“ดวงจันทร์เอนเซลาดัส” กับเปลือก ที่บางเฉียบ

11.07.16 | 16:57 น.

ภาพดวงจันทร์เอนเซลาดัส แสดงความหนาของผิวน้ำแข็ง โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากยานแคสซีนี บริเวณสีเหลือง ซึ่งพาดผ่านเขตศูนย์สูตรมีความหนาประมาณ 35 กิโลเมตร ส่วนบริเวณสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นบรเิวณขั้วดวงจันทร์ มีความหนาเพียงไม่ถึง 5 กิโลเมตร (จาก LPG-CNRS-U. Nantes/Charles U., Prague.)

ในบรรดาดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะทั้งหมด “ดวงจันทร์เอนเซลาดัส” ของดาวเสาร์ น่าจะเป็นดวงที่น่าสนใจที่สุดดวงหนึ่งในแง่ของความเป็นไปได้ ที่จะมีสิ่งมีชีวิต

ดวงจันทร์ดวงนี้ มีพื้นผิวเป็นน้ำแข็ง ลึกลงไปถัดจากผิวน้ำแข็งคือมหาสมุทรใต้พิภพที่รองรับพื้นผิวไว้ทั้งดวง บริเวณนี้นี่เองที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตก็ได้ นอกจาก “ดวงจันทร์เอนเซลาดัส” ของดาวเสาร์แล้ว “ดวงจันทร์ยุโรปา” ของดาวพฤหัสบดีก็มีลักษณะแบบนี้ เช่นกัน

แต่ปัญหาคือ หากจะไปสำรวจสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เหล่านี้ จะเจาะผิวน้ำแข็งที่ลึกหลายสิบกิโลเมตรลงไปสำรวจได้อย่างไร

สำหรับ “ดวงจันทร์เอนเซลาดัส” ปัญหานี้อาจไม่ใหญ่เท่าของ “ดวงจันทร์ยุโรปา” ที่ขั้วใต้ของ “ดวงจันทร์เอนเซลาดัส” มีแหล่งน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ที่พ่นน้ำออกสู่อวกาศ น้ำที่พ่นออกมานี้เป็นน้ำจากมหาสมุทรเบื้องล่าง และย่อมแสดงว่าผิวน้ำแข็งบริเวณนี้น่าจะบางกว่าบริเวณอื่น

Advertisement

แล้วบางเท่าไหร่กันเล่า?

ดูเหมือนนักวิทยาศาสตร์จาก “โครงการแคสซีนี” จะมีคำตอบให้แล้ว

นักวิจัยคณะหนึ่งได้สร้างแบบจำลองของโครงสร้าง “ดวงจันทร์เอนเซลาดัส” ด้วยคอมพิวเตอร์โดยอาศัยข้อมูลจากกล้องความละเอียดสูงของ “ยานแคสซีนี” แบบจำลองนี้แสดงว่าดวงจันทร์ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 505 กิโลเมตรดวงนี้ มีแก่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 360-370 กิโลเมตร ส่วนเปลือกดาวที่ประกอบด้วยน้ำแข็งมีความหนาเฉลี่ย 18-22 กิโลเมตร ส่วนที่คั่นอยู่ระหว่างชั้นทั้งสองคือมหาสมุทรใต้พื้นผิวขนาดใหญ่

ความหนาของเปลือกน้ำแข็งบนดวงจันทร์ดวงนี้ผันแปรอยู่ระหว่าง 5-35 กิโลเมตร โดยส่วนที่หนาที่สุดอยู่บริเวณแถบศูนย์สูตร ส่วนบางที่สุดคือบริเวณขั้วใต้ บางจุดอาจหนาไม่ถึง 5 กิโลเมตร

ตัวเลขเหล่านี้น้อยกว่าที่เคยคาดกันไว้มาก ในทางดาราศาสตร์อาจเรียกได้ว่า “บางเฉียบ” นั่นคงเป็นสาเหตุที่น้ำจากใต้พื้นผิวแทรกผ่านรอยแตกขึ้นมาถึงพื้นผิวได้โดยง่าย

เมื่อปีที่แล้ว “ยานแคสซีนี” ได้พุ่งผ่านลำของไอน้ำที่พ่นขึ้นมาจากกีเซอร์ของเอนเซลาดัส จึงมีโอกาสได้วิเคราะห์องค์ประกอบของสสารที่พ่นออกมาได้โดยตรง พบอนุภาคของซิลิกา และพบมีเทนซึ่งแสดงว่ามีแหล่งน้ำร้อนอยู่ที่ก้นมหาสมุทรด้วย