ส่องแนวโน้มเทคโนโลยีปี’69 กับก้าวต่อไปของ AI
10 แนวโน้มเทคโนโลยี ที่จะพลิกโฉมธุรกิจในปี 2026
ธนชาติ นุ่มนนท์
วิวัฒนาการของ Generative AI ในช่วงปีที่ผ่านมาได้สร้างปรากฏการณ์การใช้งานอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นปัจจัยในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ระบบ AI จะยกระดับจากการเป็นเพียงเครื่องมือตอบโต้ (Reactive Tools) ไปสู่ระบบที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเองอย่าง Agentic AI การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ นำมาซึ่งความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG) ที่ต้องวัดผลได้จริง โดยมี 10 แนวโน้มสำคัญดังนี้ :
1.Agentic AI & Autonomous Agents : แนวโน้มของ AI ที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยคำสั่งที่เราเรียกว่า Prompt ไปสู่ ระบบตัวแทน (Agentic AI) ที่รับวัตถุประสงค์หลัก วางแผนกลยุทธ์ และดำเนินการข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างอิสระ เช่น การจองตั๋วเครื่องบินและที่พักตามงบประมาณอัตโนมัติ หรือในภาคธุรกิจที่ทำหน้าที่เสมือนเลขานุการอัจฉริยะคัดกรองอีเมล์และวิเคราะห์เอกสาร ช่วยลดภาระงานบริหารจัดการมหาศาล
2.Multimodal & Domain Specific AI : เทคโนโลยี AI กำลังก้าวข้ามข้อจำกัดของการประมวลผลเพียงรูปแบบเดียว เช่น โมเดลการประมวลผลเฉพาะข้อความขนาดใหญ่ (LLM) ไปสู่ความสามารถแบบ
พหุรูปแบบ (Multimodal) ที่สามารถบูรณาการประมวลผลข้อมูลที่เป็นภาพ เสียง ข้อความ และวิดีโอ เข้าด้วยกัน นอกจากนี้องค์กรจะมุ่งพัฒนา AI เฉพาะทาง (Domain Specific AI) โดยใช้ข้อมูลภายในที่มีความจำเพาะเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนและลดค่าใช้จ่ายด้าน Server ขนาดใหญ่
3.Democratization of AI Tools : เครื่องมือ AI จะช่วยลดกำแพงกั้นทักษะการทำงานในด้านต่างๆ ที่แต่ก่อนต้องมีผู้มีทักษะในด้านนั้นๆ มาทำงาน เช่น การเข้ามาของเครื่องมือ AI ประเภท Low code และ No code ซึ่งเอื้อให้ผู้ใช้งานที่ไม่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้โซลูชั่น AI ได้ด้วยตนเอง หรือเครื่องมือในการสร้างภาพหรือวิดีโอก็ทำให้ทุกคนสามารถมาใช้ได้โดยไม่ต้องมีทักษะเฉพาะด้านแบบเดิม
4.AI Augmented Workforce : แนวคิดเรื่องการเข้ามาแทนที่มนุษย์ของ AI จะถูกแทนที่ด้วยแนวคิด การทำงานร่วมกัน (Collaboration) ในฐานะ ผู้ช่วยนักบิน (Co-pilot) เทคโนโลยีจะเข้ามารับผิดชอบภาระงานที่ซ้ำซ้อนและต้องใช้เวลามาก อาทิ การสรุปรายงานการประชุม หรือการจัดเตรียมเอกสารนำเสนอ การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้บุคลากรสามารถทุ่มเททรัพยากรเวลาและสมองไปกับงานที่ต้องอาศัยทักษะความเป็นมนุษย์ (Soft Skills)
5.Ethical AI & Governance : เมื่อ AI มีบทบาทตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การพิจารณาสินเชื่อ ประเด็นจริยธรรมจะถูกยกระดับสู่โครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน องค์กรต้องจัดตั้ง คณะกรรมการจริยธรรม AI เพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และขจัดความลำเอียงของอัลกอริทึม
6.From Detection to Preemptive Defense : แนวคิดการรอให้ระบบแจ้งเตือนแล้วจึงค่อยเข้าไประงับเหตุ กำลังจะกลายเป็นแนวทางที่ล้าสมัยและไม่เพียงพอต่อความเร็วของภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ องค์กรชั้นนำจะเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล Preemptive Cybersecurity ซึ่งเป็นการใช้ AI ในการพยากรณ์จุดโจมตีล่วงหน้า และปรับเปลี่ยนโครงสร้างความปลอดภัยเพื่อปิดกั้นเส้นทางการโจมตี
7.The Weaponization of AI : อาชญากรไซเบอร์จะใช้ AI เป็นระบบปฏิบัติการหลัก สร้างมัลแวร์จำแลงร่างที่เขียนรหัสตัวเองใหม่ได้ตลอดเวลา รวมถึงการทำ Deepfake ที่หลอกลวงแบบเรียลไทม์ และ Ransomware ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติทุกขั้นตอนจนกลายเป็นภัยคุกคามระดับชาติ
8.GenAI at Scale & Content Authenticity : ปัญหา Deepfake จะกลายเป็นวิกฤตระดับองค์กรและอธิปไตยชาติ องค์กรกว่า 30% จะเลิกใช้การสแกนใบหน้าหรือเสียงแบบเดิมเพื่อยืนยันตัวตน และจะมีการใช้ ลายน้ำดิจิทัล ตามมาตรฐาน C2PA เพื่อตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างแพร่หลาย
9.The Green AI Paradox : ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center จะพุ่งสูงขึ้นจนเท่ากับประเทศขนาดใหญ่ องค์กรจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีความยั่งยืน ปรับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์เพื่อลดพลังงาน และอาจลงทุนในแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก
10.The Era of Auditable ESG : ข้อมูลด้านความยั่งยืนจะถูกยกระดับเทียบเท่าข้อมูลทางการเงินที่ต้องผ่านการตรวจสอบเข้มข้น การจัดการคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) จะถูกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นการลดคาร์บอนจริงมากกว่าการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย
โดยสรุป ปี 2026 AI จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่หลอมรวมกับทุกมิติของสังคม ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับการบริหารสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนบนรากฐานของความเชื่อมั่นดิจิทัล
เทคโนโลยีในยุคพายุถาวร
ปฐม อินทโรดม
กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

หากมีคำที่อธิบายโลกเทคโนโลยีในปีหน้าได้ชัดที่สุด คำนั้นอาจไม่ใช่เรื่องของนวัตกรรมล้ำโลกแต่มันคือภาวะ ฤดูพายุถาวร ที่บอกว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความผันผวน ความไม่แน่นอน และแรงกระแทกจากเทคโนโลยีเกิดขึ้นต่อเนื่องราวกับต้องแล่นเรือฝ่าพายุอยู่ตลอดเวลา ไม่มีช่วง คลื่นลมสงบ แบบในอดีตอีกแล้ว เพราะเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และสร้างความเสี่ยงใหม่แทบทุกวัน
รายงานจากสำนักวิจัยระดับโลกทุกสำนักชี้ตรงกันว่า องค์กรและประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่คาดการณ์อนาคตได้แม่นที่สุดแต่คือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดในภาวะที่อนาคตไม่เคยนิ่ง เทรนด์เทคโนโลยีปีหน้าจึงต้องมองผ่านเลนส์ของโลกที่พายุไม่เคยหยุด โดยเฉพาะใน 3 ด้านสำคัญ
1.AI จากคลื่นลูกใหญ่ สู่เครื่องมือประจำเรือ
โลกกำลังเคลื่อนจากกระแส Generative AI Hype ไปสู่ยุคที่เรียกว่า Operationalized AI คือ AI ที่ฝังตัวอยู่ในกระบวนการทำงานจริงไม่ใช่ของโชว์ศักยภาพ สำหรับประเทศไทย นี่คือจังหวะที่เหมาะสม เพราะเราไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดลระดับโลก แต่ต้องสร้าง AI ที่ติดดิน และรับมือพายุได้จริง
ตัวอย่างเช่น AI ช่วยจัดการเอกสารและงานธุรการในภาครัฐ AI วิเคราะห์เวชระเบียนเบื้องต้นในโรงพยาบาลภูมิภาค AI Demand Forecasting สำหรับ SME หรือ Chatbot ภาษาไทยที่เข้าใจบริบทท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้อาจไม่หวือหวา แต่ช่วยเพิ่ม Productivity และความยืดหยุ่นให้ระบบในวันที่สถานการณ์เปลี่ยนเร็วเกินคาด
McKinsey ระบุชัดว่าองค์กรที่ได้ประโยชน์จาก AI สูงสุด ไม่ใช่องค์กรที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่คือองค์กรที่ผูก AI เข้ากับ Workflow และการตัดสินใจจริงได้ดีที่สุด เพราะในโลกที่พายุมาไม่หยุด AI ไม่ใช่ใบเรือผืนใหญ่ แต่คือเครื่องยนต์เสริมที่ช่วยให้เรือยังคุมทิศทางได้
2.Cyber Security พายุที่มุ่งโจมตีหัวใจสำคัญคือ คน
ในยุคฤดูพายุถาวร ภัยไซเบอร์ไม่ได้มาเป็นคลื่นใหญ่ให้เห็นชัด แต่เป็นฝนซัดแรงที่เข้ามาทุกวัน WEF เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Human-Layer Vulnerability หรือช่องโหว่ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ แต่ฝังอยู่ในพฤติกรรมมนุษย์
การโจมตีแบบ Social Engineering, Phishing-as-a-Service และ Scam Ecosystem จะยิ่งมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางทางดิจิทัล เช่น ผู้สูงอายุ ร้านค้าปลีกขนาดกลาง หรือพนักงานระดับปฏิบัติการที่เข้าใจเทคโนโลยีต่ำ แต่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลหรือกระบวนการสำคัญ ความเสียหายจาก คลิกเดียว อาจลุกลามเป็นความเสียหายระดับองค์กรหรือทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ
Cyber Security ในปีหน้า จึงต้องเปลี่ยนจาก Technology-Centric ไปสู่ Human-Centric Security ตั้งแต่ Zero Trust, Identity-First Security ไปจนถึงการอบรมเชิงพฤติกรรม เพราะในโลกที่พายุไม่หยุด ระบบแข็งแรงแค่ไหนก็ไร้ค่า หากลูกเรือยังไม่รู้วิธีเอาตัวรอด
3.ความยั่งยืน ด้วยพายุพลังงานจาก AI และ Data
โจทย์ที่หนักที่สุดในฤดูพายุถาวรคือความยั่งยืน เพราะ AI และ Data เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานสูงโดยธรรมชาติ ศูนย์ข้อมูลและการประมวลผล AI กำลังกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ระดับเดียวกับประเทศขนาดกลาง นี่ไม่ใช่ประเด็น ESG เชิงภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงเชิงต้นทุนและความมั่นคงของคนทั้งโลก
แนวคิดอย่าง Green AI, Sustainable Compute และ Energy-Aware Architecture จึงเกิดขึ้นเพื่อรับมือพายุพลังงานเหล่านี้ สำหรับประเทศไทย คำถามไม่ใช่ว่า จะใช้ AI หรือไม่ แต่คือ จะใช้ AI อย่างไรในโลกที่ไฟแพง ทรัพยากรจำกัด และการแข่งขันรุนแรง การเลือก Use Case ที่คุ้มค่า การออกแบบระบบที่ประหยัดพลังงาน และการผสานพลังงานหมุนเวียน จะกลายเป็นความสามารถเชิง
กลยุทธ์ ไม่ใช่ทางเลือกเสริม
ท้ายที่สุด โลกเทคโนโลยีปีหน้าไม่ได้มุ่งสู่วันที่ฟ้าใส แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ในฤดูพายุถาวรอย่างมีสติ AI ต้องใช้งานได้จริง Cyber Security ต้องเข้าใจมนุษย์ และความยั่งยืนต้องคิดทั้งระบบ ประเทศและองค์กรที่ไปต่อได้ คือผู้ที่ยอมรับความจริงว่าพายุจะไม่หยุด และเตรียมเรือให้พร้อมรับคลื่นลูกถัดไปเสมอ
เจาะลึก 3 ทิศทางไซเบอร์ 2026 : AI-อำนาจอธิปไตยข้อมูล-Quantum
ศุภกร กังพิศดาร
ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต
การก้าวเข้าสู่ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการดิจิทัล เมื่อภัยคุกคามไม่ได้มาในรูปแบบเดิมอีกต่อไป จากข้อมูลเชิงลึกของผู้เชี่ยวชาญ
เราสามารถสรุป 3 ความเปลี่ยนแปลงหลักที่จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของความมั่นคงปลอดภัยดังนี้ครับ
1.ยุคสมัยของ AI ในฐานะ ความจำเป็นพื้นฐาน (The Absolute Must)
ในปี 2026 เราจะก้าวข้ามความตื่นเต้นในตัว AI ไปสู่การใช้งานจริงในทุกภาคส่วนของระบบรักษาความปลอดภัย AI จะไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ ต้องมี เนื่องจากความเสี่ยงทางธุรกิจมีความไวสูงมาก เช่น ในธุรกิจธนาคารที่ระบบล่มเพียงไม่กี่นาทีในช่วงเวลาสำคัญก็สามารถสร้างความเสียหายมหาศาลได้
ประโยชน์ที่ชัดเจนของ AI ในยุคนี้คือ :
– การเชื่อมโยงภาพรวม : AI สามารถนำข้อมูลคุกคามที่กระจัดกระจายมาผูกความสัมพันธ์กัน เพื่อให้เห็น ภาพใหญ่ ของการโจมตีที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว
– การจัดการระบบแบบอัจฉริยะ : ตั้งแต่การช่วยออกแบบเครือข่าย ไปจนถึงการทำ Troubleshooting เพื่อระบุจุดที่ระบบขัดข้องได้อย่างแม่นยำ ลดความผิดพลาดจากการตั้งค่าโดยมนุษย์
– ฐานข้อมูลอัจฉริยะ : องค์กรระดับโลกอย่าง Fortinet ได้นำ AI ไปฝังไว้ในผลิตภัณฑ์ทุกตัวเพื่อวิเคราะห์ฐานข้อมูลภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในโลกแบบเรียลไทม์
2.การกลับมาของ อำนาจอธิปไตยเหนือข้อมูล (Data Sovereignty)
แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเทรนด์จะเน้นการย้ายทุกอย่างไปบน Cloud ต่างประเทศ แต่ในปี 2026 จะเกิดปรากฏการณ์ Data Go Back Home เนื่องจากองค์กรต่างๆ เริ่มตระหนักว่าการฝากข้อมูลไว้กับผู้ให้บริการที่เราไม่รู้ตำแหน่งที่จัดเก็บแน่ชัดอาจเป็นความเสี่ยง
ทิศทางใหม่ของระบบ Cloud :
– ความต้องการการควบคุม : องค์กรต้องการ Control หรือความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลด้วยตนเองภายในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิดพลาด (Misconfiguration) จนนำไปสู่ข้อมูลรั่วไหล
– มาตรฐานที่สูงขึ้น : แม้จะเก็บข้อมูลในประเทศ แต่ผู้ใช้งานจะคาดหวังระดับความปลอดภัย (Security Level) ที่เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล
– ความปลอดภัยที่ไร้พรมแดน : ความท้าทายคือการทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยและไม่รั่วไหล ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะวางอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใดก็ตาม
3.การเตรียมพร้อมรับแรงกระแทกจาก Quantum
ภัยคุกคามจาก Quantum Security จะขยับเข้ามาใกล้เร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ จากเดิมที่เคยคิดว่าต้องรออีกหลายปี แต่ปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนา Quantum Computer ที่สามารถทำลายการเข้ารหัสแบบเดิมที่มีความยาวคีย์สั้นๆ ได้แล้ว
ความตื่นตัวและการปรับตัว :
– อุตสาหกรรมเป้าหมาย : ภาคการเงินและความมั่นคงในไทยเริ่มเคลื่อนไหวและเตรียมจัดหาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับภัยชนิดนี้แล้ว
– ความซับซ้อนในการแก้ไข : ในขณะที่การเปลี่ยนอุปกรณ์เครือข่ายที่ Gateway ทำได้ง่าย แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือแอพพลิเคชั่นที่ใช้การเข้ารหัสแบบเก่า ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการรื้อโค้ดและเขียนใหม่ทั้งหมด
– เทคโนโลยีป้องกันตัว : ผู้ผลิตอย่าง Fortinet เริ่มนำการเข้ารหัสที่ Quantum ไม่สามารถเจาะได้ใส่ลงไปในระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ (เช่น FortiOS 7.6) เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
สรุปภาพรวม : ปี 2026 คือปีแห่งการแข่งขันด้วยความเร็วและความแม่นยำ โดยมี AI เป็นอาวุธหลัก ในขณะที่เรื่องของ Cloud จะถูกมองความสามารถในการควบคุมข้อมูล (Control) และสุดท้ายคือการเร่งปรับปรุงระบบพื้นฐานเพื่อรับมือกับยุค Quantum ที่กำลังมาถึง

