ยานสำรวจดาวเคราะห์น้อย “ฮายาบุสะ2” (ภาษาญี่ปุ่นหมายถึงเหยี่ยว) ขององค์การการบินอวกาศเพื่อการสำรวจแห่งญี่ปุ่น (แจ๊กซา) ใช้เวลาไล่ตาม “ริวกุ” (มาจากคำว่า ริวกุโจ หมายถึง ปราสาทมังกร) ดาวเคราะห์น้อยที่เป็นเป้าหมายนานถึง 3 ปีกับอีก 6 เดือน จนในที่สุดก็สามารถจัดส่งยานสำรวจขนาดเล็ก 2 ลำ ขนาดเท่าผลเกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลไซตรัส หรือส้ม ขนาดผลพอๆ กับผลส้มโอ ทำให้มักเข้าใจผิดว่าเป็นส้มโอฝรั่ง) ลงจอดบนผิวพื้นดาวได้สำเร็จ และเริ่มจัดส่งภาพถ่ายผิวพื้นของดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่แปลกประหลาดดวงนี้กลับมายังโลกได้สำเร็จตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ด้วยความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ ฮายาบุสะ2 และแจ๊กซา สร้างประวัติศาสตร์ในการสำรวจอวกาศขึ้นมาใหม่พร้อมกันถึง 4 อย่าง คือ การเป็นยานสำรวจ 2 ลำแรกสุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่สามารถร่อนลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยอย่างนิ่มนวลได้เป็นผลสำเร็จ, การสร้างประวัติศาสตร์ส่งยานสำรวจพื้นผิวแบบมีล้อ หรือโรเวอร์ ลงสู่พื้นผิวที่มีแรงโน้มถ่วงต่ำมากได้สำเร็จ, การเป็นยานสำรวจลำแรกที่สามารถสำรวจดาวเคราะห์น้อยในระยะประชิดได้เป็นครั้งแรก และสุดท้ายคือทำให้ได้เห็นภาพรายละเอียดของดาวเคราะห์น้อย ซึ่งเป็นโลกต่างดาวที่ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนคุ้นเคยหรือพบเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์อีกด้วย

ยูอิจิ ทสึดะ ผู้จัดการโครงการฮายาบุสะ2 เปิดเผยความรู้สึกหลังความสำเร็จครั้งนี้เอาไว้ว่า เป็นความรู้สึกเป็นสุขชนิดที่ไม่สามารถหาถ้อยคำไหนมาบรรยายได้เลยทีเดียว
ยานฮายาบุสะ2 ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนธันวาคม 2014 และไล่ตามจนทันดาวเคราะห์น้อยริวกุเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และเริ่มเตรียมการส่งยานโรเวอร์ลงจอดมาตั้งแต่บัดนั้น
ดาวเคราะห์น้อยริวกุ ไม่เพียงมีขนาดเล็กมากกล่าวคือมีความกว้างเพียง 800 เมตรเศษเท่านั้น ยังมีรูปร่างประหลาดอีกด้วยเพราะตอนกลางป่องกว้าง แต่ส่วนขั้วทั้งสองด้านเรียวจนเป็นปลายแหลม นอกจากนั้นพื้นผิวขรุขระตะปุ่มตะป่ำมากจนน่าประหลาดใจอีกต่างหาก ถึงขนาดที่ทำให้ เซอิ-อิชิโร วาตานาเบะ นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ ยอมรับว่า ประหลาดใจไม่น้อยที่ได้เห็นริวกุ มีก้อนหินใหญ่น้อยกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นผิวมากขนาดนั้น
ยานโรเวอร์ขนาดเล็ก 2 ลำที่ถูกส่งลงไปสำรวจพื้นผิวของริวกุ คือ ยาน “ไมเนอร์วา2-1เอ” และ “ไมเนอร์วา2-1บี” หลังจากศึกษาภาพที่ได้จากการถ่ายในระยะประชิดบนพื้นผิวของริวกุของโรเวอร์ทั้ง 2 ลำ วาตานาเบะให้ความเห็นว่า สภาพพื้นผิวคล้ายคลึงกับพื้นที่บนโลกซึ่งเคยโดนภูเขาไฟถล่ม อย่างเช่นพื้นที่บนเกาะ อิซู-โอชิมะ หรือพื้นที่ของเกาะบิ๊ก ไอส์แลนด์ ในหมู่เกาะฮาวาย
นอกเหนือจากโรเวอร์ขนาดเล็กทั้ง 2 ลำดังกล่าวแล้วฮายาบุสะ2 ยังมียานสำรวจขนาดเล็กเตรียมส่งลงบนพื้นผิวของริวกุ อีก 2 ลำ ลำแรกคาดว่าจะมีการส่งลงไปสำรวจพื้นผิวริวกุในอีกไม่นาน คือยานโรเวอร์ “มาสคอท” ยานสำรวจพื้นผิวที่จัดสร้างโดย ศูนย์การบินอวกาศเยอรมันหรือดีแอลอาร์ ที่ซับซ้อนและมีความสามารถสูงกว่าเล็กน้อย กับ ยานไมเนอร์วา2-2 ที่รอไว้ส่งลงสำรวจอีกครั้งในราวหน้าร้อนปี 2019

แต่วาตานาเบะยืนยันว่า ส่วนที่ตื่นเต้นที่สุดของภารกิจครั้งนี้ยังไม่ใช่การสร้างประวัติศาสตร์ดังกล่าวเหล่านั้น แต่เป็นปฏิบัติการ “ทุบ” ริวกุ และการโฉบลงแตะพื้นเพื่อเก็บตัวอย่างที่กระจายขึ้นมากลับมาศึกษายังพื้นโลก
ปฏิบัติการดังกล่าวจะเริ่มต้นด้วยการส่ง “ค้อน” น้ำหนัก 4 ปอนด์ ที่ติดตั้งเชื้อเพลิงระเบิดเพื่อให้พุ่งลงสู่พื้นผิวของริวกุด้วยความเร็วสูงกว่า 6,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเมื่อกระทบพื้นจะถล่มให้พื้นผิวส่วนบนสุดของริวกุ ระเบิดกระจายขึ้นมา เพื่อเปิดพื้นผิวด้านในใหม่ๆ ออกมาให้สำรวจ ปฏิบัติการนี้จะถูกเก็บภาพอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอนโดยกล้องถ่ายภาพ “ดีแคม3” ที่จะถูกส่งให้ลอยตัวอยู่เหนือดาวเพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ
หลังจากนั้นในเวลาต่อมา ฮายาบุสะ2 จะเริ่มปฏิบัติการ
“ทัช แอนด์ โก” คือโฉบลงใกล้พื้นผิวริวกุให้มากที่สุด เพื่อ “โกย” ตัวอย่างพื้นผิวและจัดเก็บใส่กระป๋อง เพื่อนำส่งกลับสู่โลก หากทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการที่คาดคำนวณเอาไว้ กระป๋องตัวอย่างของ “ดิน-หิน” จากริวกุ จะถูกส่งกลับสู่พื้นโลกโดยอาศัยชูชีพพยุงตัวในราวเดือนธันวาคมปี 2020 สถานที่คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศออสเตรเลีย
และถ้าเป็นเช่นนั้น ฮายาบุสะ2 ก็จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นอีกอย่าง คือการนำ “หินตัวอย่าง” สด ใหม่ จากดาวเคราะห์น้อยมาให้มนุษย์ได้ศึกษาโดยละเอียดชนิดอะตอมต่ออะตอมได้เป็นครั้งแรก
ยูอิจิ ทสึดะ ระบุว่า การศึกษาทำความเข้าใจกับดาวเคราะห์น้อยนั้น เท่ากับเป็นการเติมเต็มการศึกษาประวัติศาสตร์ของระบบสุริยจักรวาลให้ครบถ้วน ที่ผ่านมาเราสามารถสังเกตเห็นการก่อกำเนิดระบบดาวระบบใดระบบหนึ่งได้ สามารถสังเกตศึกษาการก่อตัวของธุลีอวกาศ กลุ่มก๊าซและอื่นๆ เป็นวงแหวนรูปจานรอบๆ ดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการเกิดระบบดาวได้
ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถศึกษาผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างระบบดาวดังกล่าวได้ ตัวอย่างที่เป็นผลสำเร็จสามารถตรวจสอบได้จากโลก, หรือดาวเคราะห์อื่นๆในระบบสุริยะ ที่ขาดหายไปก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลาง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย อาทิ เทหวัตถุที่เกิดใหม่ขึ้นมา พุ่งเข้าชนกัน แตกทำลายแล้วกลับไปรวมกันใหม่ กว่าจะสงบและก่อให้กำเนิดดาวเคราะห์อย่างโลกหรืออื่นๆ ก็กินเวลานาน
ริวกุ เช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อยอื่นๆ คือชิ้นส่วนที่หลงเหลือมาจากเหตุการณ์ที่เป็นห่วงโซ่ตรงกลางของประวัติศาสตร์ระบบดาวดังกล่าวนั้น
และยังเต็มไปด้วยสารประกอบคาร์บอน, และน้ำ ซึ่งอาจบอกมนุษยชาติให้เข้าใจได้ไม่เพียงแค่ประวัติศาสตร์ของระบบสุริยะเท่านั้น แต่ยังอาจบ่งบอกถึงต้นกำเนิดของชีวิตได้อีกด้วย

