‘ณวัฒน์’ เผย แจ้งความ ‘ฟาติมา’ เพื่อปกป้องสิทธิ ขอใช้กฏหมายพิสูจน์ ยันทำนางงาม 20 ปี หนุนพลังหญิงเต็มที่
ยังคงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากแฟนนางงาม จากกรณีที่ “บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล” โพสต์สตอรีระบุว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการออกหมายจับ “ฟาติมา บอสซ์” มิสยูนิเวิร์ส 2025 ในคดีหมิ่นประมาทนั้น
ล่าสุด บอสณวัฒน์ได้ให้สัมภาษณ์ที่ MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK ในการประกวดรอบตัดสิน “Miss Universe Thailand 2026” ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับฟาติมา โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่คดีอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการเพื่อขอออกหมายจับ หลังจากแจ้งความมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 และดำเนินการมาแล้วประมาณ 7-8 เดือน

ณวัฒน์กล่าวว่า สาเหตุที่แจ้งความ เนื่องจากเห็นว่าฟาติมากระทำการหมิ่นประมาทโดยซึ่งหน้า หลังจากเดินออกจากห้องในวันนั้น โดยมีการพูดกับบุคคลอื่นว่า ตนใช้คำว่า “Dumphead” ซึ่งเป็นคำด่าและเป็นคำที่ไม่สุภาพและรุนแรง ทั้งที่ตนยืนยันว่าไม่ได้พูดคำดังกล่าว
หลังเกิดเหตุ ตนพยายามสื่อสารกับฟาติมาหลายรูปแบบ รวมถึงพยายามทำดีกับอีกฝ่าย และแม้การประกวดจะจบลงก็ยังพยายามเข้าหาเพื่อให้เรื่องทั้งหมดผ่านไปด้วยดี แต่หลังจากฟาติมากลับสหรัฐอเมริกา กลับมีการให้สัมภาษณ์ในรายการเกี่ยวกับประเด็นนั้นอีก
“ผมได้เคลียร์และโพสต์คลิปนั้นไปแล้ว ทุกคนต้องไม่ลืมว่าคนเรา Digital Footprint มันแก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ในห้องวันนั้นไม่มีคำว่า Dumphead มีอยู่คำเดียวว่า Damage”

ณวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากฟาติมาเข้าใจภาษาอังกฤษไม่ถ่องแท้ ตนมองว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะที่ผ่านมาอีกฝ่ายสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับตนได้ และตนเคยขอให้อีกฝ่ายหยุดพูดถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อไม่หยุด จึงจำเป็นต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง
“ผมจึงต้องนำกฎหมายเข้ามาช่วย เพราะถือว่านี่คือเรื่องของสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาที่จะสามารถโต้แย้งว่าเราไม่ได้พูดแบบนั้น เราเลยต้องแจ้งความเขาเพราะเขาไม่หยุดพูดสักที อยากให้คนทั่วโลกเข้าใจ ผมไม่อยากตกเป็นเหยื่อของเขา ผมจึงต้องแสดงตัวตนในการต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง”
ณวัฒน์ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการออกหมายจับ และหากอีกฝ่ายเห็นว่าตนเคยพูดคำว่า “Dumphead” จริง และเห็นว่าการแจ้งความของตนไม่ถูกต้อง ก็สามารถนำหลักฐานมาโต้แย้งได้ รวมถึงสามารถตรวจสอบคลิปย้อนหลังที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยังคงอยู่
“พร้อมทั้งยืนยันตรงนี้ว่าไม่ใช่ Dumphead ผมพูดว่า ถ้าคุณไม่ทำ มันก็เป็น Damage ของคุณ”

ณวัฒน์ยังกล่าวถึงช่วงที่ฟาติมาเข้าร่วมการประกวด โดยระบุว่า เดิมทีตนเอ็นดูและไม่ได้ติดใจเรื่องในห้องนั้นแล้ว พร้อมยืนยันว่า “รักผู้หญิงทั่วโลก” แต่เห็นว่ามีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิพิเศษที่เกิดขึ้นระหว่างการประกวด ซึ่งตนเคยแจ้งต่อผู้ใหญ่ในองค์กรในขณะนั้นว่าไม่ควรให้สิทธิพิเศษแก่ฟาติมามากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดข้อครหา เนื่องจากฟาติมาเป็นผู้เข้าประกวดจากเม็กซิโก และเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรที่ “ราอูล โรชา คานตู” เป็นเจ้าของ
จึงมองว่าการให้สิทธิพิเศษอาจทำให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ตนระบุว่า สิ่งที่แจ้งไปไม่ได้รับการตอบสนอง
ณวัฒน์ระบุว่า ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ฟาติมามีบอดี้การ์ดส่วนตัวที่พกเครื่องช็อตไฟฟ้าเดินตามหลังคุ้มครองเป็นระยะ พร้อมกับเปิดภาพที่ระบุว่าเป็นภาพซึ่งตนถ่ายไว้ขณะอยู่ในลิฟต์ โดยบอกว่าเป็นช่วงที่ลิฟต์หยุดบริเวณชั้นที่ฟาติมาพัก และฟาติมาเข้ามาพร้อมบอดี้การ์ดหญิงสวมเครื่องแบบสีน้ำเงิน

กับเรื่องนี้ มีนางงามหลายคนที่ทราบเรื่องและพยายามมาแจ้งกับตน เพราะรู้สึกว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งความรู้สึกถูกคุกคาม ถูกเอาเปรียบ หรือถูกลดทอนพลังของผู้หญิง โดยตนพยายามช่วยเจรจากับองค์กรในเรื่องการจัดสิทธิพิเศษ รวมถึงกรณีการมีช่างแต่งหน้าแยก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
“เพราะฉะนั้นการที่เขาใส่ร้ายผมนั้นมันเป็นเกมเพื่อให้มีเรื่องพูด เขาจงใจ ตั้งใจหมิ่นประมาท”
ณวัฒน์ระบุว่า ต้องแยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องออกจากประเด็นการดำเนินคดี โดยเหตุการณ์ในห้องนั้นตนไม่ได้ติดใจ และเห็นใจฟาติมา เพราะมองว่าอีกฝ่ายยังเป็นเด็กและบางครั้งอาจควบคุมตัวเองไม่ได้
“ผมมั่นใจว่าพลังของยูนิเวิร์สเป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ เราจะให้ผู้หญิงแบบนี้มาทำลายพลังของผู้หญิงทั้งโลกที่มีความหวังไม่ได้ เราจึงออกมาต่อต้านและต่อสู้
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผมสงสาร รองทั้ง 4 อันดับในปีนั้น เพราะคนเหล่านี้ถูกเอารัดเอาเปรียบ คำว่าพลังของผู้หญิงผมศรัทธามาก ผมทำงานนางงามมา 20 กว่าปี ผมส่งเสริมพลังของผู้หญิงอย่างเต็มความสามารถ ผมสร้างผู้หญิงให้พ้นทุกข์มาเยอะ การประกวดที่เกิดขึ้นไม่ใช่การประกวดที่เท่าเทียม นั่นคือการเอาเปรียบ
“การที่คุณเข้าประกวดโดยมีบอดี้การ์ด ไม่ใส่ใจคนอื่น ไม่ไปทำกิจกรรมสปอนเซอร์ เท่ากับไม่เท่าเทียม”
ณวัฒน์ยังกล่าวถึงบทบาทของตนในฐานะ CEO มิสยูนิเวิร์สฝั่งตะวันออก โดยระบุว่า ตำแหน่งนี้ทำให้ตนสามารถเข้าถึงเอกสาร ข้อมูลบางส่วน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการตัดสิน
“ผมยืนยันตรงนี้ว่ากรรมการเกินครึ่งไม่ได้เลือกฟาติมาเป็นผู้ชนะ แต่เราก็ต้องยอมรับเหรอ ปัจจุบันได้ทำลายหลักฐานทิ้ง อย่าลืมว่าหลักฐานที่ดีที่สุดคือมนุษย์ซึ่งนั่งให้คะแนน ถ้าแน่จริง หรือสิ่งที่ผมพูดมันไม่ถูกต้อง ติดต่อกรรมการได้เลย”
“คณะกรรมการเกินครึ่งไม่ได้เลือกเขาเลย ไม่ได้แค่รอบสุดท้ายนะ ไม่ได้เลือกเขารอบอื่นด้วย ผมถามว่าแล้วชัยชนะของเขาเป็นชัยชนะที่ทำร้ายผู้หญิงที่พกพลังมาจากทั่วโลก ทำลายความหวังของผู้หญิง เขาเป็น Miss Universe Killer เขาเป็น Hope Killer เป็น Empower Woman Killer ผมยอมไม่ได้ เพราะผมอยู่ตรงนี้มา 20 กว่าปี ผมจะนำพาและช่วยเหลือ Empower Woman กลับมาให้ได้ จะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแก๊งมาเฟียแก๊งนี้”
“ผมขอพูดในฐานะ CEO มิสยูนิเวิร์สฝั่งตะวันออก ผมทำอะไรผมถูกต้อง คนถูกต้องเท่านั้นที่จะสามารถยืนอย่างสง่างามได้ สุดท้ายผมคิดว่า ผู้หญิงทั้งโลก วอนแฟนนางงาม ผู้เข้าประกวดทุกคน เราต้องรักใน Empower ของเรา อย่าปล่อยให้ Empower ของเราถูกทำลายด้วยการจัดการที่มีความแปลกประหลาด ทำให้เราตั้งข้อสงสัยว่าคุณชนะมาด้วยวิธีอะไร”
“ในเมื่อกรรมการเกินครึ่งไม่ได้เลือกเขา แล้วยังมาเชิดหน้าชูตาหา Empower เพื่ออะไร Empower ที่แท้จริง อยู่ตั้งแต่รองอันดับ 1 ถึงอันดับ 130 นั่นคือ Empower ที่อดทน ผมขอสรรเสริญทุกคนที่มาประกวดว่าอดทนต่อการถูกเอาเปรียบอย่างดีเยี่ยม เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปเขาจะโพสต์อะไรปล่อยเขาไป อย่ารู้สึกสะเทือน เพราะกฎหมายมีความเป็นสากล ใครพูดว่ากฎหมายหมิ่นประมาทก็ได้แต่เมืองไทย ไม่นะ แสดงว่าคุณไม่รู้เรื่องกฎหมาย”
เมื่อถูกถามว่าต้องการระบุตัวหรือไม่ว่า ผลการตัดสินมาจากใคร ณวัฒน์ตอบว่า “ยังไม่ถึงเวลาครับ” พร้อมระบุว่า เรื่องราวทั้งหมดต้องรอให้คลี่คลายก่อน
“จะให้คนมาเอาเปรียบผู้หญิงที่มาประกวดอย่างนี้ไม่ได้ และผู้เข้าประกวดทุกคนต้องมีสติ เราอย่าตกเป็นเหยื่อเขา”

ณวัฒน์ยังกล่าวถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับฟาติมา โดยตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นคดีความและข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลในองค์กร พร้อมระบุว่า ต่อจากนี้จะปล่อยให้กระบวนการทางกฎหมายเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริง
“ผมรอให้กฎหมายเป็นตัวยืนยัน เพราะสิ่งที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมาอาจจะทำให้คนเชื่อ เราก็ดูเพลินๆ แต่ว่าคนเราความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย”
สำหรับกรณีที่มีการนำเหตุการณ์ภายในห้องมาพูดถึงซ้ำ ณวัฒน์กล่าวว่า ตนไม่ได้ต้องการพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะถือว่าเรื่องจบไปแล้ว และตนเองก็เคยร้องไห้จากความอึดอัดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เอะอะเขาก็พูดถึงเรื่องที่ลุกขึ้นยืนบนห้อง ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องในห้อง ผมพูดถึงเรื่องที่คุณใส่ร้ายผมนอกห้อง เรื่องในห้องมันจบไปแล้ว ผมก็ร้องไห้ไปแล้วเพราะผมอึดอัด ซึ่งประเด็นที่นำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายคือการที่ฟาติมากล่าวหาว่าผมพูดคำว่า Dumphead และยังนำเรื่องดังกล่าวไปพูดในรายการโทรทัศน์หลายครั้ง เพราะฉะนั้นอย่าหลงประเด็น เขาไม่มีทางที่จะสู้อะไรได้หรอก นอกจากเล่าเรื่องเดิมๆ มาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเรื่องลุกขึ้นในห้อง หรือเรื่องพลังหญิง”
ในส่วนความคืบหน้าของคดีความ ตำรวจแจ้งว่าขณะนี้คดีมีความคืบหน้า และคาดว่าจะเข้าสู่ขั้นตอนการออกหมายจับต่อไป
นอกจากนี้ ณวัฒน์เรียกร้องให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นราอูล หรือฟาติมา ให้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่า หากเห็นว่าข้อมูลที่ตนกล่าวไม่เป็นความจริง ก็สามารถออกมาอธิบายได้
“อย่ามานั่งด่ากัน เสียเวลา หรือตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องเท็จ ถ้าคุณคิดว่า นาตาลี เกลโบวา นก ชลิดา เลือกคุณ คุณก็พูดมาเลย เพราะถ้าไม่จริง นาตาลีหรือกรรมการวันนั้นจะออกมาเอง”
เมื่อถามถึงกรณีหากมีการออกหมายจับแล้ว ฟาติมาจะสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้หรือไม่ ณวัฒน์กล่าวว่า หากมีหมายจับจริง ก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมย้ำว่าขณะนี้ยังต้องรอความแน่นอนและข้อเท็จจริงจากกระบวนการทางกฎหมาย
“เรื่องที่เราแจ้งความ คือสำคัญที่สุด ผมอยากปกป้องสิทธิของผม เพราะผมไม่ได้พูดเท่านั้นเอง สำหรับเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังเป็นเรื่องที่ผมเห็นข้อพิรุธ มันเป็นแบบนี้ในข้อเท็จจริงที่เห็น จริงไม่จริงเดี๋ยวรอบทสรุปอีกครั้งก็ได้ หรือรอฟังจากเขาก็ได้”
พร้อมทั้งยังย้ำถึงแนวคิดเรื่อง Empower Woman โดยระบุว่า ต้องแยกให้ออกระหว่าง “พลังของผู้หญิง” กับการกระทำที่อาจเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น
“ผู้หญิงอย่าเป็นเหยื่ออาชญากรรม เราต้องแยกให้ได้ว่านี่คือ Empower หรือคนทำผิด ถ้าคนทำผิดอย่ามาใช้คำว่า Empower เพราะคุณไม่มีสิทธิใช้คำนี้ตั้งแต่แรก”
พร้อมประกาศจุดยืนว่า ต้องการความยุติธรรม ไม่ต้องการให้ใครถูกกดขี่หรือเอาเปรียบ และไม่ต้องการให้ตำแหน่งในวงการนางงามกลายเป็นเครื่องมือของใคร
“เราจะไม่ให้ใครเป็นเหยื่อใครเด็ดขาด เราต้องการความยุติธรรม เราต้องการพลังที่ถูกต้อง เราไม่ต้องการให้ใครกดขี่ใคร หยุดกดขี่นางงาม หยุดเอาเปรียบนางงาม หยุดเอาตำแหน่งเป็นของเล่น”
เมื่อถามว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะรุนแรงขึ้นหรือไม่ ณวัฒน์กล่าวว่า การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายในประเด็นดังกล่าว และหลังจากนี้จะเป็นเรื่องของคู่กรณี ขณะที่ตนจะเดินหน้าทำงานตามหน้าที่
“ผมพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะครับ จะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นเรื่องของเขา เพราะผมทำงานตามหน้าที่”
ณวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ตัวแทนประเทศไทยที่กำลังจะไปประกวดบนเวทีใหญ่ที่ประเทศเปอร์โตริโกนั้น อาจจะไม่ได้ตำแหน่งหรือไม่เข้ารอบเลย ตนไม่ได้ใส่ใจ เพราะพลังที่แท้จริงของผู้หญิงคือพลังที่ไม่เอาเปรียบใคร และชัยชนะไม่ได้อยู่ที่มงกุฎ แต่อยู่ที่การเข้าร่วมการประกวดด้วยความบริสุทธิ์และถูกต้อง
“เพราะพลังที่แท้จริงของผู้หญิงคือพลังที่ไม่เอาเปรียบใคร ถ้าเรากลัวเราก็แพ้ตั้งแต่แรก ชัยชนะของเราไม่ได้อยู่ที่มงกุฎ ชัยชนะของเราคือการเข้าร่วมด้วยความบริสุทธิ์และถูกต้อง”
สำหรับผู้ที่จะคว้ามงกุฎ Miss Universe Thailand 2026 ในค่ำคืนนี้ ณวัฒน์กล่าวว่า ผู้ชนะจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องมีเพียงมงกุฎจากเวที Miss Universe ที่เปอร์โตริโก แต่จะเป็นตัวแทนของพลังผู้หญิง พร้อมระบุว่าจะผลักดันโครงการ “Empower Woman Around The World” เพื่อสร้างแบบอย่างของผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีพลังอย่างแท้จริง
“ใครที่ชนะผมจะให้เขาเริ่มทำโครงการ Empower Woman Around The World ทันที เขาจะเป็นแบบอย่างที่รวมพลัง Empower ทันที ซึ่งจะคัดกรองผู้หญิงที่เป็น Empower ไม่ใช่ Empower ปลอมๆ ที่เอาเปรียบผู้อื่น”

