‘เจ้าหญิงแอนน์’ ทอดพระเนตรโครงการ เซฟ เดอะ ชิลเดรน ในไทย มีพระดำรัส ‘ฟุตบอลสร้างเด็กให้เติบโต’

16.07.26 | 15:50 น.

‘เจ้าหญิงแอนน์’ ทอดพระเนตรโครงการ เซฟ เดอะ ชิลเดรน ในไทย มีพระดำรัส ‘ฟุตบอลสร้างเด็กให้เติบโต’

จากการผลักดันประเด็นสิทธิเด็กและการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการใช้กีฬาฟุตบอลเป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้และความเท่าเทียม การเสด็จเยือนโครงการของ Save the Children ในสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศไทยของ “สมเด็จพระราชกุมารีแอนน์” แห่งสหราชอาณาจักร ในฐานะ “ผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children ในสหราชอาณาจักร” ที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเด็กและเยาวชนในฐานะพลังสำคัญของการขับเคลื่อนสังคม โดยพระองค์ทรงพบปะเยาวชนผู้รณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในกรุงโซล และในกรุงเทพมหานคร

การเสด็จเยือนทั้งสองประเทศของสมเด็จพระราชกุมารีแอนน์นั้นสะท้อนบทบาทของ Save the Children ที่มุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม หรือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยผ่านกิจกรรมกีฬาและการเรียนรู้

Advertisement

ระหว่างการเสด็จเยือนประเทศไทย สมเด็จพระราชกุมารีแอนน์เสด็จไปยังโรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลายครอบครัวเผชิญความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทอดพระเนตรกิจกรรมฟุตบอลสำหรับเด็กและเยาวชนภายใต้โครงการ “Play for Change”

โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนกว่า 60 คน จากกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคเหนือ ได้เรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านการเล่นกีฬา สร้างมิตรภาพกับเพื่อนต่างภูมิหลัง ส่งเสริมการยอมรับความหลากหลาย และเสริมสร้างความมั่นใจในตนเอง

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระราชกุมารีแอนน์มีพระดำรัสถึงบทบาทของ Save the Children ในประเทศไทย ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 โดยทรงชื่นชมการทำงานขององค์กรที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมแก่เด็กและชุมชน  พระองค์มีพระดำรัสว่า “เซฟ เดอะ ชิลเดรน ซึ่งทำงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 และเป็นองค์กรที่ข้าพเจ้าเคยเห็นการทำงานมาก่อน แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม ความร่วมมือ และการเป็นผู้นำของชุมชน ซึ่งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเด็กๆ ได้อย่างแท้จริง”

พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงคุณค่าของกีฬา โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอล ที่มิได้มีความหมายเพียงการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กและเยาวชน

“ข้าพเจ้าทราบดีถึงคุณค่าของกีฬาฟุตบอล และทราบดีถึงคุณค่าของกีฬาในหลากหลายแง่มุม กีฬาไม่ใช่เพียงเรื่องของการแข่งขันเท่านั้น แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การสร้างความมั่นใจ การทำงานเป็นทีม การค้นพบศักยภาพของตนเอง และการมีความมั่นใจที่จะใช้ศักยภาพนั้น รวมถึงการเรียนรู้ที่จะรับมือกับทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง”

สำหรับกิจกรรม Play for Change จัดขึ้นโดย Save the Children ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย และ Liverpool FC Foundation โดยมี “เอมิล เฮสกีย์” อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษและสโมสรลิเวอร์พูล ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ

หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม คือ “โมเมมี้ยะเปี้ยะส่อ” เยาวชนวัย 15 ปี ซึ่งเดินทางจากภาคเหนือมายังกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เธอเล่าว่า นอกจากความตื่นเต้นที่ได้เล่นฟุตบอลและพบเพื่อนใหม่แล้ว กีฬายังช่วยเปลี่ยนมุมมองเรื่องบทบาททางเพศในสังคม “แม่เคยถามว่าเป็นผู้หญิง ทำไมถึงไปเตะฟุตบอล เรามองว่าการเล่นกีฬาฟุตบอลไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นเพศไหน แต่เกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม”

คำบอกเล่าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กีฬาไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมนันทนาการ หากยังเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียม เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงศักยภาพอย่างไม่ถูกจำกัดด้วยเพศหรือภูมิหลัง

ด้าน “กีโยม ราชู” ผู้อำนวยการบริหาร Save the Children ประเทศไทย กล่าวว่า การเสด็จเยือนครั้งนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งขององค์กร และเป็นโอกาสสำคัญในการถวายรายงานถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของเด็กไทย เขากล่าวว่า การเล่นเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการเรียนรู้ เพราะช่วยให้เด็กพัฒนาความมั่นใจ สร้างความสัมพันธ์ และค้นพบศักยภาพของตนเอง ไม่ว่าจะมีภูมิหลังหรือเผชิญสถานการณ์เช่นใด

 

พร้อมย้ำว่า Save the Children เชื่อว่าเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเล่น เรียนรู้ มีส่วนร่วม และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ โดยการเสด็จเยือนของสมเด็จพระราชกุมารีแอนน์ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการเล่น และพลังของความร่วมมือที่ช่วยสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็กทุกคน

ทั้งนี้ ก่อนการเสด็จเยือนไทย สมเด็จพระราชกุมารีแอนน์เสด็จเยือนสำนักงาน Save the Children Korea ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

พระองค์ทรงพบปะกับเยาวชนจากเครือข่าย “Earthemble” ซึ่งทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลุ่ม “Young Saver” เครือข่ายเยาวชนด้านสิทธิเด็ก เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเด็กและคนรุ่นใหม่

“อี ซอยอน” อายุ 17 ปี สมาชิกคณะผู้นำของ Earthemble กล่าวว่า การได้เข้าเฝ้าฯ และแลกเปลี่ยนมุมมองกับสมเด็จพระราชกุมารีแอนน์ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เสียงของเด็กและเยาวชนได้รับการรับฟังในวงกว้าง เธอหวังว่าการพบปะครั้งนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และกระตุ้นให้สังคมร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสดังกล่าว เยาวชนได้ถวายแถลงการณ์เกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและสิทธิเด็ก ซึ่งสะท้อนมุมมองของเด็กต่อผลกระทบที่กำลังเผชิญ พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา เพื่อให้เสียงของเด็กได้รับการนำไปประกอบการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต

ขณะที่ “จุน โอ” ประธาน Save the Children Korea กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระราชกุมารีแอนน์ พร้อมแสดงความซาบซึ้งต่อพระกรุณาที่ทรงสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิทธิเด็กมาอย่างต่อเนื่อง เขาระบุว่า นับตั้งแต่ Save the Children ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 107 ปีก่อน การเสด็จเยือนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าที่เด็กและเยาวชนได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความกังวลเกี่ยวกับความท้าทายที่พวกเขากำลังเผชิญต่อพระองค์โดยตรง

สมเด็จพระราชกุมารีแอนน์ทรงดำรงตำแหน่งประธาน Save the Children UK ระหว่างปี พ.ศ.2513-2560 ก่อนจะทรงรับตำแหน่งผู้อุปถัมภ์ขององค์กรตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา โดย Save the Children ถือเป็นองค์กรการกุศลแห่งแรกที่พระองค์ทรงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พระองค์เสด็จเยือนโครงการของ Save the Children ในหลายประเทศ อาทิ จีน บอตสวานา ยูกันดา มาดากัสการ์ ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านสิทธิเด็ก การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชน

สำหรับประเทศไทย Save the Children ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 โดยมุ่งช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติ ผ่านโครงการด้านการศึกษา การคุ้มครองเด็ก การส่งเสริมอาชีพ และการผลักดันสิทธิเด็ก ขณะที่ Save the Children Korea ดำเนินงานเพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างปลอดภัย มีสุขภาพที่ดี ได้รับการคุ้มครอง และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของพวกเขา

การเสด็จเยือนทั้งในประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีจึงสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นการเล่นฟุตบอลในสนามเล็ก ๆ หรือการลุกขึ้นส่งเสียงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศบนเวทีนโยบาย ล้วนเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนสามารถแสดงศักยภาพ และมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับสังคมได้อย่างแท้จริง