ถอดบทเรียนความเพียร ‘ผู้หญิงไทยระดับโลก’ กับเส้นทางกว่าจะสำเร็จ ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

25.09.26 | 18:54 น.

ถอดบทเรียนความเพียร ‘ผู้หญิงไทยระดับโลก’ กับเส้นทางกว่าจะสำเร็จ ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ “ผู้หญิงไทย” ปรากฏอยู่บนเวทีระดับโลกในหลากหลายวงการ ตั้งแต่ดนตรีวงการบันเทิง เวทีนางงาม หรือวงการกีฬา พวกเธอไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนประเทศไทยที่ออกไปแข่งขัน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้หญิงไทยที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของเวทีในประเทศ และยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนจากทั่วโลกได้อย่างภาคภูมิใจ


ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่นำเสียงเพลงและตัวตนแบบไทยไปสู่ผู้ฟังทั่วโลก นางงามที่สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีระดับนานาชาติ หรือเหล่านักกีฬาที่ต่อสู้เพื่อพาทีมชาติไปถึงเป้าหมายที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เรื่องราวของพวกเธอล้วนมีจุดร่วมสำคัญอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ ไม่มีความสำเร็จใดเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

เบื้องหลังวันที่ชื่อถูกประกาศบนเวทีโลก คือช่วงเวลาของการฝึกฝน การแข่งขัน และการพิสูจน์ตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน บางคนเริ่มต้นจากเวทีเล็กๆ ก่อนค่อยๆ ขยับไปสู่การแข่งขันที่ใหญ่ขึ้น บางคนต้องจากบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นชีวิตในต่างประเทศ ขณะที่บางคนเคยผิดหวังจากการแข่งขัน ก่อนกลับมาอีกครั้งและพิสูจน์ตัวเองจนไปถึงเป้าหมาย ตั้งแต่ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ที่พาความเป็นไทยเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมป๊อประดับโลก “โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” ผู้คว้ามงกุฎ Miss World เป็นครั้งแรกให้กับประเทศไทย ไปจนถึง “เนเน่ รอยัล” เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ต ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026 และทัพ “วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย” ที่คว้าตั๋วโอลิมปิกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เบื้องหลังความสำเร็จที่ปรากฏต่อสายตาคนทั่วโลก ไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน หากเป็นผลจากความพยายาม การฝึกฝน และการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง กว่าจะมาถึงวันที่ชื่อของพวกเธอถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์

Advertisement
  • ‘ลิซ่า ลลิษา’ จากสาวบุรีรัมย์ สู่ศิลปินระดับโลก

หากพูดถึงผู้หญิงไทยที่สร้างชื่อในอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลก ชื่อของ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” คงเป็นหนึ่งในชื่อที่ไม่ต้องใช้คำอธิบาย เพราะวันนี้เธอไม่ได้เป็นเพียงสมาชิกของ BLACKPINK แต่ยังเป็นศิลปินเดี่ยวที่มีผลงานในระดับนานาชาติ แต่ก่อนจะเป็น “ลิซ่า” ที่คนทั่วโลกรู้จัก เรื่องราวของเธอเริ่มต้นจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่หลงใหลการเต้นและเสียงเพลงตั้งแต่ยังเด็ก

ลิซ่าเริ่มต้นจากเวทีการแข่งขันเต้นและร้องเพลงในประเทศไทย รวมถึงเคยอยู่ในกลุ่มเต้น “We Zaa Cool” ก่อนที่ความสนใจด้านการแสดงจะค่อยๆ พาเธอไปพบกับโอกาสครั้งสำคัญ ในปี 2010 เมื่ออายุเพียง 13 ปี ลิซ่าตัดสินใจเดินทางไปออดิชั่นกับ YG Entertainment ในประเทศไทย ท่ามกลางผู้สมัครประมาณ 4,000 คน และกลายเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าเป็นเด็กฝึกของค่าย สำหรับเด็กวัย 13 ปี การผ่านออดิชั่นอาจดูเหมือนเป็นข่าวดีที่น่าจะพาไปถึงความฝันได้อีกไม่ไกล แต่ในความเป็นจริง มันกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหญ่

เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ลิซ่าต้องย้ายไปประเทศเกาหลีใต้เพียงลำพังเพื่อเข้าสู่ระบบเด็กฝึกของ YG Entertainment ขณะที่อายุเพียง 14 ปี จากเด็กหญิงที่เติบโตในประเทศไทย เธอต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ทั้งเรียนภาษา ฝึกร้อง ฝึกเต้น และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เธอยังแทบสื่อสารภาษาเกาหลีไม่ได้ ช่วงเวลานั้นจึงไม่ได้มีเพียงการซ้อมเต้นหน้ากระจกหรือการฝึกเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังหมายถึงการต้องใช้ชีวิตห่างจากครอบครัวและเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย

เวลาผ่านไปประมาณ 5 ปี จากเด็กฝึกต่างชาติคนหนึ่ง ลิซ่าได้เดบิวต์ในปี 2016 ในฐานะสมาชิกของ BLACKPINK ร่วมกับ คิม จีซู, คิม เจนนี่ และโรเซ่ จากวันนั้นชื่อของเธอเริ่มเดินทางออกไปไกลกว่าเกาหลีใต้และประเทศไทย BLACKPINK เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปิน K-pop ที่มีฐานผู้ฟังอยู่ทั่วโลก ขณะที่ลิซ่าเองก็ค่อยๆ สร้างเอกลักษณ์และพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาในวงการบันเทิง และเมื่อถึงเวลาที่เธอก้าวออกมาทำงานเดี่ยว เส้นทางนั้นก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นนักร้อง แต่ขยายไปสู่งานแฟชั่น การแสดง และการทำงานร่วมกับผู้คนในอุตสาหกรรมบันเทิงระดับนานาชาติ

จนกระทั่งในปี 2026 ลิซ่าหยิบสิ่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาตลอดอย่าง “ความเป็นไทย” กลับมาเล่าใหม่ผ่านผลงานเพลง “SaWaDiKa” ตั้งแต่ชื่อเพลงที่มาจากคำทักทายว่า “สวัสดีค่ะ” ไปจนถึงมิวสิกวิดีโอที่ถ่ายทำในกรุงเทพฯ และสอดแทรกองค์ประกอบของไทย ทั้งมวยไทย รถตุ๊กตุ๊ก สถานที่สำคัญ และวัฒนธรรมร่วมสมัย เข้าไปอยู่ในภาษาของป๊อปคัลเจอร์ระดับโลก

โดยมิวสิกวิดีโอ SaWaDiKa มียอดชมมากกว่า 1 ล้านครั้งภายใน 60 นาทีแรก และทะลุ 1.93 ล้านครั้งภายใน 2 ชั่วโมงแรก ก่อนจะมียอดชมมากกว่า 70.8 ล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมงแรก โดย The Nation รายงานว่าเป็นสถิติยอดชมสูงสุดบน YouTube ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของปี 2026

  • ‘โอปอล สุชาตา’ มงฟ้าประวัติศาสตร์ของไทย

“โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” ชื่อที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์นางงาม หญิงสาวที่สามารถค้วามงกุฏสีฟ้าบนเวที “มิสเวิลด์ 2025” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ท่ามกลางความภาคภูมิใจของประเทศ  แต่เบื้องหลังความสำเร็จของเธอนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่คือการ “ผิดหวัง” และเริ่มใหม่ ผ่านการพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เรื่องราวของโอปอลเริ่มต้นบนเวที Miss Universe Thailand 2022 เมื่อเธออายุ 18 ปี และคว้าตำแหน่งรองอันดับ 2  ตำแหน่งนั้นอาจเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำสำหรับเด็กสาววัย 18 ปี แต่สำหรับโอปอล เส้นทางชีวิตของเธอยังไม่จบลงตรงนั้น

สองปีต่อมา เธอกลับมาที่เวทีเดิมอีกครั้งใน Miss Universe Thailand 2024 และครั้งนี้ชื่อของเธอไม่ได้หยุดอยู่ที่ตำแหน่งรอง แต่ก้าวไปถึงมงกุฎชนะเลิศ พร้อมโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวด Miss Universe 2024 ที่ประเทศเม็กซิโก บนเวทีระดับโลก โอปอลทำผลงานจนคว้าตำแหน่งรองอันดับ 3 กลับประเทศไทย แม้จะเข้าใกล้ตำแหน่งสูงสุดเพียงใด แต่ก็ยังไม่ใช่มงกุฎที่เธอตามหา

แล้วโอกาสครั้งใหม่ก็มาถึง ในปี 2025 โอปอลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวด Miss World 2025 ที่เมืองไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย โดยต้องพบกับผู้เข้าประกวดอีก 107 คนจากทั่วโลก ครั้งนี้สิ่งที่เธอนำติดตัวไปไม่ได้มีเพียงทักษะบนเวที แต่ยังมีเรื่องราวที่อยากสื่อสารผ่าน “Opal for Her” โครงการ Beauty With a Purpose ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ หลังเข้ารับการผ่าตัดก้อนเนื้อบริเวณหน้าอกเมื่ออายุ 16 ปี และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2025 “Thailand” ก็ถูกประกาศให้เป็น Miss World 2025 จากผู้เข้าประกวด 108 คน กลายเป็นตัวแทนประเทศไทยคนแรกที่คว้ามงกุฎ Miss World ได้สำเร็จ

หากมองย้อนกลับไป เส้นทางของโอปอลเต็มไปด้วยคำว่า “อีกครั้ง” เธอกลับมาประกวดอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกได้เพียงตำแหน่งรอง กลับขึ้นเวทีระดับโลกอีกครั้ง หลังจากพลาดมงกุฎ Miss Universe และเมื่อโอกาสมาถึง เธอก็เดินหน้าสู่เวทีใหม่อีกครั้ง จนในที่สุดคว้ามงกุฎ Miss World มาครองได้สำเร็จ

  • วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย คว้าตั๋วโอลิมปิกใบแรก

หากเรื่องของเนน่ ลิซ่า และโอปอลใช้เวลากว่าสิบผี ในการสร้างชื่อ เส้นทางของ วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย อาจต้องนับกันเป็น “หลายทศวรรษ” เพราะหนึ่งในความฝันที่ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยพยายามไล่ตามมาตลอดหลายยุคสมัย คือการไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ทีมชาติไทยผ่านเวทีระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย ทั้งชิงแชมป์โลก เวิลด์คัพ รายการระดับเอเชีย และการแข่งขันระดับนานาชาติอีกหลายรายการ แต่โอลิมปิกยังคงเป็นช่องว่างสำคัญในประวัติศาสตร์ของทีม

จนกระทั่งปี 2026 ความฝันนั้นจึงขยับเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด ในการแข่งขัน AVC Women’s Volleyball Continental Championship 2026 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ทีมไทยต้องลงเล่นท่ามกลางความกดดัน เพราะคู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศคือจีน เจ้าภาพและหนึ่งในทีมชั้นนำของเอเชีย เกมดังกล่าวไม่ได้ง่ายสำหรับทีมไทย ไทยขึ้นนำก่อน 1-0 จากชัยชนะในเซตแรก 25-20 แต่จีนกลับมาเอาชนะในเซตสอง 25-11 และพลิกขึ้นนำ 2-1 หลังชนะเซตสาม 25-23 อีกเพียงหนึ่งเซต ความฝันโอลิมปิกอาจต้องถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง

แต่ทีมไทยกลับมาเอาชนะเซตสี่ 25-18 ทำให้เกมเสมอ 2-2 และต้องตัดสินกันในเซตที่ห้า ท้ายที่สุด ทีมไทยสามารถคว้าชัย 15-10 ปิดการแข่งขันด้วยชัยชนะ 3-2 เซต คว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 4 และที่สำคัญกว่านั้นคือคว้าสิทธิ์ไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ลอสแอนเจลิสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของทีมชุดปัจจุบัน

เพราะก่อนจะมีนักกีฬาชุดที่ได้ตั๋วโอลิมปิกในวันนี้ มีนักกีฬาหญิงไทยอีกหลายรุ่นที่เคยสวมเสื้อทีมชาติ ลงสนาม และพยายามผลักเพดานของวงการวอลเลย์บอลไทยให้สูงขึ้น ทีมไทยเคยคว้าแชมป์เอเชียมาแล้วในปี 2009, 2013 และ 2023 ก่อนจะเพิ่มแชมป์สมัยที่ 4 ในปี 2026 และยังผ่านการแข่งขันระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ตั๋วโอลิมปิกที่ได้มาในปี 2026 จึงไม่ใช่รางวัลของเกมนัดเดียวแต่มันคือผลรวมของการพัฒนานักกีฬา การแข่งขันระดับนานาชาติ การฝึกซ้อม การเปลี่ยนผ่านระหว่างนักกีฬาหลายรุ่น รวมถึงการพยายามกลับมาแก้ไขข้อผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า

  • ‘เนเน่ รอยัล’ เด็กสาวภูเก็ต แชมป์ America’s Got Talent

สำหรับ “เนเน่ รอยัล” หรือ “แพรว รัตติกานต์ อำลอย” เรื่องราวก่อนจะไปถึงเวทีระดับโลก เริ่มต้นจากจุดที่ธรรมดากว่านั้นมาก เด็กสาวคนหนึ่งจากจังหวัดภูเก็ตกับกีตาร์หนึ่งตัวที่เธอเริ่มหัดเล่นด้วยตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 6-7 ขวบ เส้นทางของเธอไม่ได้เริ่มต้นจากโรงเรียนดนตรีชื่อดัง หรือเวทีประกวดใหญ่ หากแต่เริ่มจากความชอบและการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ก่อนจะมีเหตุการณ์เล็กๆ ที่พาเธอเข้าใกล้ดนตรีมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว วันหนึ่ง เธอตื่นสายจนพลาดการเลือกชมรมคอมพิวเตอร์ที่ตั้งใจไว้

เมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก เธอจึงหันมาเลือก “ชมรมดนตรี” แทน และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ดนตรีค่อยๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จากเด็กที่หัดเล่นกีตาร์ด้วยตัวเอง เธอเริ่มออกไปเล่นดนตรีตามเวทีต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ทั้งเวทีเล็กๆ การเล่นดนตรีเปิดหมวก รวมถึงการร่วมแสดงกับวงร็อกท้องถิ่น ก่อนจะขยับไปสู่เวทีการแข่งขันระดับประเทศอย่าง “The Power Band”

ประสบการณ์เหล่านี้อาจดูเป็นเพียงเวทีเล็กๆ เมื่อมองย้อนกลับจากวันที่เธอได้ยืนอยู่ต่อหน้ากรรมการและผู้ชมทั่วโลก แต่สำหรับเด็กสาวคนหนึ่ง ทุกเวทีคือสนามฝึกที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ทั้งการเล่นดนตรี การร้องเพลง การควบคุมเวที และที่สำคัญคือการรับมือกับความกดดันต่อหน้าคนดู

แม้แต่ชื่อ “Nene Royal” ที่วันนี้กลายเป็นชื่อที่คนทั่วโลกรู้จัก ก็มีที่มาจากเรื่องใกล้ตัว “Nene” เป็นชื่อที่เธอเลือกใช้เพราะต้องการให้ชาวต่างชาติออกเสียงได้ง่าย ส่วน “Royal” มาจากสถานที่ที่เธอเคยไปเล่นดนตรีเปิดหมวกในจังหวัดภูเก็ต กระทั่งปี 2026 ชื่อของเนเน่ รอยัล เดินทางไปไกลกว่าที่เธอเคยเล่นดนตรีมา จากเด็กสาวที่เคยเล่นดนตรีตามเวทีเล็กๆ ในภูเก็ต เธอได้ขึ้นมายืนอยู่บนเวทีเดียวกับผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลก ท่ามกลางสายตาของกรรมการและผู้ชมจำนวนมหาศาล

ในการออดิชั่น America’s Got Talent  ในครั้งนั้นเธอเลือกเพลง “Zombie” ของ The Cranberries มาถ่ายทอด ก่อนจะเดินหน้าสู่รอบต่อๆ มา และสร้างความประทับใจอย่างมากจากการแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden จนได้รับ Live Golden Buzzer จาก Mel B ซึ่งส่งเธอเข้าสู่รอบไลฟ์ไฟนอลโดยตรง

และกลายเป็นผู้เข้าแข่งขันไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ “America’s Got Talent” ซีซัน 21 พร้อมเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังผ่านการแข่งขันและการโหวตจากผู้ชมชาวอเมริกัน เรื่องราวของเนเน่ไม่ได้มีเพียงคำว่า “เด็กไทยคว้าแชมป์เวทีระดับโลก” เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพของการค่อยๆ สะสมต้นทุนทางดนตรีจากประสบการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เพราะเบื้องหลังคำว่า “สำเร็จ” ไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันเดียว แต่มีทั้งวันแรก วันที่ผิดหวัง วันที่ต้องเริ่มใหม่ และอีกหลายปีของการพยายาม กว่าจะกลายเป็นวันที่คนทั้งโลกได้เห็นชื่อของผู้หญิงไทยบนเวทีระดับโลก