”เอเซอร์“ เส้นทางความยั่งยืน ร่วมสร้างโลกสีเขียว
เอเซอร์ เป็นแบรนด์ที่รู้จักกันดีว่า เป็นหนึ่งในแบรนด์ของคอมพิวเตอร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานาน
แต่มีใครรู้หรือไม่ว่า เอเซอร์นั้น เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน ที่หมายถึงต้นไม้ใหญ่ นั่นก็น่าจะพอบอกได้ว่า เอเซอร์ มีรากฐานของการตระหนักถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด
ตอนนี้ เอเซอร์ เริ่มรุกเข้าไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกมากขึ้น และมีเป้าหมายชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
นายนิธิพัทธ์ ประวิณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ได้บอกเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับการรุกเข้าไปในเรื่องของความยั่งยืน ที่มากขึ้นของเอเซอร์ โดยบอกว่า เรื่องของความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องของซีเอสอาร์ เหมือนที่ผ่านๆมา แต่เป็นสิ่งที่จะต้องเติบโตไปกับมันให้ได้
ซึ่งเอเซอร์ ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน กำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้ 3 แนวทางคือ Climate Change , Circular Economy และ Social Impact
โดยในส่วนของเป้าหมายแรก Climate Change คือการมุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มีการใช้พลังงานน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2025 โดยเทียบกับปี 2016 และเอเซอร์ ยังได้มีส่วนร่วมในการผลักดันให้ซัพพลายเออร์ มุ่งมั่นในการปฏิบัติตาม RE100 และ SBT เพื่อช่วยลดคาร์บอนด้วย
โดยมีการพูดคุยกับโรงงานที่ผลิตเครื่องให้ เรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากทำได้ ก็อยู่ด้วยกันต่อ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปโรงงานอื่น
เป้าหมายที่สอง Circular economy คือการเพิ่มการนำพลาสติก PCR 20-30 เปอร์เซ็นต์ มาใช้ในสินค้ากลุ่มต่างๆของเอเซอร์ ทั้งคอมพิวเตอร์ จอแสดงผล โปรเจคเตอร์ และอื่นๆ โดยเอเซอร์เอง มีโน้ตบุ๊กที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลออกมา เป็นรุ่น แอสไปร์ เวโร่ ซึ่งแม้ว่าปริมาณการขายจะไม่มาก หากแต่ประเทศไทย เป็นประเทศที่มียอดขายสูงที่สุดในโกล โดยตัวเวโร่นี้ จะทำจากวัสดุรีไซเคิล เกือบหมด ได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แพคเกจจิ้ง ก็เป็นรีไซเคิล หมึกที่พิมพ์ ก็มาจาก ซอยอิงค์ กล่องสามารถเอาไปใช้งานอย่างอื่นได้ต่อ
ซึ่งนี่ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของวิธีคิดใหม่
แม้ว่า ต้นทุนของโน้ตบุ๊ก แอสไปร์ เวโร่ จะสูงกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไปในสเปคเดียวกัน หากแต่ทางเอเซอร์ก็พยายามแบกรับต้นทุนดังกล่าวเอาไว้ เพื่อกดราคาไม่ให้สูงกว่ามากนัก เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่เห็นคุณค่าของการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้
นอกเหนือไปจากโน้ตบุ๊ก เอเซอร์ ก็ยังจะมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่รักษ์โลกออกมา ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เครื่องฟอกอากาศ โปรเจ็กเตอร์ ไวไฟเราเตอร์ ที่จะมีขึ้นภายใต้ซับแบรนด์ เวโร่ (vero)
นอกจากนี้ บูธต่างๆที่ตั้งเครื่องของเอเซอร์ ก็เริ่มทยอยเปลี่ยนไปใช้บูธที่ทำจากกล่องนมที่ใช้แล้ว โดยจะทยอยเปลี่ยให้สำหรับบูธเก่าที่เริ่มเสีย และใช้การไม่ได้แล้ว ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เอเซอร์ต้องการสื่อถึงคนทั่วไปให้ได้รับรุ้ถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมของเอเซอร์
นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องการทำถุงผ้า หรือเสื้อผ้าของพนักงาน ก็ทำจากวัสดุรีไซเคิล เป็นขวด 8 ขวด
ซึ่งนายนิธิพัทธ์มองว่า เรื่องพวกนี้ เป็นวิธีการสื่อสารที่เป็นรูปธรรม และทำให้เกิดเอ็นเกจเมนต์ คนจะสนใจกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากขึ้น
หรือแม้แต่ถ้วยรางวัลที่แจกให้ดีลเลอร์ทุกปี ก็หันมาใช้ฝา ที่เอามาหลอมรวมกลายเป็นถ้วยรางวัล
และสุดท้าย Social Impact ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะหากทำออกไป แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง คนนอก ไม่รู้เรื่อง เรื่องก็ไม่เกิด จึงเกิดเป้น สามโครงการขึ้นมา
โครงการแรก ถูกทิ้ง ทิ้งถูก คือรับเครื่องที่ไม่ใช้แล้ว เอามาเพื่อนำไปกำจัดให้ถูกวิธี
โครงการที่สอง เหลือขอ : ขอที่เหลือ เพื่อแบ่งปัน ร่วมกับทางมูลนิธินกขมิ้น เป็นการรียูส เพราะขยะของเรา อาจจะมีประโยชน์คนอื่นนำไปใช้ได้
และสุดท้าย โครงการทอใหม่ (จาก) เส้นใย ขวดเก่า คือการปลูกจิตสำนึกเรื่องการคัดแยกขยะ เพื่อนำไปรีไซเคิล เป็นเส้นใยพลาสติกและผลิตเป็นผ้าไตรจีวรสำหรับพระสงศ์
นายนิธิพัทธ์ มองว่า เรื่องของความยั่งยืน คงไม่ใช่เรื่องของการยึดติดกับโปรดักต์ตัวใดตัวหนึ่ง และการยั่งยืน ก็ไม่ใช่แค่โลกยั่งยืน แต่ต้องหมายถึงบริษัทที่ยั่งยืนด้วย จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ เวโร่ ขึ้นมา
และที่สำคัญ ก็เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้โลกของเรายั่งยืน

