การแถลงยืนยันการมีอยู่จริงของคลื่นความโน้มถ่วง เมื่อคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ความรู้ของมนุษย์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทำนายการมีอยู่ของมันไว้เมื่อ 100 ปีมาแล้ว จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปอันลือลั่นของเขา ในห้วงเวลาที่ผ่านมาหลังทฤษฎีสัมพัทธภาพ คำทำนายเกือบทั้งหมดของไอน์สไตน์ล้วนได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงตามนั้น เว้นเรื่องคลื่นความโน้มถ่วงที่ว่านี้เท่านั้น
การมีอยู่จริงของคลื่นความโน้มถ่วง ทำให้ภาพของเราในเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาลชัดเจนขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ตัวเรา โลกของเรา ดวงดาว เทหวัตถุต่างๆ ในเอกภพ ล่องลอยอยู่ในกาลอวกาศ (สเปซแอนด์ไทม์) ที่มีการกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา จากการเคลื่อนไหวของมวลสารที่ปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงออกมา การโยนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำแล้วเกิดแรงกระเพื่อมเป็นวงรอบกระจายออกไปอาจจะเป็นภาพเปรียบเทียบที่พอมองเห็นได้ชัดขึ้น ปลาหรือวัตถุใดๆ ที่อยู่ในน้ำก็รับแรงกระเพื่อมนั้นไปด้วย
คลื่นน้ำทำให้น้ำและอะไรก็ตามที่อยู่ในน้ำกระเพื่อมไปด้วย คลื่นความโน้มถ่วงทำให้กาลอวกาศกระเพื่อม ยืดหดไปในทิศทางตรงกันข้ามอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตัวเรากระจ้อยร่อยอยู่ในกาลอวกาศก็รับแรงนั้นไปด้วย แต่การตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงทำได้ยาก เพราะแรงที่มาถึงนั้นน้อยมากเกินกว่าจะตรวจวัดได้
คลื่นความโน้มถ่วงที่ผ่านตัวเราไป อาจจะทำให้ระยะห่างระหว่างคนสองคนที่นั่งอยู่เปลี่ยนแปลงไป 10 ยกกำลัง -20 เมตร (อลัน ไวน์สไตน์, nationalgeographic.com) ซึ่งนั่นเท่ากับหนึ่งในล้านของเส้นผ่านศูนย์กลางของโปรตอน หนึ่งในอนุภาคที่ประกอบกันเป็นนิวเคลียสของอะตอม
ลำพังแค่อะตอมเราก็ไม่มีปัญญาจะไปมองเห็นมันแล้ว นี่หนึ่งในล้านของเส้นผ่านศูนย์กลางของอนุภาคที่อยู่ในอะตอม อาจมีแต่พระเจ้า (ถ้าเชื่อว่ามีพระเจ้า) เท่านั้นที่รับรู้มันได้
เคยมีการพบเบาะแสว่า มีคลื่นความโน้มถ่วงอยู่จริงทางอ้อม เมื่อปี 1974 จากนักดาราศาสตร์สองคนที่ค้นพบดาวนิวตรอนสองดวงที่หมุนรอบกัน หรือไบนารี พัลซา ปกติดาวนิวตรอนจะปล่อยคลื่นความถี่วิทยุออกมาเที่ยงตรงมาก แต่จากการศึกษาสังเกตดาวนิวตรอนดวงหนึ่งกลับพบว่า ความถี่วิทยุที่ปล่อยออกมาจากดาวนิวตรอนเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นและน้อยลงเป็นจังหวะ นำไปสู่การพบว่ามันโคจรรอบดาวนิวตรอนอีกดวงที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน ดาวสองดวงเคลื่อนที่เข้าหากันมากขึ้นและโคจรรอบกันด้วยความเร็วสูงขึ้น ความถี่วิทยุที่ปล่อยออกมาผิดไปจากปกติ อันเป็นผลมาจากคลื่นความโน้มถ่วง สอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
การศึกษาและค้นพบดังกล่าว ทำให้โจ เทเลอร์ และรัสเซล ฮัลส์ ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ไปในปี 1993
แต่นั่นเป็นการค้นพบทางอ้อมเท่านั้น ต่างจากการสังเกตการณ์โดย LIGO ที่แถลงข่าวกัน เพราะเป็นครั้งแรกที่ตรวจวัดและสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงได้บนโลกของเราเอง ซึ่งเกิดจากการชนกันของหลุมดำสองหลุม ย้อนหลังไปเมื่อ 1,300 ล้านปีแสง ซึ่งหมุนวนรอบกันและเคลื่อนที่เข้าหากันด้วยความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ จนยุบรวมกัน ก่อนจะสงบลงในท้ายที่สุด ในจังหวะที่ใกล้จะชนกันจนชนกันนั้น หลุมดำทั้งสองปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงมหาศาลออกมา เหมือนกับการตะเบ็งเสียงเต็มแรงครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นใจของหลุมดำ
มากกว่าคลื่นความโน้มถ่วงที่ปล่อยมาจากดาวทุกดวงในกาแล็กซีนี้รวมกันเสียอีก แต่คลื่นความโน้มถ่วงที่มาถึงเราก็ยังเล็กน้อยมากจนใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะตรวจวัดมันได้ ที่จริงแล้วการตรวจวัดได้ที่ว่านี้เกิดขึ้นเมื่อราวกลางเดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่ใช้เวลาในการตรวจสอบวิเคราะห์เพื่อยืนยันกันอีกหลายเดือนหลังจากนั้น จนยืนยันว่าไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากค่าความต่างที่วัดได้โดย LIGO มาจากคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการชนกันของหลุมดำจริง
เชื่อว่าเกือบทุกคนมีคำถามว่า มีอยู่จริงแล้วไงต่อ
หากจะเอาเป็นรูปธรรมของเรื่องใกล้ตัวคงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ เพราะว่านี่เป็นการเปิดพรมแดนความรู้ใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่คำถามใหม่ๆ อีกมากมายตามมา แต่อย่างหนึ่งที่อาจจะบอกได้คือ การพลิกโฉมหน้าของการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์ในอนาคต การขยับเข้าไปใกล้ที่จะได้เห็นจุดกำเนิดของเอกภพ ซึ่งหมายถึงจุดกำเนิดของตัวเราด้วย แต่ด้วยวิธีการหรือเครื่องไม้เครื่องมือแบบที่เคยใช้อยู่มีขีดจำกัดไม่สามารถพาเราไปถึงได้ เราส่องกล้องไปอย่างไรก็ไม่ถึง การไต่ไปตามร่องรอยของคลื่นความโน้มถ่วงมีโอกาสที่มันจะช่วยให้เราข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปได้
มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่เป็นพื้นฐานที่ทำให้เรามาเป็นเราอยู่ในทุกวันนี้ เราไม่ได้เป็นมนุษย์ถ้ำ ออกล่าสัตว์ใส่ท้องยามหิวเหมือนชีวิตเมื่อดึกดำบรรพ์ พร้อมๆ กับคำถามเก่าแก่ยาวนานดั้งเดิมที่ว่า เรามาจากไหน และเราจะไปไหนที่ไม่เคยหายไปไหน ความรู้ใหม่ๆ ที่ค้นพบพาเรามายังจุดนี้ และมันก็จะพาเราต่อไปอีกในอนาคตไม่จบไม่สิ้น
เหมือนทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ก็ไม่ได้ให้อะไรกับโลกในวันที่ประกาศมันออกมา แต่ผลพวงของมันนับจากนั้นงอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ มีผลต่อชีวิตประจำวันของเรา โดยที่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้อยู่ดี

