‘ดร.ดอยธิเบศร์’ ชูพลังศิลปะเหนือพันธนาการ เปลี่ยนชีวิตหลังลูกกรง เป็นอาชีพและโอกาส
“เรือนจำ” อาจเป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่จำกัดเสรีภาพของผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ที่นี่ก็เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคม ภายใต้กำแพงสูงและประตูเหล็กจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของการลงโทษ หากยังมีผู้คนที่กำลังเรียนรู้ทักษะใหม่ ค้นพบความสามารถของตัวเอง และสร้างต้นทุนสำหรับชีวิตหลังพ้นโทษ
โจทย์สำคัญคือ เมื่อถึงวันที่พวกเขากลับออกมา ทักษะเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นอาชีพและรายได้จริงได้อย่างไร
คำถามนี้เป็นหนึ่งในจุดตั้งต้นของนิทรรศการ “The Power of Art Beyond Barriers: พลังแห่งศิลป์เหนือพันธนาการ” ซึ่งพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ร่วมกับกรมราชทัณฑ์และไอคอนสยาม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-29 กันยายน ณ ICON ART & CULTURE SPACE ชั้น 8 ไอคอนสยาม โดยมี “ดร.ดอยธิเบศร์ ดัชนี” ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บ้านดำ เข้ามาทำงานด้านศิลปะร่วมกับกรมราชทัณฑ์ต่อเนื่องกว่า 10 ปี
หัวใจของนิทรรศการไม่ได้อยู่ที่การนำ “ผลงานของผู้ต้องขัง” มาจัดแสดงเพื่อให้เกิดความสงสาร แต่ต้องการชวนสังคมมองคนกลุ่มนี้ในอีกมิติหนึ่ง ในฐานะผู้มีทักษะ ผู้สร้างสรรค์ และคนทำงานที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้

- ฝึกทักษะ สร้างอาชีพ คืนคนดีสู่สังคม
ดร.ดอยธิเบศร์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เขามีโอกาสเข้าไปพบผู้บริหารเรือนจำหลายแห่ง ทำกิจกรรมและร่วมลงนามความร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์เพื่อฝึกวิชาชีพให้ผู้ต้องขัง แต่เมื่อทำงานมาอย่างต่อเนื่อง เขากลับพบว่ากระบวนการดังกล่าวยังขาด “วงจร” สำคัญอีกส่วนหนึ่ง นั่นคือ “ตลาดรองรับ”
“เวลาผู้ต้องขังติดคุก 10 ปี แล้วมีการฝึกวิชาชีพ แต่พอเขาออกมาแล้วไม่มีตลาดรองรับ มันก็ทำให้สุดท้ายเขาต้องกลับไปอีก” ดร.ดอยธิเบศร์สะท้อน ประโยคนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ซ่อนปัญหาขนาดใหญ่เอาไว้ เพราะการสร้างอาชีพไม่ควรจบลงที่การสอนให้คนคนหนึ่ง “ทำเป็น” หากต้องไปให้ถึงวันที่เขาสามารถนำสิ่งที่ทำเป็นนั้นไปแลกเปลี่ยนเป็นรายได้ และใช้รายได้นั้นดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ลองจินตนาการถึงคนคนหนึ่งที่เข้าเรือนจำตั้งแต่อายุยังน้อยและต้องใช้ชีวิตอยู่หลังลูกกรงเป็นเวลานาน เมื่อวันหนึ่งได้รับการปล่อยตัว บ้านที่เคยอยู่กับครอบครัวอาจไม่มีอีกแล้ว พ่อแม่อาจจากไป เครือข่ายเพื่อนฝูงเปลี่ยนแปลง เงินที่มีติดตัวอาจมีเพียงเล็กน้อย ขณะที่ประวัติอาชญากรรมยังคงติดตัวไปทุกแห่ง ต่อให้เขามีฝีมือ หากไม่มีใครกล้าจ้าง ไม่มีพื้นที่ขาย ไม่มีคนซื้อ และไม่มีใครเชื่อว่าเขาสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ อาชีพที่ได้รับการฝึกฝนมาก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เขายืนอยู่ในสังคมได้

สำหรับ ดร.ดอยธิเบศร์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่งานครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำผลงานจากเรือนจำออกมาแสดง แต่ต้องการพาผลงานเหล่านั้นออกมาสู่สายตาสาธารณชนในฐานะ สินทรัพย์ทางปัญญาและงานสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
ดร.ขวัญไชย สันติภราภพ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า การนำศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ไขฟื้นฟู ช่วยให้ผู้ต้องขังได้พัฒนาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ นั่นหมายความว่า ศิลปะในบริบทนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเยียวยาจิตใจ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “สะพานจากการฟื้นฟูไปสู่อาชีพ” และเมื่อผลงานหนึ่งชิ้นสามารถกลายเป็นสินค้าที่มีคนต้องการซื้อ ศิลปินที่อยู่เบื้องหลังผลงานก็ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะ “ผู้ต้องขัง” หากแต่ถูกมองในฐานะคนทำงานคนหนึ่งที่มีทักษะและมีสิ่งที่สามารถมอบให้กับสังคม

- ‘ศิลปินหลังกำแพง’ กับการคืนชีวิตผ่านผลงานศิลปะ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในแนวคิดของ ดร.ดอยธิเบศร์ คือการยืนยันว่า นิทรรศการนี้จะไม่ใช้ “ความสงสาร” เป็นเครื่องมือทางการตลาด เพราะหากผลงานถูกซื้อเพียงเพราะผู้สร้างเป็นผู้ต้องขังหรือผู้พ้นโทษ นั่นอาจไม่ได้สร้างการยอมรับอย่างแท้จริง สิ่งที่ควรทำให้คนหยุดมองงานศิลปะหนึ่งชิ้น คือ คุณภาพของงาน เรื่องราวของงาน และฝีมือของผู้สร้าง ดร.ดอยธิเบศร์จึงพูดถึงบทบาทของพิพิธภัณฑ์บ้านดำในฐานะภัณฑารักษ์ร่วมว่า ต้องการใช้ “มาตรฐานทางศิลปะ คุณภาพ และคุณค่าของมนุษย์” เป็นแกนกลางในการนำเสนอผลงาน ภาพเขียน ประติมากรรม งานปั้น งานไม้ งานโลหะ เครื่องหนัง งานผ้า งานปัก เซรามิก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ จึงไม่ได้ถูกนำมาวางเรียงกันเพียงเพื่อบอกว่า “ผู้ต้องขังทำอะไรได้บ้าง” แต่ต้องการให้ผู้ชมเห็นว่า คนที่เคยทำผิดก็สามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพได้เช่นเดียวกับคนอื่น
ดร.ดอยธิเบศร์ยังมอบผลงาน “ช้างนพสุบรรณ” ภาพฝีแปรงแบบฉับพลันของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มูลค่า 2.5 ล้านบาท ให้แก่กรมราชทัณฑ์ เพื่อใช้เป็นทุนในการดำเนินงานครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจที่จะนำทรัพยากรและเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรมเข้ามาช่วยขับเคลื่อนโอกาสของผู้ต้องขังให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
นิทรรศการแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนที่พาผู้ชมเดินทาง ตั้งแต่ การทบทวนตัวเองและการฟื้นฟู ผ่าน THE WALL OF REFLECTION และ THERAPEUTIC COMMUNITY สู่ เรื่องราวและผลงานของผู้สร้างสรรค์ ใน ARTISTS BEHIND THE WALL และ ART OF HOPE ก่อนต่อยอดไปสู่ การสร้างอาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่าน CRAFT FOR NEW LIFE, DESIGN FOR SECOND CHANCE และ CREATIVE MARKET รวมถึง PATHWAY TO SOCIETY, CAREER & BUSINESS MATCHING และ INTERNATIONAL GATEWAY ที่สะท้อนเส้นทางจากการฝึกทักษะในเรือนจำไปสู่ ผลงาน ตลาด รายได้ อาชีพ และการกลับคืนสู่สังคม

- เปลี่ยนจาก ‘กำแพง’ สู่ ‘สะพาน’ แห่งโอกาส
ตลอดระยะเวลาที่ทำงานกับผู้ต้องขัง ดร.ดอยธิเบศร์มองเห็นสิ่งหนึ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ การคืนคนสู่สังคมไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการลงโทษหรือการฝึกอาชีพเพียงอย่างเดียว ต้องมีทั้งการฟื้นฟูจิตใจ การสร้างทักษะ การสร้างความมั่นใจ และที่สำคัญคือ “การเตรียมสังคมให้พร้อมรับคนเหล่านั้นกลับเข้ามา” เพราะต่อให้คนคนหนึ่งตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเองมากเพียงใด หากสังคมยังปิดประตูทุกบาน ชีวิตใหม่ก็อาจเริ่มต้นได้ยาก
“เป้าหมายของเราคือการแปรเปลี่ยน ‘กำแพง’ ให้เป็น ‘สะพาน’ และเปลี่ยน ‘พันธนาการ’ ให้กลายเป็น ‘พลังแห่งอนาคต'” ดร.ดอยธิเบศร์กล่าว
สำหรับเขา การทำงานครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการจัดนิทรรศการ เพราะตลอดชีวิตการทำงานในฐานะศิลปินและผู้จัดงานศิลปะ เขาเคยจัดนิทรรศการมามากมาย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นำผลงานของ “ศิลปินหลังกำแพง” ออกมาสู่พื้นที่สาธารณะในลักษณะที่ต้องการให้ผู้ชมมองเห็นพวกเขาในฐานะ ผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้ต้องขัง หรือคนที่เคยทำผิด แต่คือมนุษย์คนหนึ่งที่ยังสามารถเรียนรู้ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับชีวิตได้ ท้ายที่สุดแล้ว “อาชีพ” อาจเป็นมากกว่าหนทางหาเงินเพื่อดำรงชีวิต สำหรับคนที่กำลังพยายามเริ่มต้นใหม่ อาชีพคือหลักฐานว่าพวกเขายังมีที่ยืนในสังคม ศิลปะก็เช่นกัน อาจเริ่มต้นจากพู่กันหนึ่งด้าม ดินก้อนหนึ่ง หรือเศษไม้หนึ่งชิ้น แต่หากมีระบบที่พาความคิดสร้างสรรค์นั้นเดินทางต่อไปจนถึงตลาด ผู้ซื้อ รายได้ และโอกาส มันก็สามารถกลายเป็นสะพานที่พาคนคนหนึ่งออกจากอดีตไปสู่อนาคตได้
นิทรรศการ “The Power of Art Beyond Barriers: พลังแห่งศิลป์เหนือพันธนาการ” กำลังชวนตั้งคำถามว่า เมื่อคนคนหนึ่งพร้อมจะสร้างชีวิตใหม่แล้ว เราพร้อมเปิดพื้นที่ให้เขากลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือยัง




