Microsoft Sovereign Cloud รองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่

28.02.26 | 12:23 น.

Microsoft Sovereign Cloud
รองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่

ปัจจุบัน อธิปไตยทางดิจิทัล (digital sovereignty) ได้กลายเป็นข้อกำหนดเชิงกลยุทธ์ องค์กรต่างๆ จึงต้องทบทวนแนวทางการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและขีดความสามารถด้าน AI ภายใต้ความคาดหวังด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดและสภาวะความเสี่ยงที่สูงขึ้น ไมโครซอฟท์มีแนวทางด้านอธิปไตยทางดิจิทัลที่มุ่งส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจ ภาครัฐ และอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแล สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและมีอิสระตามเงื่อนไขของตนเอง ซึ่ง Microsoft Sovereign Cloud ผสานประสิทธิภาพ การรักษาความปลอดภัย และเวิร์กโหลดบนคลาวด์ไว้ด้วยกันเพื่อรองรับการใช้งานทั้งสาธารณะและส่วนบุคคล โดยสามารถเลือกการควบคุมที่เหมาะสมสำหรับแต่ละเวิร์กโหลดผ่านตัวเลือกด้านอธิปไตยที่ต่อเนื่อง ช่วยป้องกันไม่ให้โครงสร้างซอฟต์แวร์แตกแยกและลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่เกิดจากความมั่นใจว่าข้อมูลได้รับการปกป้อง มีมาตรการควบคุมที่สามารถบังคับใช้ได้จริง และการดำเนินงานสามารถเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์การใช้งานจริง

เพื่อสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่ต้องการความลับสูง ไมโครซอฟท์นำเสนอความสามารถแบบครบชุด (full stack) ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงบริการระดับแอพพลิเคชั่น รองรับการทำงานของลูกค้าได้ทั้งในโหมดที่เชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา เชื่อมต่อเป็นช่วงๆ หรือไม่ได้เชื่อมต่อเลย โดยขยายขีดความสามารถสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.Azure Local disconnected operations 2.Microsoft 365 Local disconnected 3.Foundry Local เพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานรุ่นใหม่และรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่

โซลูชั่นนี้มอบประสบการณ์ครบวงจรที่ปรับให้สอดคล้องกับพื้นที่ปฏิบัติงานของแต่ละองค์กรอย่างแท้จริง โดยทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานของ Azure Local และเวิร์กโหลด Microsoft 365 Local ที่ออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูงในทุกสภาวะการเชื่อมต่อ รวมถึงการผสานความสามารถของ Foundry Local ที่รองรับโมเดลขนาดใหญ่ ช่วยให้สามารถรันโมเดลมัลติโหมดขั้นสูงได้แบบโลคัลอย่างปลอดภัย แม้ในสภาพแวดล้อมที่ตัดการเชื่อมต่อโดยสมบูรณ์ ช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินงานได้แบบไม่สะดุด ปกป้องเวิร์กโหลดที่มีความสำคัญ และบังคับใช้นโยบายและการกำกับดูแลได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ควบคุมข้อมูล ตัวตนดิจิทัล และการปฏิบัติการให้อยู่ภายในขอบเขตอธิปไตยของตนเอง

1.Azure Local ช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทำงานได้ในสภาวะที่ไม่มีการเชื่อมต่อ

Advertisement

Azure Local เป็นรากฐานแบบ on-premises ภายใต้การกำกับดูแลและควบคุมนโยบายของ Azure สำหรับเวิร์กโหลดที่มีข้อกำหนดเฉพาะทาง เมื่อทำงานบน Azure Local แบบไม่เชื่อมต่อ ยังสามารถจัดการนโยบายและการประมวลผลของเวิร์กโหลดได้ภายในสภาพแวดล้อมที่ลูกค้าเป็นผู้ควบคุมอย่างเต็มที่ ทำให้บริการยังคงทำงานได้อย่างปลอดภัย แม้ในสถานการณ์ที่ต้องแยกระบบหรือไม่มีการเชื่อมต่อคลาวด์ นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ยังมีประสบการณ์ใช้งานและคุ้นเคยกับนโยบายของ Azure จึงสามารถปรับใช้และกำกับดูแลเวิร์กโหลดในเครื่องได้โดยไม่ต้องพึ่งการเชื่อมต่อกับคลาวด์สาธารณะตลอดเวลา ทั้งนี้ Azure Local ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการระดับ mission-critical ได้ตั้งแต่การติดตั้งขนาดเล็กไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ลูกค้าจึงสามารถเริ่มงานได้อย่างรวดเร็ว ขยายระบบตามความต้องการ และรักษารูปแบบการปฏิบัติงานที่เป็นหนึ่งเดียวภายในขอบเขตอธิปไตยของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เชื่อมต่อมีข้อจำกัดที่อยู่นอกเหนือสมมุติฐานของคลาวด์แบบดั้งเดิม คือ 1) อาจไม่รองรับการพึ่งพาจากภายนอก 2) การเชื่อมต่ออาจถูกจำกัด และ 3) ความต่อเนื่องในการดำเนินงานซึ่งเป็นความจำเป็นทางธุรกิจ

2.Microsoft 365 Local รักษาประสิทธิภาพและการทำงานร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการเชื่อมต่อ

เมื่อสภาพแวดล้อมแบบอธิปไตยต้องย้ายเข้าไปสู่สภาพแวดล้อมที่ตัดการเชื่อมต่อ การรักษาประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรจึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการรักษาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมใช้งาน ด้วยประสบการณ์กว่าทศวรรษในการส่งมอบและสนับสนุนบริการต่างๆ Microsoft 365 Local แบบไม่เชื่อมต่อจึงเข้ามาเติมเต็มความต่อเนื่องในระดับเวิร์กโหลดด้านการทำงาน โดยนำเวิร์กโหลดเซิร์ฟเวอร์หลักของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Exchange Server, SharePoint Server และ Skype for Business Server ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนอย่างน้อยจนถึงปี 2035 เข้าไปยังคลาวด์ส่วนตัวภายใต้ขอบเขตอธิปไตยของลูกค้า

Microsoft 365 Local ช่วยให้ทีมงานสามารถสื่อสาร แชร์ข้อมูล และทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยภายในขอบเขตการควบคุมเดียวกันกับโครงสร้างพื้นฐานและเวิร์กโหลด AI โดยทุกอย่างทำงานในตัวเครื่องภายใต้นโยบายที่ลูกค้าเป็นเจ้าของ มีการควบคุมความยืดหยุ่นของข้อมูล การเข้าถึง และการปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเต็มที่ ด้วยการดำเนินงานที่สอดคล้องกับการจัดการและการกำกับดูแลของ Azure ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การทำงานที่มีประสิทธิภาพและไว้วางใจได้ ทั้งยังมีความยืดหยุ่นและปลอดภัยแม้ในขณะที่ออฟไลน์

3.นำโมเดลขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยมาสู่ Foundry Local

ด้วยการเปิดให้ใช้งานโมเดลขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานรุ่นใหม่ภายใต้พอร์ตโฟลิโอ Foundry Local ไมโครซอฟท์ช่วยให้ลูกค้ามีสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูง สามารถเรียกใช้โมเดล Multi-modal ขนาดใหญ่ได้โดยตรงภายในสภาพแวดล้อมคลาวด์
ส่วนตัวที่มีอธิปไตยของตนเอง โซลูชั่นนี้ช่วยนำความสามารถด้าน AI ระดับองค์กรของไมโครซอฟท์มาสู่ระบบ on-premises พร้อมด้วยการประมวลผลแบบโลคัล (local inferencing) และ API ที่ทำงานอยู่ภายในขอบเขตข้อมูลที่ลูกค้าควบคุมอย่างสมบูรณ์

นอกเหนือจากโมเดลขนาดเล็กแล้ว การผสานรวม Foundry Local กับ Azure Local ยังออกแบบมาให้รองรับโมเดลขนาดใหญ่ที่ใช้ GPU ล่าสุดจากพันธมิตรอย่าง NVIDIA ซึ่งไมโครซอฟท์จะให้การสนับสนุนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปรับใช้ การอัพเดต และการรักษาเสถียรภาพการทำงาน แม้ความต้องการด้านการประมวลผลสำหรับการทำอินเฟอเรนซ์จะเพิ่มสูงขึ้นตามเวลา ลูกค้าก็ยังคงสามารถควบคุมข้อมูลและฮาร์ดแวร์ของตนเองอย่างเต็มรูปแบบ