‘มาดามแป้ง’ เล่าเส้นทางฝ่าอคติทางเพศ กว่าจะเป็นนายกฯ สมาคมฟุตบอลหญิงคนแรกของไทย
ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ Cartier Women’s Initiative ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางผู้หญิงผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงจากทั่วทุกมุมโลก หนึ่งในช่วงเวลาที่ได้รับความสนใจ คือการขึ้นเวทีของ “มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ” ในฐานะ Local Keynote Speaker ผู้หญิงไทยผู้เป็นตัวแทนของการก้าวข้ามกรอบเดิมๆ และสร้างนิยามใหม่ของภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21
การเลือกมาดามแป้งมาถ่ายทอดประสบการณ์บนเวทีระดับโลกครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเธอเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมไทยเท่านั้น แต่เป็นเพราะ เส้นทางชีวิตของเธอสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ Cartier Women’s Initiative พยายามผลักดันมาตลอดสองทศวรรษ นั่นคือการสร้างโอกาสให้ผู้หญิงกล้าคิด กล้าฝัน และกล้าก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่ครั้งหนึ่งโลกเคยบอกว่าไม่ใช่ “พื้นที่ของพวกเธอ”
“การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเรากล้าก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่ใครต่างบอกว่าเราไม่คู่ควร” ประโยคสั้น ๆ ที่นวลพรรณกล่าวบนเวที กลายเป็นสารสำคัญที่สะท้อนทั้งเส้นทางชีวิตและปรัชญาการทำงานของเธอได้อย่างชัดเจน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยอาจคุ้นชินกับภาพของนวลพรรณในฐานะนักธุรกิจหญิง ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ หรือทายาทตระกูลนักธุรกิจชั้นนำของประเทศ แต่สิ่งที่เธอพยายามอธิบายต่อผู้ฟังในค่ำคืนนั้น คือความจริงที่ว่าการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำบนโลกที่ผู้ชายครองอำนาจมาอย่างยาวนาน ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะนามสกุลหรือภูมิหลังทางสังคม
“ผู้คนมักได้ยินชื่อฉันและครอบครัวของฉัน แล้วคิดว่าทุกอย่างคงถูกเตรียมไว้ให้แล้ว” เธอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของตัวเอง ก่อนจะยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีก่อน แล้วบอกใครสักคนว่าเธอจะอุทิศชีวิตให้กับวงการฟุตบอล คงมีคนจำนวนไม่น้อยหัวเราะกับความคิดนั้น เพราะฟุตบอลไม่ใช่โลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้หญิง และยิ่งไม่ใช่โลกที่ผู้หญิงถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แทนที่จะยอมรับข้อจำกัดดังกล่าว นวลพรรณกลับเลือกเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับมันในช่วงเวลาที่โลกกำลังพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ หลายคนอาจเข้าใจว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงคือการเรียกร้องสิทธิหรือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ แต่สำหรับนวลพรรณ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการลงมือทำจริง และการพิสูจน์ศักยภาพผ่านผลงาน

เธอเริ่มต้นจากการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ได้ทำงานใกล้ชิดกับนักกีฬาหญิงจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ดีนัก หลายคนมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และต้องต่อสู้กับข้อจำกัดทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
แม้ทีมฟุตบอลหญิงไทยจะสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกในปี 2015 ได้สำเร็จ แต่เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย สิ่งที่พวกเธอได้รับกลับแตกต่างจากนักกีฬาชายอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนทางการเงิน เงินรางวัล หรือความสนใจจากสาธารณชน ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอได้เห็นความเหลื่อมล้ำทางเพศในโลกกีฬาอย่างชัดเจน และกลายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
จากฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เธอก้าวสู่การบริหารสโมสรการท่าเรือ เอฟซี สโมสรที่ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนคลองเตย รายล้อมด้วยผู้คนหลากหลายฐานะชีวิต ในสายตาของหลายคน ฟุตบอลอาจเป็นเพียงกีฬา แต่สำหรับเธอ ฟุตบอลคือเครื่องมือทางสังคมที่สามารถสร้างโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความหวังให้กับผู้คนได้
เธอมองเห็น “คน” มากกว่า “ผลการแข่งขัน” อีกหนึ่งช่วงสำคัญของการบรรยาย คือการที่เธอพูดถึงภาวะผู้นำผ่านภาพยนตร์เรื่อง “Gladiator” เธอกล่าวติดตลกว่าเธอไม่อยากมีจุดจบเหมือนตัวเอกในภาพยนตร์ แต่สิ่งที่เธอชื่นชมคือจิตวิญญาณของนักสู้

คำว่า “นักสู้” ปรากฏอยู่ตลอดการบรรยายของเธอ ไม่ใช่นักสู้ที่เอาชนะผู้อื่น แต่เป็นนักสู้ที่เอาชนะความกลัว ความไม่มั่นใจ และข้อจำกัดที่สังคมสร้างขึ้น เธอเล่าว่า ผู้หญิงจำนวนมากต้องพิสูจน์ตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องที่ผู้ชายไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ ต้องทำงานหนักกว่า ต้องแสดงความสามารถมากกว่า และบางครั้งยังต้องรับมือกับอคติที่มองไม่เห็น
อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่าอุปสรรคเหล่านี้ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ผู้หญิงย่อท้อ “อย่าทำตัวกลมกลืนไปกับโครงสร้างที่ผุพัง แต่จงกล้าที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้น” ประโยคดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของสุนทรพจน์ในค่ำคืนนั้น เพราะแทนที่จะสอนให้ผู้หญิงปรับตัวเข้ากับระบบเดิม หากแต่เธอกลับสนับสนุนให้ผู้หญิงมีบทบาทในการสร้างระบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม
อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ฟังคือการตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เธอนวลยอมรับว่าตัวเองรู้ดีว่านั่นเป็นภารกิจที่ยากและเต็มไปด้วยความท้าทายแต่เธอก็ตัดสินใจเดินหน้า และท้ายที่สุดได้รับเลือกให้เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ 108 ปีของสมาคมฯ ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งดังกล่าว ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเป็นผู้หญิงคนแรกในภูมิภาคเอเชียจาก 47 ชาติสมาชิก และเป็นหนึ่งในผู้นำหญิงไม่กี่คนของโลกในวงการฟุตบอลระดับชาติ ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะส่วนบุคคล แต่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเพดานที่เคยถูกมองว่าแข็งแรงและมั่นคง สามารถถูกทำลายลงได้ หากมีใครสักคนกล้าพอที่จะท้าทายมัน

นอกจากนี้เธอยังสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่น่าสนใจ เธอเปรียบตัวเองเหมือนนักเตะหมายเลข 9 ที่พร้อมวิ่งเข้าหาเป้าหมายอยู่เสมอ แต่ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ว่าผู้นำที่ดีต้องรู้ว่าเมื่อใดควรเดินหน้า และเมื่อใดควรตั้งรับ
“การเป็นผู้นำไม่ใช่การหลีกเลี่ยงวิกฤต แต่คือการจัดการกับวิกฤตอย่างชาญฉลาด” ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คำกล่าวนี้อาจมีความหมายมากกว่าการบริหารองค์กรหรือทีมฟุตบอล เพราะเป็นบทเรียนที่ผู้หญิงทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ในการดำเนินชีวิต
เมื่อถึงช่วงท้ายของการกล่าวสุนทรพจน์ น้ำเสียงของนวลพรรณเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความหวัง เธอกล่าวชื่นชม Cartier Women’s Initiative ที่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาได้มอบโอกาส เงินทุน และเครือข่ายสนับสนุนให้แก่ผู้หญิงจากทั่วโลก ในวัย 60 ปี เธอมองเห็นโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่เธอเชื่อว่ายังคงสำคัญเสมอ คือพลังภายในของผู้หญิง Passion, Positivity และ Resilienceความมุ่งมั่น พลังบวก และความยืดหยุ่น เป็นสามคำที่เธอเชื่อว่าจะเป็นเข็มทิศนำทางผู้หญิงในยุคแห่งความไม่แน่นอน
นวลพรรณเป็นตัวแทนของผู้หญิงร่วมสมัยที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงโลกอาจไม่ได้เริ่มจากการได้รับอนุญาตให้เข้าไปอยู่ในห้องแห่งอำนาจ แต่อาจเริ่มจากการกล้าเปิดประตูบานนั้นด้วยตัวเอง และชวนผู้หญิงคนอื่น ๆ เดินผ่านเข้าไปด้วยกัน

