เปิดบทใหม่ ‘ผู้กองแคท’ นั่งแท่นผู้จัด ‘นางสาวไทย’ ถือลิขสิทธิ์ 3 ปี ปั้นยุคทอง ยกระดับเวทีประกวด
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับเวที “นางสาวไทย 2570” ในยุคของ “ผู้กองแคท- ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิตยา เบ็ญจะปัก” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคท ยูนีค จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิ์จัดการประกวดนางสาวไทยต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2572 จากสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยนางสาวไทย 2570 ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “The Golden Era” หรือ “ยุคทองของนางสาวไทย”
ซึ่งได้มีการจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 33 (North) BTS Visionary Park ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน โดยมี แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ รับหน้าที่พิธีกร พร้อมเปิดวิสัยทัศน์การประกวดในยุคใหม่ที่ผู้กองแคทตั้งใจให้เวทีนางสาวไทยเป็นมากกว่าเวทีประชันความงาม

ผู้กองแคทระบุว่า จะยังคงรักษาคุณค่า เกียรติประวัติ และเอกลักษณ์ของเวทีที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกันจะนำมาปรับให้สอดคล้องกับยุคสมัย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงไทยรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ ความคิด และภาวะผู้นำมากยิ่งขึ้น
โดยแนวคิด The Golden Era เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเวทีนางสาวไทยในยุคใหม่ โดยมองว่าเวทีแห่งนี้ควรเป็น “เวทีแห่งโอกาส” ที่เปิดรับฟังเสียงจากทุกคน และนำเสียงเหล่านั้นมาพัฒนาและปรับปรุง
“ปีนี้เราอยากหาผู้หญิงที่มีมากกว่าความสวย มีความคิด มีบุคลิกภาพที่ดี มีความสามารถ และที่สำคัญต้องมีหัวใจที่จะทำจิตอาสาเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และสามารถแสดงศักยภาพของคำว่าเป็นผู้หญิงได้อย่างเต็มที่”

ผู้กองแคทกล่าวว่า แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่เวทีนางสาวไทยยังคงมีคุณค่าและความหมาย รวมถึงอยู่ในหัวใจของคนไทยเสมอ โดยนางสาวไทยในยุคใหม่จะไม่ใช่เวทีที่มองเพียงเรื่องความสวยงาม แต่จะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ใช้ความสามารถและเสียงของตัวเองเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม
“แคทไม่ได้อยากจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีดั้งเดิม เพียงแต่แคทเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากจะสานต่อเจตนารมณ์ของสมาคมฯ วชิราวุธ นั่นก็คือการรักษาคุณค่าที่มีอยู่ในอดีต และนำมาต่อยอดให้กับผู้หญิงไทยในยุคปัจจุบัน ท่ามกลางเทคโนโลยีหรือเอไอ ผู้หญิงไทยยุคใหม่ต้องทรงคุณค่า รักษาวัฒนธรรมในอดีต และพัฒนาต่อยอดได้”


ผู้กองแคทระบุด้วยว่า สิ่งที่ต้องการเห็นจากผู้เข้าประกวดในยุคใหม่นั้น คือความกล้าที่จะรับฟัง กล้าคิด กล้าแสดงออก และกล้าแสดงความคิดเห็น รวมถึงสามารถใช้เสียงของตัวเองเป็นกระบอกเสียงให้แก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดลงพื้นที่ รับฟังปัญหาของแต่ละชุมชนและจังหวัด ก่อนนำเรื่องราวเหล่านั้นมาถ่ายทอดผ่านเวทีนางสาวไทย เพื่อเป็นพลังในการสร้างแรงบันดาลใจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในทางที่ดีขึ้น

สำหรับคำว่า “The Golden Era” ผู้กองแคทอธิบายว่า ไม่ได้หมายถึงเพียงยุคทองของนางสาวไทย แต่หมายถึงยุคทองของทุกคนที่จะเข้ามาร่วมสร้างพลังผ่านคำว่า “นางสาวไทย” ด้วยการนำคุณค่าจากอดีตมาสู่ปัจจุบันและต่อยอดไปสู่อนาคต
เวทีนางสาวไทย 2570 วางแนวคิดหลักผ่านคำว่า “ERA” ซึ่งประกอบด้วย E – Empower คือ การสร้างพลัง สร้างโอกาส และสร้างผู้หญิง โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เข้าประกวด ทั้งบุคลิกภาพ การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ ตลอดจนความเข้าใจสังคมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อนำไปต่อยอดทั้งชีวิตและอาชีพ
R – Represent คือ การนำพลังของแต่ละจังหวัดมาสู่เวทีระดับประเทศ โดยผู้เข้าประกวดจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงชุมชน ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ พร้อมเป็นตัวแทนของเสียง ความหลากหลาย และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และเสียงจากชุมชนทั้ง 77 จังหวัด

A – Advance คือ ก้าวไปข้างหน้าและยกระดับเวทีนางสาวไทยสู่อนาคต โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม ใช้มาตรฐานเดียวกัน และให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมในทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ ผู้กองแคทยังเล่าถึงเส้นทางของตนเองก่อนเข้ามารับสิทธิ์บริหารเวทีนางสาวไทย โดยเริ่มต้นจากการเป็นผู้เข้าประกวดนางสาวไทยในปี 2563 และผ่านเข้ารอบ 100 คน ก่อนตกรอบ 30 คนสุดท้าย จากนั้นในปี 2566 เธอเข้าประกวดในฐานะตัวแทนนางสาวไทยชลบุรี และผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ก่อนกลับมาประกวดอีกครั้งในปี 2567 ในฐานะนางสาวไทยนครราชสีมา และคว้าตำแหน่งรองอันดับ 2
ต่อมาในปี 2568 ได้รับโอกาสจาก “แม่ปุ้ย-ปิยาภรณ์ แสนโกสิก” ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2568 ก่อนก้าวขึ้นมารับสิทธิ์ดำเนินการจัดประกวดนางสาวไทยในปี 2569 และเตรียมบริหารเวทีต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2572
สำหรับการประกวดนางสาวไทย 2570 จะเปิดรับผู้สมัครจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยยืนยันว่าจะใช้ระบบการประกวด และไม่มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งจากจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ขณะที่รางวัลสำหรับผู้ชนะและรองนางสาวไทยทั้ง 4 อันดับ ประกอบด้วย รองอันดับ 4 รับเงินรางวัล 100,000 บาท รองอันดับ 3 รับ 200,000 บาท รองอันดับ 2 รับ 300,000 บาท และรองอันดับ 1 รับ 500,000 บาท

ส่วนผู้คว้าตำแหน่ง “นางสาวไทย 2570” จะได้รับเงินสด 1 ล้านบาท พร้อมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 1 คัน ที่พักฟรีเวลา 1 ปี รวมถึงโอกาสร่วมงานกับบริษัท เอส คลาส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด การทำเพลงร่วมกับ ทศพล หิมพานต์ และโอกาสในการทำงานละครร่วมกับบริษัท สามเศียร จำกัด พร้อมต่อยอดเข้าสู่วงการบันเทิง งานแสดง พิธีกร แฟชั่น สื่อ และการเป็นพรีเซนเตอร์
ทั้งหมดนี้ถือเป็นการเปิดฉาก “The Golden Era” ของเวทีนางสาวไทย ภายใต้ความตั้งใจที่จะรักษารากฐานจากอดีต พร้อมสร้างพื้นที่ใหม่ให้ผู้หญิงไทยได้ก้าวออกมาแสดงศักยภาพ ใช้เสียงของตัวเอง และมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมในยุคปัจจุบัน โดยกำหนดรอบตัดสินวันที่ 20 มีนาคม 2570
สำหรับขั้นตอนการรับสมัคร หรือรายละเอียดของการประกวด สามารถติดตามได้ที่ เฟซบุ๊ก : นางสาวไทย 2570 – Miss Thailand The Golden Era

