ซิลลิค ฟาร์มา ชูศักยภาพผู้นำด้านนวัตกรรมโลจิสติกส์เภสัชภัณฑ์ ร่วมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยเฮลท์แคร์โซลูชันที่ยั่งยืน
ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ซับซ้อนมากขึ้น หนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุดคือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน หรือโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โดยมีโรคอ้วนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอยู่เบื้องหลัง ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 8.5 ล้านรายต่อปี ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสำหรับประเทศไทย โรค NCDs คร่าชีวิตประชาชนเกือบ 400,000 รายต่อปี พร้อมภาระทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท หรือราว 9.7% ของ GDP
“ซิลลิค ฟาร์มา ไม่ได้มองประเทศไทยเป็นเพียงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ แต่เรายืนเคียงข้างประเทศไทยเพื่อร่วมขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขอย่างยั่งยืน ตั้งแต่นวัตกรรมซัพพลายเชน ไปจนถึงการสนับสนุนพันธมิตรด้านสาธารณสุขในท้องถิ่น ตอกย้ำถึงพันธกิจหลักของซิลลิค ฟาร์มาในการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง” จอห์น เกรแฮม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา กล่าว
แก้โจทย์ NCDs ด้วยนวัตกรรมการรักษา
ซิลลิค ฟาร์มา มุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าผู้ให้บริการด้านการกระจายสินค้า แต่คือโซลูชันด้านการดูแลสุขภาพครบวงจรตลอด 75 ปีที่ผ่านมาของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยมีบทบาทสำคัญในการเป็นห่วงโซ่อุปทานเชื่อมต่อนวัตกรรมการรักษาเข้าถึงผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นยาในด้านเบาหวาน มะเร็ง ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพกระดูก
หนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญคือ นวัตกรรมยาที่มีสารออกฤทธิ์ Tirzepatide (เทอเซพาไทด์) แสดงผลลัพธ์ชัดเจนในการควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อช่วยผู้ป่วยโรคอ้วนและเบาหวานควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ซิลลิค ฟาร์มายังขับเคลื่อน Patient Access Program ที่ช่วยลดต้นทุนยารักษามะเร็งลงได้ถึง 70% ทำให้ผู้ป่วยมากกว่า 12,500 รายเข้าถึงการรักษา
นอกจากนั้นบริษัทยังคงมุ่งมั่นขยายความร่วมมือกับโรงพยาบาลและคลินิกในชนบท เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดในราคาที่เหมาะสม อันจะช่วยลดภาระการเข้ารักษาในโรงพยาบาลอีกทั้งยังสร้างพันธมิตรระยะยาวกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติและองค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น Action4Diabetes (A4D) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของการรักษาเด็กและเยาวชนที่ป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 โดยซิลลิค ฟาร์มามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์และเครือข่ายการกระจายยาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 เป็นต้นมา
นวัตกรรมดิจิทัลและซัพพลายเชนยั่งยืน
ความท้าทายของการรักษา NCDs ไม่ได้อยู่ที่การรักษาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการสร้างระบบโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ด้านสาธารณสุข ที่แม่นยำ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซิลลิค ฟาร์มาได้นำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น eZRx+ แพลตฟอร์ม B2B e-commerce ที่ช่วยให้สถานพยาบาลสั่งซื้อยาได้อย่างโปร่งใส พร้อมเปรียบเทียบราคาแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน eZRx+ ยังช่วยลดปัญหาการสต็อกเกินความจำเป็นและการขาดสต็อกผ่านกระบวนการเติมสินค้าใหม่ตามความต้องการจริงลดต้นทุนการถือครองสินค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของ ห่วงโซ่อุปทานด้าน
สาธารณสุข รวมถึง eZCooler บรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิที่นำกลับมาใช้ซ้ำและรีไซเคิลได้ รักษาคุณภาพยา เพื่อลดขยะและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการจัดส่ง
ที่สำคัญ บริษัทได้ลงทุนกว่า 130 ล้านบาท ขยายศูนย์กระจายสินค้าในสมุทรปราการ พร้อมติดตั้งระบบจัดเก็บและแช่แข็งชีววัตถุ วัคซีน และยาชนิดพิเศษต่างๆ ที่ต้องการมาตรฐานสูง และเพิ่มระบบ IoT monitoring ระบบควบคุมอุณหภูมิที่มีความแม่นยำสูงเพื่อติดตามอุณหภูมิแบบเรียลไทม์
ความยั่งยืนคือหัวใจของการก้าวสู่เฮลท์แคร์สีเขียว
ซิลลิค ฟาร์มา นิยามความยั่งยืนเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ ปัจจุบันบริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม) ลงกว่า 42% ตั้งแต่ปี 2021 (พ.ศ. 2564) และตั้งเป้าสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) นอกจากนี้ยังดำเนินการลด Scope 3 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ในโซ่อุปทาน) ด้วยการติดตามและตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดต้นน้ำยันปลายน้ำ
ในประเทศไทย บริษัทได้แทรกแนวคิดความยั่งยืนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบละลายน้ำแข็งอัจฉริยะอัตโนมัติ การใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EVs) การเสริมฉนวนรถห้องเย็นเพื่อลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% รวมถึงระบบ Transport Management System (TMS) ที่ช่วยวางแผนเส้นทาง การโหลดสินค้า และรวมคำสั่งซื้อเพื่อใช้รถขนส่งให้น้อยที่สุดแต่ส่งมอบได้มากที่สุด
เอเชียในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพ
ภาคสาธารณสุขทั่วโลกปล่อยคาร์บอนสูงถึง 5% ของปริมาณคาร์บอนทั้งหมด ซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมการบินและขนส่งรวมกัน โดยจำนวนนั้น ภูมิภาคเอเชียปล่อยคาร์บอนพุ่งสูงถึง 30% แต่ขณะเดียวกัน เอเชียแปซิฟิก รวมถึงไทย ก็กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้านสุขภาพของโลก โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านสุขภาพกว่า 20% ของโลกภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573)
“ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราคาดว่าดิจิทัลโซลูชันและความยั่งยืนจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับระบบสาธารณสุขในไทยและทั่วโลก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวต่อวิกฤตด้านสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที เราประเมินนวัตกรรมควบคู่ไปกับการกำกับดูแลความโปร่งใส และนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดถูกนำมาใช้ในวงกว้าง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและคุณภาพเป็นหลัก” จอห์น เกรแฮม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา กล่าวส่งท้าย

