หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที ชาวโลกเฮลั่น ...

ชาวโลกเฮลั่น นาซา เปลี่ยนวงโคจรดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จ

14.10.22 | 12:26 น.

ชาวโลกเฮลั่น นาซา เปลี่ยนวงโคจรดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จ

วันที่ 14 ตุลาคม เฟชบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(สดร.) โดย พิสิฏฐ นิธิยานันท์ – เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ สดร.เปิดเผย องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา(นาซา) ยืนยันถึงการพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยของยานในภารกิจ DART ช่วยเปลี่ยนลักษณะการโคจรของดาวเคราะห์น้อยเป้าหมายประสบความสำเร็จ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ของทีมงานในภารกิจ DART (Double Asteroid Redirection Test) ขององค์การนาซา แสดงให้เห็นว่าการพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟอสของยานอวกาศ สามารถเบี่ยงวิถีของดาวเคราะห์น้อยเป้าหมายได้สำเร็จ และกลายเป็นภารกิจเบี่ยงวิถีโคจรของวัตถุในอวกาศที่สำเร็จเป็นครั้งแรกของมนุษยชาติ ซึ่งจะใช้เป็นองค์ความรู้พื้นฐานของการปกป้องโลกจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยในอนาคตต่อไป

ก่อนหน้าการพุ่งชน ดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟอสใช้เวลาโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยดวงแม่ (ดาวเคราะห์น้อยดีดิมอส) นาน 11 ชั่วโมง 55 นาที แต่หลังจากการพุ่งชนของยาน DART เมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 2022 ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์จากทั่วโลก ตรวจวัดคาบการโคจรของดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟอสอีกครั้ง

จนถึงตอนนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า การพุ่งชนของยาน DART ทำให้คาบการโคจรของดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟอสเร็วขึ้นประมาณ 32 นาที ซึ่งคาบการโคจรที่เปลี่ยนไปบ่งชี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยมีวงโคจรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หากดาวเคราะห์น้อยมีคาบการโคจรสั้นลง แสดงว่าวงโคจรใหม่จะหดลงเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อยดวงแม่มากขึ้น

และในทางตรงข้าม หากมีคาบการโคจรที่นานขึ้น จะแสดงว่ามีวงโคจรใหม่ที่กว้างกว่าเดิม

Advertisement

แม้ว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ในภารกิจ DART จะยืนยันว่าสามารถเบี่ยงวิถีดาวเคราะห์น้อยได้แล้ว แต่ก็ยังต้องการข้อมูลการสังเกตการณ์เพิ่มเติมจากเครือข่ายหอดูดาวทั่วโลก รวมไปถึงข้อมูลจากเรดาร์ของห้องปฏิบัติการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนไอพ่น (JPL) ของนาซา และกล้องโทรทรรศน์วิทยุกรีนแบงค์ของ NRAO

This imagery from NASA’s Hubble Space Telescope from Oct. 8, 2022, shows the debris blasted from the surface of Dimorphos 285 hours after the asteroid was intentionally impacted by NASA’s DART spacecraft on Sept. 26. The shape of that tail has changed over time. Scientists are continuing to study this material and how it moves in space, in order to better understand the asteroid.
Credits: NASA/ESA/STScI/Hubble

ขณะนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ DART หันมาให้ความสนใจในเรื่องการถ่ายโอนโมเมนตัมจากยาน DART ที่พุ่งชนเป้าหมายด้วยอัตราเร็ว 22,530 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงการวิเคราะห์ Ejecta หรือเศษวัสดุที่สาดกระเด็นไปในอวกาศ ซึ่งช่วยขยายแรงจากการพุ่งชนของยาน ในลักษณะเดียวกับกระแสลมที่พุ่งออกจากรูรั่วบนลูกโป่ง แล้วทำให้ลูกโป่งเคลื่อนไปในทิศตรงข้าม

อย่างไรก็ดี เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นข้างต้น นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของดาวเคราะห์น้อยมากกว่านี้ อย่างเรื่องลักษณะและความแข็งแรงของพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่กำลังศึกษา ข้อมูลจากยาน DART ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนการพุ่งชน จะถูกนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลต่อไป ร่วมกับ LICIACube ดาวเทียมขนาดเล็กขององค์การอวกาศอิตาลี เพื่อวิเคราะห์หามวลและรูปร่างของดาวเคราะห์น้อย

และในอนาคต ยานในโครงการเฮรา (Hera) ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) มีแผนจะสำรวจระบบดาวเคราะห์น้อยดีดิมอส-ไดมอร์ฟอสอย่างละเอียด ในปี ค.ศ.2026 โดยเฉพาะร่องรอยที่เกิดจากการพุ่งชนของยาน DART และการวัดมวลของไดมอร์ฟอสอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น