Celebration) พร้อมโซนกิจกรรม 3 สเตชั่น Blooming Og Love, Cozy Heart Cozy Home รวมถึงนิทรรศการกิจกรรมจากภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน พร้อมเปิดให้จดทะเบียนสมรสคู่รัก LGBTQIAN+ ภายในงานทั้งสิ้น 300 คู่ รวม 50 เขตในกรุงเทพมหานครมากกว่า 500 คู่ และรวมทั่วประเทศ 1,448 คู่ มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์โลก จากในปี 2565 ที่ประเทศบราซิล มีการแต่งงานของคู่รัก LGBTQIAN+ อยู่ที่ 165 คู่

ซึ่งจะเปิดให้คู่รัก LGBTQIAN+ จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป จนถึง 19.00 น. โดยแบ่งเป็นรอบละ 2 ชั่วโมง จากนั้น เวลา 10.00 น. เริ่มขบวนแห่งสมรสเท่าเทียม PRIDE CARPET บริเวณ พาร์ค พารากอน ไปยัง พารากอน ฮอลล์ โดยมีคู่สมรส นักเคลื่อนไหว กรุงเทพมหานคร หน่วยงานรัฐ และแขกรับเชิญพิเศษ ร่วมขบวน ก่อนจะเข้าสู่พิธีเปิดในเวลา 11.00 น. โดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานผ่านวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ ปาฐกถาจากนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ผลักดันสมรสเท่าเทียม คณะรัฐมนตรี และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขึ้นกล่าวต้อนรับคู่รัก

จากนั้น พบกับการแสดงสุดพิเศษจาก อิงฟ้า วราหะ และชาล็อต ออสติน คู่จิ้นระดับประเทศต่อมาเวลา 13.00 น. เริ่มเวทีเสวนา การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในยุคสมรสเท่าเทียม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และคณะวิทยาการเรียนรุ้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อจากนั้น เวลา 17.00 น. กิจกรรมเดินพรมแดงในธีม Pride Carpet at Paragon Hall โดยคู่สมรส นักกิจกรรม นักแสดง ศิลปิน และพาร์ทเนอร์
เสร็จแล้ว เวลา 18.30 น. แถลงความสำเร็จของการจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม โดยกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และบางกอกไพรด์ อีกทั้ง ยังมีมินิคอนเสิร์ตจาก ซิลวี่ ภาวิดา มอริจจิ กับแฟนสาว มิ้น มิณฑิตา วัฒนกุล ร่วมขบวน PRIDE CARPET ภายใต้คอนเซ็ปต์ รักและตัวตนที่เดินไปพร้อมกัน นำโดย ศิลปิน นักร้องนักแสดง ซิน ซิงกูลาร์, คอปเตอร์ ภานุวัฒน์ เกิดทองทวี, ปิงปอง ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์, พัดชา เอนกอายุวัฒน์, เกรซ นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ, Miss Tiffany’s Universe, Miss Trans Thailand, Miss LGBT Thailand รวมถึง อินฟลูเอ็นเซอร์แถวหน้าของประเทศไทย, กลุ่ม DRAG ICON และ DRAG Bangkok

