‘ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์’ กับการนำซอฟต์แวร์ แก้ปัญหารับสมัครครู
การศึกษา ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาประเทศ หากแต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังมีเด็กบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้เหมือนกับคนทั่วไป
นายวิชิตพล ผลโภค (ตะ) ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารมูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach For Thailand) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีเด็กมากมายที่มีศักยภาพ แต่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือได้รับการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน เด็กส่วนใหญ่มีคะแนนการเรียนรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน อันเป็นผลจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกันทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ สภาพแวดล้อมในการเรียน ไปจนถึงนโยบายทางการศึกษา ทั้งที่จริงๆ ในตัวเด็กทุกคนนั้นพัฒนาได้ และมีศักยภาพในการเติบโตไร้ขีดจำกัด เราจึงเชื่อเสมอว่าเด็กๆ ทุกคนเป็นได้มากกว่านั้น
“ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสทางการศึกษาดี ได้ไปเรียนที่ประเทศอเมริกา และพอใกล้จบ อาจารย์ก็ถามเพื่อนในห้องว่าอยากทำอะไร เพื่อนส่วนมากบอกว่าอยากไปทำงานกับ ทีช ฟอร์ อเมริกา แต่ผมสมัครไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นคนอเมริกัน”

ในปี 2009 จึงเริ่มอยากก่อตั้ง ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ซึ่งเราต้องใช้เวลาอีก 4 ปี เพื่อก่อตั้งและเปิดตัวเป็นครั้งแรก ในปี 2013 จนถึงตอนนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ที่เราได้ผลิตคนมากมายที่สร้างอิทธิพลต่อวงการการศึกษา ทั้งหมดเริ่มขึ้นจากดีเอ็นเอขององค์กรที่ “เชื่อมั่นในความเป็นไปได้” เราเชื่อมั่นในคน และการให้เครื่องมือกับคน เพื่อให้เขาสามารถแก้ปัญหาอันซับซ้อนในบริบทของการศึกษาไทยได้
นายวิชิตพล กล่าวว่า ต้นตอปัญหาการศึกษาของประเทศไทยนั้นมีความซับซ้อนอย่างมาก เราจึงมองว่าการแก้ปัญหาการศึกษาไทยต้องอาศัย “ผู้นำ” เราเชื่อว่าโครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นโครงการหลักของเรานั้น จะสามารถสร้างภาวะความเป็นผู้นำให้แก่ผู้ร่วมโครงการได้ โดยเราจะสรรหาและคัดเลือกผู้สมัครจากหลากหลายพื้นเพเพื่อเข้ามาสอนในโรงเรียนที่มีบริบทท้าทาย เป็นเวลา 2 ปี ผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือ “ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง” จะทำงานร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในชุมชนเพื่อมอบการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กนักเรียน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถกำหนดอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและคนรอบข้าง

นอกจากนี้ในระยะเวลา 2 ปีของการเข้าร่วมโครงการครูผู้นำฯ ก็จะได้ประสบการณ์ที่จะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเป็นผู้นำต่อไป หลังจากจบโครงการฯ พวกเขาจะเป็นศิษย์เก่าที่เข้าไปทำงานในหลากหลายสาขาวิชาชีพ และสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น เราเข้าถึง 102 โรงเรียน ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย เรามีครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง 438 คน ซึ่งสอนนักเรียนไปทั้งหมดรวม 114,155 คน
นักเรียนของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ปฏิบัติงานอยู่ในปัจจุบันมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 29% ในภาคการศึกษาที่เพิ่งจบไป (เทอม 2 ปี 2565) และ 90% ของผู้อำนวยการโรงเรียนที่ทำงานกับเราแนะนำโรงเรียนอื่นว่าควรทำงานร่วมกับเรา เรามีศิษย์เก่าหลายคนที่สร้าง Impact ให้กับการศึกษาไทยตลอด 10 ปีที่มา อย่างเช่น ยีราฟรุ่น 1 ที่จริงๆ จบวิศวะจุฬา แต่พอมาเป็นครูผู้นำฯ 2 ปีก็สนใจพัฒนาการศึกษาจนเปิดมูลนิธิเพื่อการศึกษาของ ตัวเอง ชื่อ Saturday School
เรามีเมี่ยวรุ่น 2 คนนี้จบเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ พอมาเป็นครูผู้นำฯแล้ว เอาความเข้าใจในปัญหาการศึกษาและพัฒนาการของตัวเธอเองที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการนั้น ไปสอบชิงทุนอนันทมหิดลในระดับปริญญาโทและการทำวิจัยในระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่องคะแนน O-NET และ PISA ตอนนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ศึกษา (Education Economist) อยู่

ปัจจุบันเรามีศิษย์เก่าซึ่งจบโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง 251 คน โดยกว่า 50% ยังคงสานต่องานการศึกษาผ่านงานภาคนโยบาย นวัตกรรมการศึกษา และผู้นำในระดับโรงเรียน โดยในปี 2566 มีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์จากการทำงานของศิษย์เก่า กว่า107,000 คน
อย่างไรก็ตาม ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นในบางเรื่อง โดยทั่วไปแล้ว การรับสมัครครู ผู้สมัครก็จะส่ง resume ไป และมีการสัมภาษณ์ แต่การสมัครและคัดเลือกครูของ Teach For Thailand นั้น มีความยากและมีขั้นตอนซับซ้อนกว่ามาก อีกทั้งจำนวนผู้สมัครในแต่ละปีก็มีจำนวนมาก ก่อนหน้านี้มูลนิธิฯ ใช้ซอฟต์แวร์ของบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กับเซลแล้วมาปรับใช้ในการรับสมัคร แต่ผู้สมัคร ก็ยังพบว่าขั้นตอนมีความยุ่งยาก ใช้เวลา และยากที่จะเข้าใจ ในส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เอง ก็มีข้อจำกัดเพราะทำงานได้แค่ทีละคน เนื่องจากมีเพียง user เดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญ
เนื่องจากเราเป็นองค์กรเล็ก เราไม่สามารถเปลี่ยนการทำงานของซอฟต์แวร์ที่เราใช้ ให้ได้ตามความต้องการทั้งหมด ถ้าจะทำซอฟต์แวร์ตามแบบที่เราต้องการ ก็มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และต้องรื้อระบบต่างๆ ตามขั้นตอนการทำซอฟต์แวร์ และถึงแม้เราจะจ่ายเงินได้ แต่ในฐานะ NGO เราไม่ได้มีเงินจำนวนมากมาลงทุนในการวางระบบ เพราะเรานำเงินส่วนใหญ่ที่ได้มาทั้งหมดไปมุ่งเน้นกับการให้เงินเดือนแก่คุณครูเพื่อทำงานต่อไป
กระทั่ง เมื่อปี 2565 Thoughtworks ได้เริ่มพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับมูลนิธิฯ เพื่อใช้รับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการครูผู้นำฯ โดยพิจารณาจากอุปสรรค ข้อติดขัดในการใช้งานของเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ และผู้สมัครที่ต้องทำขั้นตอนต่างๆ ทางออนไลน์ การได้ซอฟท์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ จึงตอบโจทย์การใช้งานของมูลนิธิฯ ได้เป็นอย่างดี เพราะช่วยให้บุคลากรของมูลนิธิฯ และผู้สมัครรับมือกับกระบวนการที่มีความยากและซับซ้อนได้ ขั้นตอนต่างๆ มีความสะดวกรวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของบุคลากร และยังได้ผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังลดโอกาสในการสูญเสียผู้สมัครที่มีคุณสมบัติไป เพราะเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้สมัครติดปัญหาในเรื่องใด เจ้าหน้าที่ก็จะติดต่อและช่วยเหลือผู้สมัครได้ทันที การได้ครูผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและศักยภาพอย่างแท้จริงตามที่มูลนิธิต้องการ ก็จะส่งผลดีต่อนักเรียนเป็นจำนวนมาก
สำหรับผู้สมัครเอง นอกจากขั้นตอนการสมัครที่เข้าใจง่าย ใช้งานสะดวก ก็ยังรู้ว่าการสมัครอยู่ในขั้นตอนใด และมีการแจ้งเตือนวัน เวลาที่ผู้สมัครจะต้องเข้าร่วมปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ เช่น การเข้าสอบ
นายธนพล ไกรลาศรัตนศิริ Asia Pacific Diversity, Equity and Inclusion Lead ของบริษัท Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก กล่าวว่า เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา Thoughtworks ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับมูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ เพื่อใช้ในการรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า bubble ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบ no-code ที่ใช้งานง่าย และผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านวิศวกรรม หรือการเขียนโปรแกรม และยังช่วยให้มูลนิธิฯ ทำการพิจารณาใบสมัครได้รวดเร็วมากขึ้น เพราะขั้นตอนทั้งหมดที่เคยอยู่ในหลากหลายแพลตฟอร์ม ได้ถูกมารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียวคือ bubble และเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น มูลนิธิฯ จึงสามารถรับใบสมัครได้มากขึ้นกว่าเดิม
ใบสมัครที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ยังเป็นผลมาการสมัครทางออนไลน์ ที่ทำได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น ผู้สมัครสามารถกรอกข้อมูลและตอบคำถามต่างๆ ได้ทางออนไลน์เลยทันที และจะมีตัวเลขแสดงให้เห็นตลอดเวลาว่าผู้สมัครได้ทำตามขั้นตอนเสร็จไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ โดยระบบจะบันทึกข้อมูลให้แบบอัตโนมัติไปเรื่อยๆ ผู้สมัครยังสามารถล็อคอินเข้าในระบบเพื่อดูสถานะใบสมัครของตนได้ทุกขั้นตอน ซึ่งแสดงให้เห็นอยู่ในหน้าเดียวกัน และหากผู้สมัครสามารถผ่านจากขั้นตอนหนึ่ง ไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้ ระบบก็จะทำการแจ้งเตือนอัตโนมัติ
ในการออกแบบแพลตฟอร์มใหม่นี้ ยังทำให้มูลนิธิฯ สามารถเห็นใบสมัครของผู้สมัครทุกคน รวมทั้งผู้ที่ยังทำไม่เสร็จสิ้นตามขั้นตอนและล็อคเอ้าท์ออกจากระบบไป ซึ่งมูลนิธิๆ ก็จะติดต่อไปยังผู้สมัคร เพื่อสอบถามถึงข้อติดขัดหรือหากมีข้อสงสัยใดๆ เพื่อช่วยเหลือและให้คำแนะนำจนผู้สมัครสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปจนเสร็จสิ้น จึงช่วยลดการสูญเสียผู้สมัครที่มีศักยภาพได้
นายวิชิตพล กล่าวด้วยว่า หลังจากได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ Thoughtworks เข้ามาช่วยพัฒนาให้ ก็ทำให้ได้ผู้สมัครมากขึ้น โดยใช้บุคลากรในการรับสมัครเท่าเดิม และได้จำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกมากขึ้นจาก 90 คน ในปีที่แล้วเป็น 147 คนในปี 2566 นี้ เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมและทดลองสอนต่อไป

