“บราเดอร์” ฝ่าศก.ชะลอ อัดกลยุทธ์ประสิทธิภาพ-ตรึงราคา ดันโต 3%
นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 อยู่ในภาวะ “ท้าทายหนัก” จากการชะลอตัวของจีดีพีที่มีแนวโน้มต่ำกว่า 2% หรืออาจลดลงต่ำกว่า 1% ประกอบกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบสำคัญอย่างเม็ดพลาสติก ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง สะท้อนจากตลาดเครื่องพิมพ์โดยรวมที่หดตัวราว 5%
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตปีนี้ไว้ที่ 3% โดยเน้นการบริหารจัดการภายในเป็นหลัก ภายใต้แนวคิด “Efficiency” เพิ่มยอดขายควบคู่ลดต้นทุน พร้อมตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“ปีนี้ถือว่าหนักจริง ทั้งจีดีพีต่ำ ต้นทุนสูง และตลาดหดตัว แต่เรายังยืนยันไม่ปรับลดเป้าหมาย และจะพยายามแบกรับต้นทุนให้มากที่สุด” นายธีรวุธกล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมา แม้ตลาดรวมจะติดลบ แต่บราเดอร์ยังเติบโตได้ 3-4% โดยกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตขยายตัว 5-6% ขณะที่เลเซอร์ทรงตัว สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์และการตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะแคมเปญ “Yes Series” ที่ช่วยดันยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 10% ในช่วง 3 เดือน
ในด้านกลยุทธ์รับมือต้นทุน บริษัทใช้แนวทาง “Cost Absorption” หรือการแบกรับต้นทุนไว้ก่อน โดยอาศัยสต็อกสินค้าเดิมที่ยังเป็นต้นทุนเก่า เพื่อชะลอแรงกดดันด้านราคา ขณะเดียวกันเร่งบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นเกือบ 20%
ทั้งนี้ บริษัทระบุชัดว่าการปรับราคาสินค้าจะเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” และจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้จริง โดยต้องผ่านการประเมินร่วมกับสำนักงานใหญ่
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ารุกตลาดเชิงรุกผ่านการเปิดตัวสินค้าใหม่ต่อเนื่อง และแคมเปญกระตุ้นยอดขาย เช่น โปรแกรม Trade-in รวมถึงการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เริ่มสร้างรายได้เสริมหรือทำธุรกิจขนาดเล็กจากที่บ้าน ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีศักยภาพเติบโต
อย่างไรก็ตามแม้เศรษฐกิจจะชะลอ แต่ยังเห็นโอกาสในกลุ่ม AI และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทยังยึดนโยบายไม่ปรับลดงบประมาณหรือเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรและการขยายตลาดใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ
“ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนและกำลังซื้อที่อ่อนแรง ผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรมเริ่มหันมาเน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเป็นหัวใจหลัก ขณะที่การตรึงราคาและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาฐานลูกค้าและขับเคลื่อนธุรกิจในระยะสั้นถึงกลาง”นายธีรวุธ กล่าวทิ้งท้าย

