ถึงเวลายกเครื่อง ‘กฎหมายคุกคามทางเพศ’ เพื่อทุกคนปลอดภัยอย่างแท้จริง

15.09.25 | 15:10 น.

ถึงเวลายกเครื่อง ‘กฎหมายคุกคามทางเพศ’ เพื่อทุกคนปลอดภัยอย่างแท้จริง

“สิ่งที่คุณเคยชิน…มันทำไม่ได้อีกต่อไป”

เสียงของ จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยเมื่อสภาได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. … หรือ “แก้กฎหมายคุกคามทางเพศ” ซึ่งนำมาซึ่งความก้าวหน้าของกฎหมายไทย ในการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

  • ทำไมต้องแก้กฎหมายคุกคามทางเพศ

จะเด็จกล่าวว่า “การแก้กฎหมายไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เราพยายามขยับเรื่องนี้มาตลอด เพราะที่ผ่านมากฎหมายอาญาไทยมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะในประเด็นการข่มขืนและการคุกคามทางเพศ ซึ่งยังนิยามแคบ ไม่ครอบคลุมเพศสภาพ ความหลากหลายทางเพศ หรือรูปแบบพฤติกรรมที่เป็นอันตรายทางจิตใจและร่างกายที่ไม่ใช่การสอดใส่เท่านั้น”

ย้อนกลับไปปี 2549 กฎหมายเริ่มเปิดกว้างขึ้นโดยนิยามการข่มขืนให้รวมถึงการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำสอดใส่ในอวัยวะเพศผู้ถูกกระทำ แต่ปี 2557 หลังรัฐประหาร กลับมีการแก้คำนิยามให้ “แคบลง” จนไม่ครอบคลุมพฤติกรรมอื่น เช่น การใช้นิ้วหรืออุปกรณ์ ซึ่งเคยเป็นคดีตัวอย่างที่ “คนพิการข่มขืนหลานโดยใช้นิ้ว” แล้วกลับถูกตีความว่า “ไม่ใช่ข่มขืน” แต่เป็นเพียง “อนาจาร” เท่านั้น

Advertisement

“คำว่า ‘อนาจาร’ เวลาขึ้นศาลมันต่อสู้ยากมาก ทำให้คดีเบาลง แม้โทษในตัวกฎหมายจะแรงก็ตาม” จะเด็จกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น พฤติกรรมข่มขืนในชีวิตจริงไม่ได้เกิดแค่ระหว่าง “หญิง-ชาย” อีกต่อไป เพราะโลกเราเปลี่ยนไปแล้ว คนที่ตกเป็นเหยื่ออาจเป็นใครก็ได้ และรูปแบบการละเมิดก็มีความซับซ้อนมากขึ้น

จะเด็จ เชาวน์วิไล
  • ก้าวใหม่ของกฎหมาย: คุกคามทางเพศไม่ใช่แค่การแตะเนื้อต้องตัว

นี่คือ “ครั้งแรก” ที่กฎหมายอาญาไทยระบุชัดเจนว่า การคุกคามทางเพศไม่ใช่แค่การ “จับต้องร่างกาย”” แต่รวมถึงการใช้คำพูด, สายตา, กิริยา ท่าทาง, หรือแม้แต่เสียง ที่ส่อไปในทางล่วงละเมิด ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ถูกระบุไว้ในเอกสารกฎหมายฉบับใหม่แล้ว

“ที่ผ่านมาไม่มีใครพูดถึงกฎหมายอาญาที่รองรับเรื่องนี้เลย มีแค่ในภาคข้าราชการกับองค์กรเอกชนบางแห่งที่ทันสมัย แต่ภาคเอกชนทั่วไปไม่มีการนิยามเลย” จะเด็จกล่าว

กรณีที่เหยื่อถูกลวนลามด้วยสายตา หรือถูกพูดจาล่วงเกินทุกวันในที่ทำงาน เช่น ถูกแซวเรื่องร่างกายหรือแต่งตัว สิ่งเหล่านี้แม้ดู “เป็นเรื่องเล็ก” ในสายตาสังคมชายเป็นใหญ่ แต่สำหรับผู้ถูกกระทำ มันคือ “ความไม่ปลอดภัย” ที่บั่นทอนศักดิ์ศรีอย่างต่อเนื่อง

“ผู้หญิงหลายคนลาออกเพราะทนไม่ไหว หรือบางคนอยู่ต่อเพราะกลัวคนที่มีอำนาจกว่า ทั้งที่มันควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย”

  • ความก้าวหน้าทางกฎหมาย = เครื่องมือสร้างความปลอดภัยให้ทุกคน

การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้นับว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของความก้าวหน้า เพราะไม่ว่าเพศสภาพใด หรืออยู่ในสถานที่ใด กฎหมายนี้สามารถเข้ามาปกป้องได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน (ความรุนแรงในครอบครัว) ในที่ทำงาน (คุกคามจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน) หรือในพื้นที่สาธารณะ

กฎหมายฉบับนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำไม่ได้” ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมอีกต่อไป แต่เป็น “กฎหมายอาญา” ที่สามารถใช้ดำเนินคดีได้จริง

“เมื่อก่อนคนที่โดนแซวอาจพูดว่า ‘ช่างมันเถอะ’ แต่วันนี้ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นทำไม่ได้แล้ว และคุณมีสิทธิแจ้งความได้” จะเด็จเผย

ทั้งนี้ จะเด็จให้คำแนะนำถ้าถูกคุกคามทางเพศต้องทำอย่างไร?

“เก็บหลักฐานให้ชัด” ภาพ เสียง บันทึกการสนทนา แคปหน้าจอ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าไม่มีหลักฐานการดำเนินคดีจะยากขึ้น

“รวมกลุ่มกันเฝ้าระวัง” อย่าต่อสู้เพียงลำพัง ให้เพื่อนร่วมงาน หรือคนรอบตัวช่วยสังเกตและเป็นพยาน

“สร้างความเข้าใจใหม่ในสังคม” ว่าความเคยชินแบบเดิม ไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป

“นี่ไม่ใช่แค่กฎหมาย…แต่มันคือความหวัง” จะเด็จย้ำ

สุดท้าย จะเด็จสรุปอย่างชัดเจนว่า “กฎหมายนี้ผ่านสภาแล้ว และกำลังเข้าสู่วุฒิสภา คาดว่าจะผ่าน 3 วาระรวดในเร็วๆ นี้” ถ้าเป็นไปตามนั้น เราอาจได้เห็นกฎหมายนี้มีผลใช้ภายในปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งถือว่าเร็วและมีความหวังมากสำหรับเหยื่อจำนวนมากที่ต้องการความยุติธรรม

“ถ้ามีกฎหมายนี้ คนจะไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป และมันจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยในทุกที่ การแซว การแตะเนื้อต้องตัว หรือการพูดจาล่วงละเมิด อาจเริ่มจากเรื่องเล็ก แต่ในหลายกรณีมันลุกลามไปจนถึงการล่วงละเมิดทางเพศหรือการข่มขืนอย่างแท้จริง” จะเด็จทิ้งท้าย

“กฎหมายนี้ไม่ใช่แค่การลงโทษ แต่คือการปลุกจิตสำนึกใหม่ให้ทุกคนในสังคมได้เข้าใจตรงกันว่า ความรู้สึกไม่ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องเล็ก และใครก็ตามที่ถูกกระทำ มีสิทธิลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”

เทียบ “ฉบับเก่า-ฉบับใหม่” แก้ตรงไหนบ้าง

  • แก้ไขนิยาม “กระทำชำเรา”

“ฉบับเดิม” – นิยามกระทำชำเรา กำหนดวัตถุแห่งการกระทำต้องเป็นกรณีผู้กระทำความผิด “ใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นเท่านั้น”

“ฉบับใหม่” กรณีผู้กระทำความผิดใช้อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นแล้ว ยังครอบคลุมถึงกรณี “การใช้อวัยวะอื่น” หรือใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น ส่วนคำว่า “อวัยวะเพศ” ให้หมายความรวมถึง “อวัยวะเพศที่เกิดจากการผ่าตัด” ด้วย

“ฉบับเดิม” ไม่มีบทนิยาม “คุกคามทางเพศ”

“ฉบับใหม่” เพิ่มบทนิยาม “คุกคามทางเพศ” หมายความว่า การกระทำโดยทางกาย วาจา การส่งเสียง การแสดงอากัปกิริยาหรือท่าทาง การติดต่อสื่อสาร การเฝ้าดู การติดตามรังควาน หรือกระทำด้วยประการใดๆ รวมถึงกระทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นที่สามารถแสดงผลให้เข้าใจความหมายได้ต่อผู้อื่น อันมีลักษณะส่อไปในทางเพศ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ

  • มาตรการเพื่อความปลอดภัย

ศาลมีอำนาจสั่งบุคคลที่คุกคาม ห้ามกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดแต่ไม่เกิน 2 ปี เช่น ต้องแยกพื้นที่ออกจากผู้ถูกคุกคาม

หากการคุกคามเกิดขึ้นทางออนไลน์ ผู้เสียหายมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลนั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลก่อน

  • เพิ่มโทษให้ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด

การคุกคามทางเพศโดยการติดตามผู้อื่น (stalking) ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท

การคุกคามทางเพศโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่าที่ใช้อำนาจต่อผู้ถูกกระทำ (เช่น นายจ้างต่อลูกจ้าง) ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การคุกคามทางเพศผ่านช่องทางการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์หรือในที่สาธารณสถานต่อหน้าธารกำนัล ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การคุกคามทางเพศกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ การคุกคามทางเพศโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่าที่ใช้อำนาจต่อผู้ถูกกระทำ และการคุกคามทางเพศกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นความผิดที่ *ยอมความไม่ได้

ขอบคุณข้อมูลพรรคประชาชน