เปิดกว้าง-ยอมรับ ‘รักสีรุ้ง’ เบ่งบานทั่วไทย ชีวิตที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ‘LGBTQIAN+’
ยิ่งใหญ่สมการรอคอยมาอย่างยาวนานกว่า 23 ปี สำหรับ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ที่มีการเฉลิมฉลองไปในวันที่ “จดทะเบียนสมรสวันแรก” วันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งต้องจารึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์สยามประเทศอีกครั้้ง จดจำชั่วลูกชั่วหลาน กับ “ความรักเท่าเทียม” ที่ไม่ว่าเพศไหนก็มีสิทธิมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สมควรได้รับการปฏิบัติอย่าง “คนเท่ากัน”
เสียงเฮลั่น!! ของเหล่าผู้ที่มีความหลากหลายางเพศ “LGBTQIAN+” กระหึ่มทั่วประเทศ “ปักธง” กฎหมายสมรสเท่าเทียม จูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ “จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย” ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567 ภายในงาน “วันสมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Day)” ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน รวมไปถึงที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 อำเภอใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต สถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุลไทยทั่วโลก ก็ได้เปิดให้บริการจดทะเบียนสมรสแก่คู่รักเพศที่หลากหลาย

บรรยากาศอบอวลไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หลายคนสวมชุดเดรสสีขาวและหลายคนแต่งชุดไทยหรือชุดสูท มาจดทะเบียนสมรสกับคนรัก แม้บางคนจะมีน้ำตา หากก็เป็นน้ำตาแห่งความปลื้มอกปลื้มใจที่วันนี้ “ความรัก” ของพวกเขาได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
- ‘นายกฯอิ๊งค์-เศรษฐา’ร่วมยินดี ‘เรื่องเท่าเทียม ไม่ใช่เหนือกว่าคนอื่น’
ความปีติยินดี มิได้มีเฉพาะในกลุ่ม “LGBTQIAN+” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้ร่วมแสดงความยินดีผ่านคลิปวิดีโอ ด้วยเธอติดภารกิจเยือนเมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เพื่อร่วมหารือบริษัทชั้นนำระดับโลก สร้างความเชื่อมั่นการลงทุนในไทย โดยว่า “ทุกความรักของคนไทยทุกคน จะถูกรับรองทางกฎหมาย ได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียม กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านการต่อสู้มากว่า 2 ทศวรรษ เป็น 2 ทศวรรษที่ต้องเผชิญหน้ากับอคติและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม ชัยชนะในครั้งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จจากความร่วมมือของทุกคน โดยเฉพาะภาคประชาชน LGBTQIAN+ ที่เป็นแกนนำสำคัญทำให้กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ในวันนี้

ขณะที่ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “วันสมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Day)” ว่า วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ไทยจารึกไว้ จากการเดินทางมา 20 ปี เพื่อให้ทุกคนสามารถแสดงออกถึงความรัก โดยไม่จำกัดเพศสภาพ สามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

“ขอเน้นเรื่องเท่าเทียม ไม่ใช่เหนือกว่าคนอื่น การใช้เวลานานขนาดนี้ อาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจและอาจมีการเรียกร้องสิทธิให้เหนือกว่าความเท่าเทียมเป็นสิ่งพื้นฐานของทุกคน ทุกคนควรมีความเท่าเทียมเรื่องเพศสภาพ ความรักที่มีต่อกันไม่ต้องแอบอีกแล้ว สามารถเชิดหน้าชูตา เป็นอย่างที่เราอยากเป็น อยู่อย่างที่เราอยากอยู่ แสดงออกอย่างที่เราอยากแสดงออกได้อย่างเต็มตัว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศหนึ่ง ท่านประกาศชัดเจนว่ามี 2 เพศเท่านั้นในประเทศท่าน คงไม่ใช่ความเหมาะสมที่ผมจะมากล่าวขัดแย้งกับประเด็นนี้ ขอใช้คำว่าเรามีประชากร 68 ล้านคน ถึงแม้ขนาดเศรษฐกิจไม่ได้ใหญ่เท่าเขา ภายใต้การนำของนายกฯแพทองธาร ชินวัตร เชื่อว่าเราหัวใจใหญ่กว่า เรายอมรับกับคนที่อยากจะเป็น เราให้เกียรติ ให้เวที ให้พื้นที่พวกเขา อย่างที่พวกเขาสมควรที่ได้รับ แม้จะเป็นการรอคอยนานกว่า 20 ปี”
อดีตนายกฯยังกล่าวอีกว่า ได้เจอคู่สมรสอายุ 63 ปี กับ 78 ปี อยากจะขอแสดงความยินดี และขอโทษในเวลาเดียวกัน Better late than never สายกว่ายังดีกว่าไม่มา
“ประเทศไทยมีสมรสเท่าเทียมเป็นที่แรกๆ ของเอเชีย เราอาจเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชื่อว่าชาว LGBTQIAN+ จากทั่วโลกจะหลั่งไหลเข้ามาสร้างเศรษฐกิจสีรุ้งให้กับประเทศไทย” อดีตนายกฯเชื่อมั่น
- ชัชชาติชี้’จุดแข็งประเทศไทย’
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม.เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ในการผลักดัน แต่หลังจากนี้จะรับไม้ต่อ แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด วันนี้มิติที่สำคัญคงไม่ใช่แค่เรื่องสมรสเท่าเทียม แต่แสดงถึงจิตวิญญาณของเรา เป็นมิติที่แสดงถึงว่าเราโอบกอดคนที่มีความหลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะทางเพศสภาพ แต่ความเชื่อ ศาสนา และเชื้อชาติต่างๆ นี่คือจุดแข็งของสังคมไทยและที่กรุงเทพฯ ว่าคนที่มาเมืองไทยและมากรุงเทพฯ จะรู้สึกว่าปลอดภัยไม่ถูกเหยียดหยาม หรือมีความแตกต่างอะไร ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ดีเป็นจุดแข็งของเรา อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบาย กรุงเทพฯเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน

- วันแห่งชัยชนะ
นางสาวอรรณว์ ชุมาพร หรือ วาดดาว ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด กล่าวว่า กลับขับเคลื่อนเรื่องสมรสเท่าเทียมใช้เวลากว่า 20 ปี ก่อนวันนี้จะมาถึง เต็มไปด้วยอุปสรรค บางคู่รักถูกมองเป็นตัวประหลาด ถูกไล่ออกจากบ้าน และวันนี้เปรียบเสมือนวันแห่งความสำเร็จ เป็นวันแห่งชัยชนะ
โดยในวันแรกของการจดทะเบียนสมรส เวลา 21.00 น. เพจบางกอก ไพรด์ ได้เผยสรุปคู่สมรสเท่าเทียมที่จดทะเบียนทั่วประเทศ ทั้งหมด 2,799 คู่ แบ่งเป็น ชาย-ชาย, หญิง-หญิง ทั้งหมด 1,839 คู่
จดทะเบียนในกรุงเทพฯทั้งหมด 661 คู่ เฉพาะพื้นที่ Paragon Hall ทั้งหมด 185 คู่
นับเป็นตัวเลขทะลุเป้าที่วางไว้ ซึ่งวาดดาวระบุว่า “ตอนแรกลุ้นมากที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า 1,448 คู่ทั่วประเทศคือเราทำได้แล้วเป็นยอดที่เกินเป้า อยากจะแสดงความยินดีกับทุกคู่และทุกความรัก”

- ไทม์ไลน์ต่อสู้ 23 ปี
กว่าจะมีวันนี้ การต่อสู้ตลอด 23 ปีนั้น เรียกว่า “สุดโหด” โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2544 โดยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร แต่กระแสสังคมยังไม่ยอมรับจึงต้องพับไป จากนั้นปี 2555 มีคู่รักเพศหลากหลายต้องการจดทะเบียนสมรสแต่ถูกปฏิเสธ จึงได้มีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อมาปี 2557 การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ยุติลง เนื่องจากเกิดรัฐประหาร
กระทั่งปี 2563 รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มมีการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเกี่ยวกับสมรสเท่าเทียมอีกครั้ง โดยเดือนมิถุนายน 2563 พรรคก้าวไกลยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมต่อสภา และได้รับการถูกบรรจุวาระแรก ในปี 2565 ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ผ่านวาระที่ 1 แล้ว แต่ด้วยสภาล่มบ่อย จึงไม่สามารถพิจารณาได้ครบ 3 วาระได้
กระทั่งปี 2566 “นายเศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาช่วยผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยกล่าวในงานเสวนา “ในนามของความรัก” ตอนหนึ่งว่า เรื่องสิทธิเสรีภาพและความหลากหลายทางเพศนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในสังคมครอบครัวที่บ้านเรา อยู่ในสังคมที่ทำงาน ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้โอกาสตรงนี้มากเพราะเห็นความสำคัญ และ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ก็คือเรื่องหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ซึ่งจะต้องทำให้เกิดให้ได้ก่อน ส่วนกฎหมายลูกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คำนำหน้านาม การเกณฑ์ทหาร หรือ สิทธิรักษาพยาบาลอะไรต่างๆ นั้น ก็จะค่อยๆ ดำเนินการต่อไป

กระทั่ง 19 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้มีการเสนอให้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่… พ.ศ. … หรือร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เพื่อรองรับกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1448 หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยภายหลังจากการอภิปรายแล้ว สภาได้ลงมติรับหลักการ ทั้งหมด 4 ฉบับ
วันที่ 27 มีนาคม 2567 สภามีมติเห็นด้วย 400 เสียง ไม่เห็นด้วย 10 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 3 เสียง กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านสภาแล้ว
กระทั่ง 18 มิถุนายน 2567 วุฒิสภามีมติรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … หรือ ‘พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม’ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์กฎหมายครอบครัวของไทย
กรกฎาคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี นำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย
24 กันยายน 2567 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567 โดยมีผลใช้บังคับในอีก 120 วันข้างหน้า โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 12 ส.ค.2567 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับพระบรมราชโองการ
23 มกราคม 2568 รัฐบาลโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีความพร้อมสำหรับการอำนวยความสะดวก ในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายสมรสเท่าเทียม พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม บนหลักการความเสมอภาคและเท่าเทียม

- เนื้อหาสำคัญของ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม
การประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม นับเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่สำหรับชุมชน LGBTQIAN+ ผู้หญิงข้ามเพศ และผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดย อ.ปิยอร เปลี่ยนผดุง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ได้สรุปการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ ดังนี้
1.เปลี่ยนคำที่ใช้เรียกบุคคลที่จะทำการหมั้นหรือการสมรสจาก “ชาย-หญิง” เป็น “บุคคล-บุคคล”
2.เปลี่ยนคำที่ใช้เรียกบุคคลที่หมั้นกันแล้ว จาก “ชายและหญิงคู่หมั้น” เป็น “ผู้หมั้นและผู้รับหมั้น”
3.เปลี่ยนคำที่ใช้เรียกบุคคลที่จดทะเบียนสมรสกันแล้ว จาก “สามี-ภรรยา” เป็น “คู่สมรส”
4.อายุขั้นต่ำที่สามารถทำการหมั้น-การสมรส: เพิ่มจากอายุขั้นต่ำ 17 ปี เป็น “18 ปี” (แต่เนื่องจากยังไม่บรรลุนิติภาวะ การสมรสของบุคคลที่อายุ 18 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ถึง 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองอยู่)
5.เปลี่ยนชื่อ ป.พ.พ. บรรพ 5 หมวด 3 จาก “ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา” เป็น “ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส”

6.คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถเป็นผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ของอีกฝ่ายได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ (มาตรา 1463)
7.เปลี่ยนชื่อ ป.พ.พ. บรรพ 5 หมวด 4 จาก “ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา” เป็น “ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส”
8.การจัดการทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสทั้งเรื่องสินส่วนตัวและสินสมรสระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกันยังคงใช้หลักการเดิมใน ป.พ.พ. กล่าวคือ สินสมรสที่คู่สมรสเป็นเจ้าของร่วมกันและต้องจัดการทรัพย์สินร่วมกัน การขายหรือจัดการสินสมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย
9.ในส่วนความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างคู่สมรสมีการเพิ่มเติมส่วนของ “กระทำหรือยอมรับการกระทำของผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนเองหรือผู้อื่น” เพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียงเรื่องการ “ร่วมประเวณี” เพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบที่หลากหลายในความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สมรส
10.คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้เช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศ (มาตรา 1598/26)
11.คู่สมรสเพศเดียวกันมีสิทธิในการรับมรดกของคู่สมรสอีกฝ่ายในฐานะทายาทโดยธรรม ยกเว้นแต่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น
ซึ่งผลจากการที่บุคคลเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสและอยู่ร่วมกันในฐานะคู่สมรสตามกฎหมายได้ ทำให้คู่สมรสเพศเดียวกันมีสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น เช่น บุคคลสัญชาติไทยที่ประสงค์จะสมรสกับบุคคลสัญชาติอื่นก็สามารถสมรสกันตามกฎหมายไทยได้ บุคคลเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสกันแล้วสามารถใช้สิทธิในการให้ความยินยอมรักษาพยาบาลในฐานะคู่สมรสได้ เป็นต้น

- ‘ไทย’ ประเทศแรกอาเซียน
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียน และเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชียที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยไต้หวันเป็นประเทศแรก ต่อมาคือเนปาล และไทย
เพจบางกอก ไพรด์ เผยว่า มีหลายประเทศที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมออกมาบังคับใช้ ดังต่อไปนี้ ปี 2543 เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศแรกที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม, ปี 2546 เบลเยียม, ปี 2548 เแคนาดา สเปน, ปี 2549 แอฟริกาใต้, ปี 2551 นอร์เวย์, ปี 2552 สวีเดน,
ปี 2553 อาร์เจนตินา ไอซ์แลนด์ โปรตุเกส, ปี 2556 บราซิล อังกฤษ เวลส์ ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ อุรุกวัย, ปี 2557 ลักเซมเบิร์ก สกอตแลนด์, ปี 2558 ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา, ปี 2559 ฟินแลนด์ โคลอมเบีย กรีนแลนด์, ปี 2560 ออสเตรเลีย มอลตา เยอรมนี ออสเตรีย, ปี 2561 คอสตาริกา, ปี 2562 เอกวาดอร์ ไต้หวัน ไอร์แลนด์เหนือ, ปี 2564 สวิตเซอร์แลนด์ ชิลี, ปี 2565 คิวบา เม็กซิโก สโลวีเนีย อันเดอร์รา, ปี 2566 เอสโตเนีย, ปี 2567 กรีซ เนปาล และปี 2568 ไทย

- ความสุขจากความเท่าเทียม
นางสาววรางคณา วิภาคะ และนางสาววิภาดา เมืองวงศ์ ข้าราชครู เดินทางมาจดทะเบียนสมรสพร้อมกับครอบครัวที่ร่วมเป็นพยานรักที่สยามพารากอน กล่าวว่า ดีใจที่กฎหมายได้เปิดโอกาสให้เรามีความเท่าเทียมกันโดยกฎหมายเป็นผู้รองรับ โดยหลังจากนี้จะจัดงานแต่งที่จังหวัดพะเยา และหลังจากแต่งงานแล้วจะย้ายมาอยู่ด้วยกันที่พะเยา เนื่องจากตอนนี้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แล้ว
“ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในความรัก ทุกวันนี้โลกก็เปิดกว้างแล้วประเทศไทยเราเองก็ยอมรับทั้งยังมีกฎหมายรองรับ อยากให้ทุกๆ คนนั้นมีความกล้าที่จะแสดงความรักอย่างถูกต้อง”

ขณะที่ นางสาวพลอยนภัส จิราสุคนธ์ อายุ 33 ปี จูงมือคู่รัก ขวัญพร กงเพ็ชร อายุ 32 ปี เดินทางมาจดทะเบียนสมรสเป็นคู่แรกของเขตปทุมวัน หลังครองรักกันมานานกว่า 17 ปี กล่าวว่า วันนี้ปลดล็อกอะไรหลายๆ อย่าง มันทำให้คำว่าครอบครัวสมบูรณ์ขึ้น ตื่นเต้นและดีใจมากหลังจากรอคอยมาอย่างยาวนานกว่า 17 ปี ฝ่าฟันอุปสรรคมากมามากมาย ตั้งแต่สังคมในวัยเรียน การทำงาน ที่ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะเป็นเพศหลากหลายมาตลอด
“การจดทะเบียนสมรสในวันนี้เป็นก้าวแรกของความเท่าเทียมที่มนุษย์จะมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติจะลดน้อยลง ในอดีตเหล่า LGBTQIAN+ ยังถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดแต่สมัยนี้ เด็กยุคใหม่ได้เห็นคนแบบพวกเรามากยิ่งขึ้นจากสื่อทำให้คนในสังคมเห็นว่าพวกเราก็เป็นคนปกติเช่นเดียวกับทุกคน ทุกวันนี้เราก็สามารถแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องหลบซ่อน”

นอกจากนี้ ในอนาคตอยากจะผลักดันเรื่องคำนำหน้านาม
“เมื่อก่อนมีคนเคยบอกว่าการที่เราเกิดมาไม่ตรงเพศเหมือนกับคนไม่มีบ้านจะอยู่ ถ้าเกิดเราช่วยกันผลักดันตรงนี้จะทำให้ความเท่าเทียมเสมอภาคต่อทุกคนมากยิ่งขึ้น ความรักเป็นสิ่งสวยงามอยากอวยพรให้ทุกคู่เจอความรักที่ดี และมีกฎหมายคุ้มครองพวกเราอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าวันนั้นเราปิดกั้นตัวเองเราอาจจะไม่ได้เจอความรักที่ดีแบบนี้ อยากให้อนุญาตตัวเองในการรักใครสักคน ยังยืนยันคำเดิมว่า แม้เราจะแตกต่าง แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เราไม่ได้ลดทอนสิทธิของใคร เพราะเราเท่าเทียมกัน”
บันทึกประวัติศาสตร์ ประเทศไทยเปิดกว้างยอมรับความหลากหลาย ลดการเลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ ปลดปล่อยศักยภาพเพื่อสร้างความฝัน กับชีวิตที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

