ถอดบทเรียน ‘ทราย สก๊อต’ เมื่อ ‘บ้านไม่ใช่เซฟโซน’ ล่วงละเมิดเกิดทุกชนชั้น ถึงเวลาหยุดค่านิยมโทษเหยื่อ
‘บ้าน’ ควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กทุกคน… แต่สำหรับบางคน ฝันร้ายที่สุดกลับเกิดขึ้นภายใต้หลังคาบ้าน
การออกมาเปิดเผยเรื่องราวของ ‘ทราย สก๊อต’ ที่เคยตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศในวัยรุ่นนั้น ไม่ใช่แค่การเรียกร้องความยุติธรรมส่วนตัว แต่มันคือการพังทลายกำแพงความเงียบที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ค่านิยมครอบครัวไทยมาอย่างยาวนาน คือยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของสังคมไทย
ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขเหยื่อที่เป็นเด็กและเยาวชนยังคงสูงอย่างน่ากังวล และผู้กระทำส่วนใหญ่มักเป็น ‘คนใกล้ชิดในครอบครัว’
- สถิติสะท้อนความจริง: 10 ปีที่ตัวเลขไม่เคยลดลง
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดเผยถึงสถานการณ์การล่วงละเมิดทางเพศเด็กในประเทศไทย จากกรณีของทราย สก๊อต ว่า ปัญหาดังกล่าวยังคงรุนแรงและไม่ลดลง แม้สังคมจะเริ่มตระหนักรู้มากขึ้นก็ตาม โดยชี้ว่ารากของปัญหามาจาก ‘อำนาจนิยมในครอบครัว’ และ ‘แนวคิดชายเป็นใหญ่’ ที่กดทับเด็กและผู้หญิงให้ไม่สามารถลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองได้
นายจะเด็จกล่าวว่า จากสถิติที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเก็บข้อมูลมานานกว่า 10 ปี ทั้งจากผู้ร้องเรียนและข่าวที่ปรากฏในสื่อ พบว่า ตัวเลขการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในประเทศไทย ‘สูงและคงที่มาโดยตลอด’ โดยกลุ่มอายุที่ถูกกระทำมากที่สุดคือ เด็กและเยาวชนอายุ 10-20 ปี รองลงมาคือเด็กเล็กอายุ 0-10 ปี ขณะที่เหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้หญิง แม้เด็กผู้ชายจะตกเป็นเหยื่อด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้กระทำส่วนใหญ่มักเป็น ‘คนใกล้ชิด’ โดยเฉพาะคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแท้ๆ พ่อเลี้ยง ญาติ หรือแม้แต่พี่ชาย ซึ่งกรณีของทราย สก๊อต ก็สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน

- รากเหง้าของปัญหา: โครงสร้างอำนาจนิยมในครอบครัว
“สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างอำนาจในครอบครัว และแนวคิดชายเป็นใหญ่ที่มองว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่า และสามารถกระทำต่อผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าได้ ซึ่งเด็กเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เลย” นายจะเด็จกล่าว
นอกจากนี้ นายจะเด็จยังสะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญในการช่วยเหลือเหยื่อ คือ ‘ทัศนคติของผู้ปกครอง’ โดยหลายกรณีแม่เลือกเข้าข้างสามี หรือไม่เชื่อว่าคนในครอบครัวจะก่อเหตุจริง เนื่องจากมีความจำเป็นที่ยังจะต้องพึ่งพาสามี หรืออยู่ภายใต้อำนาจของสามี ทำให้การช่วยเหลือเด็กเป็นไปอย่างยากลำบาก บางคนไม่มีทางเลือก เพราะยังต้องพึ่งพาสามี เรื่องการล่วงละเมิดเลยถูกทำให้เงียบ หรือถูกทำให้ลืม เราโทษเขาไม่ได้ เพราะผู้หญิงในสถาบันครอบครัวก็อยู่ภายใต้อำนาจชายเป็นใหญ่เช่นกัน
“ต้องอย่าลืมว่าผู้หญิงที่อยู่ในสถาบันครอบครัว อำนาจชายเป็นใหญ่ค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้นแม่ก็ค่อนข้างลำบากในการลุกขึ้นมาต่อรอง ถึงไม่ง่ายที่คนเป็นแม่จะให้ความช่วยเหลือลูก แต่เราต้องเข้าใจว่าการที่เหยื่อจะออกมาจากตรงนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยๆ เราต้องทำให้แม่เข้าใจ
หรือในกรณีที่ครอบครัวมีสถานภาพทางสังคมสูง ก็ยิ่งไม่พูดเรื่องนี้ พยายามที่จะปกปิดเรื่องราวเพื่อรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเอาไว้ เพราะการคุกคามหรือการล่วงละเมิดนั้นเกิดขึ้นในทุกชนชั้น ไม่ได้มีแค่คนจนหรือชนชั้นกลาง เพียงแต่ว่าชนชั้นสูงก็จะพูดถึงเรื่องนี้น้อย เราเคยมีผู้หญิงที่เข้ามาร้องเรียนเหตุความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเธอมีสถานภาพทางสังคมสูงมาก แต่สักพักเขาก็หายไปเพราะเขาไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาพูด เพราะฉะนั้นในกรณีนี้เราก็ต้องเข้าใจคนที่ถูกกระทำ ไม่ใช่ไปตั้งคำถามกับเขา”
- วัฒนธรรมการโทษเหยื่อ (Victim Blaming) และค่านิยมที่กดทับ
ขณะเดียวกัน สังคมไทยยังมีปัญหาเรื่อง ‘การโทษเหยื่อ’ หรือ Victim Blaming ซึ่งทำให้ผู้ถูกกระทำกลัวว่าจะไม่มีใครเชื่อ หรือถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิด โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำเป็นคนในครอบครัว
“เวลาเด็กบอกว่าถูกคนในบ้านกระทำ หลายคนมักตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือ เพราะสังคมยังมองว่าครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งที่จริงแล้วเด็กมีอำนาจต่อรองน้อยมาก” นายจะเด็จกล่าว
- ช่องโหว่เชิงระบบและการเข้าถึงความยุติธรรม
ในด้านกฎหมาย นายจะเด็จมองว่า ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองเด็กและผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่ค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่ปัญหาอยู่ที่ ‘การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม’ เพราะเด็กจำนวนมากไม่กล้าแจ้งความกับคนในครอบครัว เนื่องจากค่านิยมเรื่องความกตัญญูและการเชื่อฟังผู้ใหญ่ยังเป็นสิ่งที่คนไทยยึดถือและปฏิบัติ เด็กไทยโตมากับค่านิยมแบบ ‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ ทำให้หลายคนรู้สึกว่าการแจ้งความพ่อแม่หรือญาติเป็นเรื่องผิดศีลธรรม ทั้งที่ตัวเองเป็นเหยื่อ นอกจากนี้ รัฐบาลและสังคมควรเร่งสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับเหยื่อ พร้อมปรับหลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียนให้เด็กเรียนรู้เรื่องสิทธิในร่างกาย การป้องกันตัวเอง และการเคารพผู้อื่น รวมถึงรณรงค์อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อและภาคสังคม เพราะถ้าหากไม่มีพื้นที่ปลอดภัย เหยื่อก็ไม่กล้าออกมาพูด ต่อให้มีกฎหมายแรงแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ รัฐต้องเข้ามาช่วยอย่างรวดเร็ว และทำให้เต็มที่
ในส่วนของผลกระทบทางด้านจิตใจ นายจะเด็จกล่าวว่า ผลกระทบทางจิตใจของผู้ถูกล่วงละเมิดหลายคนต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี บางคนเผชิญภาวะซึมเศร้าและบาดแผลทางใจ (Trauma) ไปตลอดชีวิต
- สัญญาณแห่งความหวังและการขับเคลื่อนสู่อนาคต
“สังคมไทยยังมีความหวัง เพราะปัจจุบันเหยื่อเริ่มกล้าออกมาพูดมากขึ้น รวมถึงกรณีที่คนบันเทิงบางส่วนออกมาขอโทษทราย สก๊อต หลังแสดงออกในลักษณะที่อาจเป็นการซ้ำเติมเหยื่อ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่บางคนเริ่มเข้าใจและกล้ายอมรับว่าตัวเองผิด เพราะคนสาธารณะไม่ควรไปผสมโรงซ้ำเติมเหยื่อ แต่ควรช่วยกันรณรงค์ให้สังคมเข้าใจว่า การล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง และต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” นายจะเด็จกล่าวทิ้งท้าย
ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเลขสถิติที่คงที่มาตลอด 10 ปีของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จะไม่มีวันลดลงได้เลย หากเรายังมีเพียงกฎหมายที่เข้มงวด แต่ขาด “ทัศนคติ” ที่พร้อมเปิดรับความจริง
กรณีของทราย สก๊อต เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจสังคมว่า ความเป็นมนุษย์และสิทธิในร่างกายนั้นอยู่เหนือค่านิยมหรือชื่อเสียงวงศ์ตระกูล รัฐและสังคมต้องจับมือกันเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัย ปรับระบบการศึกษา และยุติวัฒนธรรมการโทษเหยื่อให้หมดไป
เพื่อให้เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กๆ ถูกได้ยินทันเวลา ก่อนที่ความเงียบจะพรากอนาคตของพวกเขาไปตลอดกาล

