การเดินทางครั้งสุดท้าย บนเวทีจักรวาล ของ ‘วีนา ปวีนา’ กับมุมมอง ‘นางงามปักตะกร้า’ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

25.09.25 | 15:49 น.

การเดินทางครั้งสุดท้าย บนเวทีจักรวาล ของ ‘วีนา ปวีนา’ กับมุมมอง ‘นางงามปักตะกร้า’ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

เราจะใช้เวลาในการเดินตามความฝันนานแค่ไหน หลักเดือน หลักปี หรือทั้งชีวิต แต่มีน้อยคนนักที่จะกล้าเดินทางตามเส้นทางของตัวเองแม้ว่าจะต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับ  วีนา ปวีนา ซิงห์  มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 หญิงสาวที่ใช้เวลาเดินทางตามฝันกว่า 8 ปี เพื่อ “มงกุฎมิสยูนิเวิร์ส” เป้าหมายเดียวในชีวิตที่เธอมอบทั้งร่างกายและจิตใจ ในการฝ่าทุกอุปสรรค ทุกข้อครหา และกระแสด้านลบต่างๆ นานา โดยที่ไม่มีวันไหนเลยที่เธอปล่อยให้ไฟในใจดับลง จนสามารถยืนบนตำแหน่งที่เธอฝันในฐานะ “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ”

แน่นอนว่าถ้าหากใครเป็นแฟนนางงาม ต้องรู้จักชื่อของ “วีนา ปวีนา” นางงาม “นักสู้” ที่อดทนต่อความฝันของตัวเอง ซึ่งเวทีมิสยูนิเวิร์สเป็นความฝันเดียวในชีวิตที่เธอตั้งเป้าไว้ว่า “ต้องทำให้ได้” โดยจุดเริ่มต้นของความฝันนี้เริ่มต้นในปี 2015 เมื่อเธอเป็นนักศึกษาหน้าใหม่ในรั้วธรรมศาสตร์ ในช่วงที่กระแสเวทีมิสยูนิเวิร์สกำลังคึกคัก เนื่องจากสายสะพายไทยแลนด์ แนท อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ รุ่นพี่จากรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน ทะลุเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย หลังจากที่ประเทศไทยห่างหายจากการเข้ารอบบนเวทีโลกมานานหลายปี

วีนาจดจำผู้ชนะในปีนั้นได้ดี ‘พีอา อาลอนโซ ววทซ์บัค’ นางงามฟิลิปปินส์ ที่เข้าประกวดทั้งหมด 3 รอบ ไม่ได้มีสายป่านหนา หรือมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แต่สิ่งเดียวที่เธอมีคือ “ความอดทน ความพยายาม และความมุ่งมั่น” ทั้งหมดเป็นปัจจัยที่ทำให้นางงามฟิลิปปินส์สามารถคว้ามงกุฎได้ในคืนนั้น ซึ่งนั่นได้จุดประกายความฝันให้กับวีนา เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่สังเวียนนางงาม ด้วยความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจในฐานะผู้หญิงที่ถูกกรอบของ “บิวตี้สแตนดาร์ด” ครอบไว้มาแทบทั้งชีวิตว่า “มิสยูนิเวิร์ส ไม่ได้เลือกแค่ผู้หญิงที่สวยที่สุด แต่เลือกผู้หญิงที่พร้อมจะเป็นแรงบันดาลใจ และสร้างประโยชน์ให้กับสังคม” เพราะความงามในแบบของเธอไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นจิตวิญญาณที่กลั่นมาจากความตั้งใจและคุณค่าในตนเอง เธอไม่ได้มองมงกุฎเป็นเพียงเครื่องประดับศีรษะ แต่มองว่าเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร แบ่งปัน และผลักดันสังคมให้ดีขึ้น

Advertisement

หลังจากวันนั้น วีนาคว้าส้นสูงออกเดินทางตามฝันครั้งแรกบนเวที “มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018” ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่มีแม้แต่ทีมซัพพอร์ต วีนายังจำช่วงเวลานั้นได้ดี วินาทีที่เธอต้องขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ แบกเสื้อผ้า หอบความหวังไปตามลำพัง ทว่าเธอก็ยังสามารถคว้าอันดับ 4 มาได้ด้วยสองมือของเธอเอง

(ริมซ้าย) วีนา ปวีนา ซิงห์ รองอันดับ 3 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018

“พอเราประกวดเสร็จครั้งแรกเราก็คิดว่าเราก็เก่งนะได้ที่ 4 ทั้งที่ไม่มีทีมสนับสนุน หลังจากวันนั้นผ่านไป มันก็ยังอยู่ในใจเราเสมอว่า เราอยากประกวด อยากจะทำให้ได้ อยากจะเป็นตัวแทนประเทศไทย อยากเป็นมิสยูนิเวิร์ส” คำพูดที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ ซึ่งความสำเร็จในการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ครั้งแรก ไม่ได้นำมาซึ่งความง่ายในเส้นทางต่อไป เธอตัดสินใจกลับมาเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2020 แต่ปีนั้นเธอก็ยังเดินไปไม่ถึงฝัน จนมีความคิดที่ “อยากจะหยุดแล้ว”

วีนา ปวีนา ซิงห์ รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020
วีนา ปวีนา ซิงห์ รองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2023

เพราะความสำเร็จใน 2 ครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่ได้นำมาซึ่งความง่ายในเส้นทางต่อไป แต่ในทางกลับกัน กลับเต็มไปด้วยคำวิจารณ์ ความกดดัน และความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา ทั้งจากโลกออนไลน์และจากสายตาที่ไม่เข้าใจ แม้ในหัวจะมีแต่คำว่า “หยุด” แต่เธอก็เลือกใช้ช่วงเวลาเหล่านั้น ไปใช้ชีวิต สร้างบริษัท ทำงาน และเก็บเกี่ยวพลังใจเงียบๆ พร้อมกับความฝันนี้ที่มันยังค้างอยู่ในใจ จนตัดสินใจมาประกวดครั้งที่ 3 ในปี 2023

“พอจบปี 2023 ก็รู้สึกว่าท้อแล้ว เหนื่อยแล้ว มันยังไม่ได้สักทีกับสิ่งที่เราทำ ประจวบกับแม่วีนาป่วยก็เลยไปอยู่แคนาดากับคุณแม่ ทำงาน เรียน แต่ถามว่าความรู้สึกนี้มันยังอยู่ไหมกับการที่อยากจะทำให้ได้จริงๆ มันก็ยังอยู่ เพราะเราเป็นคนที่ทำอะไรแล้วตั้งใจ และอยากจะทำให้สำเร็จ บวกกับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจที่เราได้รับมา มันจะต้องมีสักวันหนึ่งที่เราทำได้ แต่ก็ไม่ได้มีการตัดสินใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าจะกลับมาประกวด” และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ไฟในใจค่อยๆ ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เธอก็พร้อมจะ “ขอลองอีกสักตั้ง”

ประจวบเหมาะกับปี 2025 เป็นปีที่ชีวิตของเธอเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อ  บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล เข้าซื้อลิขสิทธิ์เวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ที่มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ใหม่ที่เน้นความเป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนต์” ผสานกับความงามและการสร้างแรงบันดาลใจที่เป็นดีเอ็นเอหลักของมิสยูนิเวิร์ส ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของวีนา ที่ก่อนหน้านี้เธอมองว่า “นางงามกับความเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์สามารถรวมกันได้อย่างกลมกลืน” ประจวบเหมาะกับเจ้าของเวทีคนใหม่อย่างบอสณวัฒน์เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการนางงามและเชี่ยวชาญในความเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ทั้งหมดเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เธออยากพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งบนถนนสายนางงาม ซึ่งเธอเปรียบตัวเองว่าเป็น “ก้อนหินที่ถูกถูซ้ำๆ จนเกิดประกายไฟ” จนในที่สุดเธอก็พร้อมแล้วที่จะลุกโชนในเวทีนี้อีกครั้ง

แต่การกลับมาของเธอในครั้งนี้ เป็นจังหวะเดียวกันกับการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ที่ได้มีการเพิ่มชาเลนจ์ “การขายของปักตะกร้า” บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก เข้ามาเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขในการประกวด ซึ่งก็เกิดการถกเถียงกันในแวดวงแฟนนางงามว่า “การที่นางงามมาปักตะกร้าขายของ เป็นการลดทอนคุณค่าของเวทีมิสยูนิเวิร์สเดิมหรือไม่” 

จากมุมมองของวีนาที่ผ่านเวทีมิสยูนิเวิร์สมาทั้งหมด 3 ครั้ง เธอยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำถาม ก่อนจะตอบว่า “การขายของไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือรากฐานของความมั่นคงในชีวิต” วีนาเข้าใจบทบาทใหม่นี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเธอเติบโตมากับการค้าขายในร้านขายผ้าเล็กๆ ของคุณป้า ซึ่งเป็น “ห้องเรียนแรก” ที่สอนให้รู้จักคุณค่าของการทำมาหากิน พร้อมกับยืนยันว่า ความสำเร็จของนางงามไม่ได้จบแค่การคว้ามง แต่คือการสร้างอาชีพและส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่น

“เรารู้อยู่แล้วว่าถ้าเราต้องการความเจริญก้าวหน้าในชีวิต มีรายได้ที่ดีขึ้นมันต้องมาจากการค้าขาย บวกกับที่เราโตขึ้นมา เราเปิดบริษัทของตัวเองที่ทำเกี่ยวกับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายกับบริษัท หรือบุคคลทั่วไปหรืออะไรก็ตามแต่มันก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนอยู่ดี ถามว่านางงามทำได้ไหม ควรทำมาก เพราะวีนาผ่านมาหลายรุ่นแล้วที่เห็นนางงามประกวดจบได้ที่ 1 แต่สุดท้ายแล้วจบในหนึ่งปี ไม่มีการต่อยอด การขายของทำให้นางงามสามารถอยู่ในระยะยาวได้ มีรายได้มากขึ้นในแต่ละปี”

“อีกทั้งยังเป็นทางเลือกให้เด็กหลายๆ คนที่เขาอาจจะไม่ได้ที่หนึ่ง ไม่มีโอกาสที่จะได้รับงานเพิ่ม แต่เขาสามารถสร้างรายได้จากตรงนี้ทีละเล็กละน้อย ทำให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ อยากจะให้มองว่าการค้าขายมันคือ ‘เบสิก’ ของการใช้ชีวิต สุดท้ายแล้วเป็นนางงามหรือไม่เป็นทุกคนจะต้องมีรายได้”

“ต้องขอบคุณบอสณวัฒน์จริงๆ ที่ช่วยผลักดันเรื่องนี้ ทำให้นางงามหลายๆ คน มีรายได้ เพราะเมื่อก่อนตอนวีนาอายุ 18 เพื่อนๆ ก็ยังไม่เริ่มทำงาน ทำอะไรเลย ปัจจุบันคนที่อายุ 18 ได้เริ่มทำงาน ขายของ ปักตะกร้า รู้วิธีแล้ว ต่อไปก็จะพัฒนาเป็นคนที่มีคุณภาพ สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัวในระยะยาวได้”

“เพราะฉะนั้นอย่ามามองว่าการที่เรามานั่งไลฟ์ปักตะกร้าในติ๊กต็อกมันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย มองให้เป็นเรื่องปกติดีกว่าค่ะ เพราะต่อจากนี้ ดิจิทัล แพลตฟอร์มต่างๆ ในโซเชียลมีเดียจะต้องเปลี่ยนไปตลอดเวลา การที่เราขายหน้าร้านอย่างเดียวหรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ในทีวี ตอนนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์แล้ว ทุกอย่างย้ายมาอยู่ในโซเชียลมีเดียแทน และจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ” นั่นคือเสียงจากเธอ นางงามที่อยู่กับความเปลี่ยนผ่านบนเวทีมิสยูนิเวิร์สกว่า 3 ยุค ที่เคี่ยวกรำตนเองมาอย่างยาวนานจนคว้ามงกุฎแห่งความฝันในปีนี้

ซึ่งการเดินทางของเธอที่ “กว่าจะสำเร็จ” ใช้เวลาเกือบทศวรรษ เธอเล่าว่าทุกครั้งที่ท้อก็มักจะถามตัวเองว่า “ถ้าพรุ่งนี้คือวันที่สำเร็จ แล้ววันนี้เรายอมแพ้ไป จะไม่เสียดายเหรอ?” คำถามง่ายๆ นี้ กลายเป็นเข็มทิศที่ทำให้เธอไม่เคยหยุดเดิน จนถึงทุกวันนี้ แม้จะถูกตั้งคำถามเรื่องรูปลักษณ์ แต่วีนาเชื่อมั่นว่าความเป็นไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตา แต่มาจากหัวใจและวิถีชีวิต ซึ่งเธอคือภาพสะท้อนของไทยยุคใหม่ ที่หลากหลายและเปิดกว้าง

 

8 ปีแห่งการเดินทาง ที่มีทั้งสุขและทุกข์ กำลังจะเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย ซึ่งเธอเปรียบชีวิตที่ผ่านมาว่าเปรียบเสมือน “สวนดอกกุหลาบ” ที่กว่าจะบานได้นั้น ต้องผ่านลม ฝน พายุ แต่มันกลับผลิดอกงดงามได้ในเวลาที่เหมาะสม และเมื่อดอกไม้สวนนี้ของเธอบาน ก็ส่งกลิ่นหอมไปไกลกว่าที่เธอคิด “ดอกกุหลาบไม่ได้สวยงามอย่างเดียว เพราะมันก็มีหนาม คนที่ผ่านประสบการณ์ทั้งหมดนี้มาก็ต้องรู้จักป้องกันตัวเอง เหมือนกับวีนาถ้าจะมองว่าวีนาเป็นดอกกุหลาบที่ไม่มีหนามเลยมันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเราผ่านอะไรมาเยอะมาก เราก็จะต้องมีกลไกในการป้องกันตัวเอง เพื่อให้ผ่านเรื่องราวยากลำบาก หรือเรื่องที่กำลังเจออยู่ตอนนี้เหมือนกัน บางอย่างที่เรารู้สึกว่าทำไมอันนี้ถึงไม่โอเค เราก็ได้เรียนรู้จากในอดีตแล้ว มองว่า 8 ปีที่ผ่านมาเป็นสวนดอกไม้แล้วกัน ถ้าอยู่ให้ถูกที่ ถูกเวลา มันก็จะบานได้อย่างเต็มที่” เธอพูดพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม

แม้ว่าเธอจะได้เป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์แล้วก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่จุดจบของเส้นทางนี้ หากเป็นแค่ “อีกบท” หนึ่งของหนังสือชีวิตที่เธอเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริง ไม่ว่าเธอจะคว้ามงสามให้ประเทศไทยได้หรือไม่ เธอก็ได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปแล้ว นั่นคือการเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทุกคนที่เคยถูกบอกว่า “ไม่ดีพอ” ได้กล้าที่จะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวของตัวเอง เพราะบางครั้ง การยืนหยัดอยู่บนเวทีชีวิตอย่างกล้าหาญ ก็ทรงพลังไม่แพ้การชนะบนเวทีโลก

ร่วมให้กำลังใจ “วีนา ปวีนา” กับการเดินทางครั้งสุดท้าย บนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2025 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ณ ประเทศไทย