หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที ส่องแนวโน้มเท...

ส่องแนวโน้มเทคโนโลยีปี’69 กับก้าวต่อไปของ AI

2.01.26 | 11:30 น.
AI

ส่องแนวโน้มเทคโนโลยีปี’69 กับก้าวต่อไปของ AI

10 แนวโน้มเทคโนโลยี ที่จะพลิกโฉมธุรกิจในปี 2026

ธนชาติ นุ่มนนท์

วิวัฒนาการของ Generative AI ในช่วงปีที่ผ่านมาได้สร้างปรากฏการณ์การใช้งานอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นปัจจัยในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ระบบ AI จะยกระดับจากการเป็นเพียงเครื่องมือตอบโต้ (Reactive Tools) ไปสู่ระบบที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเองอย่าง Agentic AI การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ นำมาซึ่งความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG) ที่ต้องวัดผลได้จริง โดยมี 10 แนวโน้มสำคัญดังนี้ :

1.Agentic AI & Autonomous Agents : แนวโน้มของ AI ที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยคำสั่งที่เราเรียกว่า Prompt ไปสู่ ระบบตัวแทนŽ (Agentic AI) ที่รับวัตถุประสงค์หลัก วางแผนกลยุทธ์ และดำเนินการข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างอิสระ เช่น การจองตั๋วเครื่องบินและที่พักตามงบประมาณอัตโนมัติ หรือในภาคธุรกิจที่ทำหน้าที่เสมือนเลขานุการอัจฉริยะคัดกรองอีเมล์และวิเคราะห์เอกสาร ช่วยลดภาระงานบริหารจัดการมหาศาล

2.Multimodal & Domain Specific AI : เทคโนโลยี AI กำลังก้าวข้ามข้อจำกัดของการประมวลผลเพียงรูปแบบเดียว เช่น โมเดลการประมวลผลเฉพาะข้อความขนาดใหญ่ (LLM) ไปสู่ความสามารถแบบ
พหุรูปแบบŽ (Multimodal) ที่สามารถบูรณาการประมวลผลข้อมูลที่เป็นภาพ เสียง ข้อความ และวิดีโอ เข้าด้วยกัน นอกจากนี้องค์กรจะมุ่งพัฒนา AI เฉพาะทางŽ (Domain Specific AI) โดยใช้ข้อมูลภายในที่มีความจำเพาะเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนและลดค่าใช้จ่ายด้าน Server ขนาดใหญ่

3.Democratization of AI Tools : เครื่องมือ AI จะช่วยลดกำแพงกั้นทักษะการทำงานในด้านต่างๆ ที่แต่ก่อนต้องมีผู้มีทักษะในด้านนั้นๆ มาทำงาน เช่น การเข้ามาของเครื่องมือ AI ประเภท Low code และ No code ซึ่งเอื้อให้ผู้ใช้งานที่ไม่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้โซลูชั่น AI ได้ด้วยตนเอง หรือเครื่องมือในการสร้างภาพหรือวิดีโอก็ทำให้ทุกคนสามารถมาใช้ได้โดยไม่ต้องมีทักษะเฉพาะด้านแบบเดิม

Advertisement

4.AI Augmented Workforce : แนวคิดเรื่องการเข้ามาแทนที่มนุษย์ของ AI จะถูกแทนที่ด้วยแนวคิด การทำงานร่วมกันŽ (Collaboration) ในฐานะ ผู้ช่วยนักบินŽ (Co-pilot) เทคโนโลยีจะเข้ามารับผิดชอบภาระงานที่ซ้ำซ้อนและต้องใช้เวลามาก อาทิ การสรุปรายงานการประชุม หรือการจัดเตรียมเอกสารนำเสนอ การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้บุคลากรสามารถทุ่มเททรัพยากรเวลาและสมองไปกับงานที่ต้องอาศัยทักษะความเป็นมนุษย์ (Soft Skills)

5.Ethical AI & Governance : เมื่อ AI มีบทบาทตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การพิจารณาสินเชื่อ ประเด็นจริยธรรมจะถูกยกระดับสู่โครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน องค์กรต้องจัดตั้ง คณะกรรมการจริยธรรม AIŽ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และขจัดความลำเอียงของอัลกอริทึม

6.From Detection to Preemptive Defense : แนวคิดการรอให้ระบบแจ้งเตือนแล้วจึงค่อยเข้าไประงับเหตุ กำลังจะกลายเป็นแนวทางที่ล้าสมัยและไม่เพียงพอต่อความเร็วของภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ องค์กรชั้นนำจะเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล Preemptive CybersecurityŽ ซึ่งเป็นการใช้ AI ในการพยากรณ์จุดโจมตีล่วงหน้า และปรับเปลี่ยนโครงสร้างความปลอดภัยเพื่อปิดกั้นเส้นทางการโจมตี

7.The Weaponization of AI : อาชญากรไซเบอร์จะใช้ AI เป็นระบบปฏิบัติการหลัก สร้างมัลแวร์จำแลงร่างที่เขียนรหัสตัวเองใหม่ได้ตลอดเวลา รวมถึงการทำ Deepfake ที่หลอกลวงแบบเรียลไทม์ และ Ransomware ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติทุกขั้นตอนจนกลายเป็นภัยคุกคามระดับชาติ

8.GenAI at Scale & Content Authenticity : ปัญหา Deepfake จะกลายเป็นวิกฤตระดับองค์กรและอธิปไตยชาติ องค์กรกว่า 30% จะเลิกใช้การสแกนใบหน้าหรือเสียงแบบเดิมเพื่อยืนยันตัวตน และจะมีการใช้ ลายน้ำดิจิทัลŽ ตามมาตรฐาน C2PA เพื่อตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างแพร่หลาย

9.The Green AIž Paradox : ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center จะพุ่งสูงขึ้นจนเท่ากับประเทศขนาดใหญ่ องค์กรจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีความยั่งยืน ปรับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์เพื่อลดพลังงาน และอาจลงทุนในแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก

10.The Era of Auditablež ESG : ข้อมูลด้านความยั่งยืนจะถูกยกระดับเทียบเท่าข้อมูลทางการเงินที่ต้องผ่านการตรวจสอบเข้มข้น การจัดการคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) จะถูกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นการลดคาร์บอนจริงมากกว่าการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย

โดยสรุป ปี 2026 AI จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่หลอมรวมกับทุกมิติของสังคม ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับการบริหารสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนบนรากฐานของความเชื่อมั่นดิจิทัล

 

เทคโนโลยีในยุคพายุถาวร

ปฐม อินทโรดม
กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ปฐม อินทโรดม

หากมีคำที่อธิบายโลกเทคโนโลยีในปีหน้าได้ชัดที่สุด คำนั้นอาจไม่ใช่เรื่องของนวัตกรรมล้ำโลกแต่มันคือภาวะ ฤดูพายุถาวรŽ ที่บอกว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความผันผวน ความไม่แน่นอน และแรงกระแทกจากเทคโนโลยีเกิดขึ้นต่อเนื่องราวกับต้องแล่นเรือฝ่าพายุอยู่ตลอดเวลา ไม่มีช่วง คลื่นลมสงบŽ แบบในอดีตอีกแล้ว เพราะเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และสร้างความเสี่ยงใหม่แทบทุกวัน

รายงานจากสำนักวิจัยระดับโลกทุกสำนักชี้ตรงกันว่า องค์กรและประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่คาดการณ์อนาคตได้แม่นที่สุดแต่คือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดในภาวะที่อนาคตไม่เคยนิ่ง เทรนด์เทคโนโลยีปีหน้าจึงต้องมองผ่านเลนส์ของโลกที่พายุไม่เคยหยุด โดยเฉพาะใน 3 ด้านสำคัญ

1.AI จากคลื่นลูกใหญ่ สู่เครื่องมือประจำเรือ

โลกกำลังเคลื่อนจากกระแส Generative AI Hype ไปสู่ยุคที่เรียกว่า Operationalized AI คือ AI ที่ฝังตัวอยู่ในกระบวนการทำงานจริงไม่ใช่ของโชว์ศักยภาพ สำหรับประเทศไทย นี่คือจังหวะที่เหมาะสม เพราะเราไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดลระดับโลก แต่ต้องสร้าง AI ที่ติดดิน และรับมือพายุได้จริง

ตัวอย่างเช่น AI ช่วยจัดการเอกสารและงานธุรการในภาครัฐ AI วิเคราะห์เวชระเบียนเบื้องต้นในโรงพยาบาลภูมิภาค AI Demand Forecasting สำหรับ SME หรือ Chatbot ภาษาไทยที่เข้าใจบริบทท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้อาจไม่หวือหวา แต่ช่วยเพิ่ม Productivity และความยืดหยุ่นให้ระบบในวันที่สถานการณ์เปลี่ยนเร็วเกินคาด

McKinsey ระบุชัดว่าองค์กรที่ได้ประโยชน์จาก AI สูงสุด ไม่ใช่องค์กรที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่คือองค์กรที่ผูก AI เข้ากับ Workflow และการตัดสินใจจริงได้ดีที่สุด เพราะในโลกที่พายุมาไม่หยุด AI ไม่ใช่ใบเรือผืนใหญ่ แต่คือเครื่องยนต์เสริมที่ช่วยให้เรือยังคุมทิศทางได้

2.Cyber Security พายุที่มุ่งโจมตีหัวใจสำคัญคือ คนž

ในยุคฤดูพายุถาวร ภัยไซเบอร์ไม่ได้มาเป็นคลื่นใหญ่ให้เห็นชัด แต่เป็นฝนซัดแรงที่เข้ามาทุกวัน WEF เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Human-Layer Vulnerability หรือช่องโหว่ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ แต่ฝังอยู่ในพฤติกรรมมนุษย์

การโจมตีแบบ Social Engineering, Phishing-as-a-Service และ Scam Ecosystem จะยิ่งมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางทางดิจิทัล เช่น ผู้สูงอายุ ร้านค้าปลีกขนาดกลาง หรือพนักงานระดับปฏิบัติการที่เข้าใจเทคโนโลยีต่ำ แต่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลหรือกระบวนการสำคัญ ความเสียหายจาก คลิกเดียวŽ อาจลุกลามเป็นความเสียหายระดับองค์กรหรือทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ

Cyber Security ในปีหน้า จึงต้องเปลี่ยนจาก Technology-Centric ไปสู่ Human-Centric Security ตั้งแต่ Zero Trust, Identity-First Security ไปจนถึงการอบรมเชิงพฤติกรรม เพราะในโลกที่พายุไม่หยุด ระบบแข็งแรงแค่ไหนก็ไร้ค่า หากลูกเรือยังไม่รู้วิธีเอาตัวรอด

3.ความยั่งยืน ด้วยพายุพลังงานจาก AI และ Data

โจทย์ที่หนักที่สุดในฤดูพายุถาวรคือความยั่งยืน เพราะ AI และ Data เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานสูงโดยธรรมชาติ ศูนย์ข้อมูลและการประมวลผล AI กำลังกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ระดับเดียวกับประเทศขนาดกลาง นี่ไม่ใช่ประเด็น ESG เชิงภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงเชิงต้นทุนและความมั่นคงของคนทั้งโลก

แนวคิดอย่าง Green AI, Sustainable Compute และ Energy-Aware Architecture จึงเกิดขึ้นเพื่อรับมือพายุพลังงานเหล่านี้ สำหรับประเทศไทย คำถามไม่ใช่ว่า จะใช้ AI หรือไม่Ž แต่คือ จะใช้ AI อย่างไรในโลกที่ไฟแพง ทรัพยากรจำกัด และการแข่งขันรุนแรงŽ การเลือก Use Case ที่คุ้มค่า การออกแบบระบบที่ประหยัดพลังงาน และการผสานพลังงานหมุนเวียน จะกลายเป็นความสามารถเชิง
กลยุทธ์ ไม่ใช่ทางเลือกเสริม

ท้ายที่สุด โลกเทคโนโลยีปีหน้าไม่ได้มุ่งสู่วันที่ฟ้าใส แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ในฤดูพายุถาวรอย่างมีสติ AI ต้องใช้งานได้จริง Cyber Security ต้องเข้าใจมนุษย์ และความยั่งยืนต้องคิดทั้งระบบ ประเทศและองค์กรที่ไปต่อได้ คือผู้ที่ยอมรับความจริงว่าพายุจะไม่หยุด และเตรียมเรือให้พร้อมรับคลื่นลูกถัดไปเสมอ

 

เจาะลึก 3 ทิศทางไซเบอร์ 2026 : AI-อำนาจอธิปไตยข้อมูล-Quantum

ศุภกร กังพิศดาร
ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต

ศุภกร กังพิศดารการก้าวเข้าสู่ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการดิจิทัล เมื่อภัยคุกคามไม่ได้มาในรูปแบบเดิมอีกต่อไป จากข้อมูลเชิงลึกของผู้เชี่ยวชาญ
เราสามารถสรุป 3 ความเปลี่ยนแปลงหลักที่จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของความมั่นคงปลอดภัยดังนี้ครับ

1.ยุคสมัยของ AI ในฐานะ ความจำเป็นพื้นฐานž (The Absolute Must)
ในปี 2026 เราจะก้าวข้ามความตื่นเต้นในตัว AI ไปสู่การใช้งานจริงในทุกภาคส่วนของระบบรักษาความปลอดภัย AI จะไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ ต้องมีŽ เนื่องจากความเสี่ยงทางธุรกิจมีความไวสูงมาก เช่น ในธุรกิจธนาคารที่ระบบล่มเพียงไม่กี่นาทีในช่วงเวลาสำคัญก็สามารถสร้างความเสียหายมหาศาลได้

ประโยชน์ที่ชัดเจนของ AI ในยุคนี้คือ :

– การเชื่อมโยงภาพรวม : AI สามารถนำข้อมูลคุกคามที่กระจัดกระจายมาผูกความสัมพันธ์กัน เพื่อให้เห็น ภาพใหญ่Ž ของการโจมตีที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว
– การจัดการระบบแบบอัจฉริยะ : ตั้งแต่การช่วยออกแบบเครือข่าย ไปจนถึงการทำ Troubleshooting เพื่อระบุจุดที่ระบบขัดข้องได้อย่างแม่นยำ ลดความผิดพลาดจากการตั้งค่าโดยมนุษย์

– ฐานข้อมูลอัจฉริยะ : องค์กรระดับโลกอย่าง Fortinet ได้นำ AI ไปฝังไว้ในผลิตภัณฑ์ทุกตัวเพื่อวิเคราะห์ฐานข้อมูลภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในโลกแบบเรียลไทม์

2.การกลับมาของ อำนาจอธิปไตยเหนือข้อมูลž (Data Sovereignty)

แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเทรนด์จะเน้นการย้ายทุกอย่างไปบน Cloud ต่างประเทศ แต่ในปี 2026 จะเกิดปรากฏการณ์ Data Go Back HomeŽ เนื่องจากองค์กรต่างๆ เริ่มตระหนักว่าการฝากข้อมูลไว้กับผู้ให้บริการที่เราไม่รู้ตำแหน่งที่จัดเก็บแน่ชัดอาจเป็นความเสี่ยง

ทิศทางใหม่ของระบบ Cloud :

– ความต้องการการควบคุม : องค์กรต้องการ ControlŽ หรือความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลด้วยตนเองภายในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิดพลาด (Misconfiguration) จนนำไปสู่ข้อมูลรั่วไหล

– มาตรฐานที่สูงขึ้น : แม้จะเก็บข้อมูลในประเทศ แต่ผู้ใช้งานจะคาดหวังระดับความปลอดภัย (Security Level) ที่เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล

– ความปลอดภัยที่ไร้พรมแดน : ความท้าทายคือการทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยและไม่รั่วไหล ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะวางอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใดก็ตาม

3.การเตรียมพร้อมรับแรงกระแทกจาก Quantumž

ภัยคุกคามจาก Quantum Security จะขยับเข้ามาใกล้เร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ จากเดิมที่เคยคิดว่าต้องรออีกหลายปี แต่ปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนา Quantum Computer ที่สามารถทำลายการเข้ารหัสแบบเดิมที่มีความยาวคีย์สั้นๆ ได้แล้ว

ความตื่นตัวและการปรับตัว :

– อุตสาหกรรมเป้าหมาย : ภาคการเงินและความมั่นคงในไทยเริ่มเคลื่อนไหวและเตรียมจัดหาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับภัยชนิดนี้แล้ว

– ความซับซ้อนในการแก้ไข : ในขณะที่การเปลี่ยนอุปกรณ์เครือข่ายที่ Gateway ทำได้ง่าย แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือแอพพลิเคชั่นที่ใช้การเข้ารหัสแบบเก่า ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการรื้อโค้ดและเขียนใหม่ทั้งหมด

– เทคโนโลยีป้องกันตัว : ผู้ผลิตอย่าง Fortinet เริ่มนำการเข้ารหัสที่ Quantum ไม่สามารถเจาะได้ใส่ลงไปในระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ (เช่น FortiOS 7.6) เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

สรุปภาพรวม : ปี 2026 คือปีแห่งการแข่งขันด้วยความเร็วและความแม่นยำ โดยมี AI เป็นอาวุธหลัก ในขณะที่เรื่องของ Cloud จะถูกมองความสามารถในการควบคุมข้อมูล (Control) และสุดท้ายคือการเร่งปรับปรุงระบบพื้นฐานเพื่อรับมือกับยุค Quantum ที่กำลังมาถึง