หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที เมต้า เตรียมต...

เมต้า เตรียมติดตั้งโปรแกรมบันทึกการเคลื่อนไหวของเมาส์-แป้นพิมพ์ พนง. ใช้เป็นข้อมูลฝึก AI

22.04.26 | 14:44 น.
meta
REUTERS/Yves Herman/File Photo

เมต้า เตรียมติดตั้งโปรแกรมบันทึกการเคลื่อนไหวของเมาส์-แป้นพิมพ์ พนง. ใช้เป็นข้อมูลฝึก AI

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เมต้า (Meta) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของโลก ได้ทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ติดตามตัวใหม่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานของเมต้า ในสหรัฐอเมริกา เพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวของเมาส์ การคลิก และการกดแป้นพิมพ์ เพื่อนำไปใช้ในการฝึกฝนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ
ในบันทึกภายในองค์กร ที่บริษัท เมต้า แจ้งให้พนักงานได้รับทราบ ที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รับมา ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มขนาดใหญ่ เพื่อสร้างตัวแทนเอไอ ที่สามารถทำงานต่างๆได้อย่างอิสระ

ในบันทึกฉบับหนึ่ง ที่โพสต์โดยนักวิทยาศาสตร์วิจัยเอไอ ของเมต้า เมื่อวันที่ 21 เมษายน ระบุว่า เครื่องมือที่ติดตั้งไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์พนักงาน มีชื่อว่า โมเดล คาพาบิลิตี้ อินิชิเอทีฟ หรือ เอ็มซีไอ  (MCI) ที่จะทำงานบนแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับงาน และจะมีการบันทึกภาพหน้าจอของพนักงานเป็นครั้งคราว และว่า จุดประสงค์คือ เพื่อปรับปรุงโมเดล เอไอ ของบริษัท ในด้านที่ยังไม่สามารถจำลองการโต้ตอบของมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ได้ เช่น การเลือกจากเมนูแบบดรอปดาวน์ และการใช้แป้นพิมพ์ลัด

“นี่คือจุดที่พนักงานเมต้าทุกคนสามารถช่วยให้โมเดลของเราดีขึ้นได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำงานประจำวันของพวกเขา” บันทึกระบุ

บริษัท เมต้า ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดัง อย่าง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอทส์แอพพ์ กำลังเดินหน้าอย่างจริงจังในการบูรณาการเอไอเข้ากับกระบวนการทำงานและปรับโครงสร้างพนักงานให้เข้ากับเทคโนโลยี โดยให้เหตุผลว่า จะทำให้บริษัทดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายแอนดรูว์ บอสเวิร์ธ ซีทีโอ ของเมต้า บอกกับพนักงานบริษัทไว้ในบันทึกข้อความแยกต่างหาก ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 เมษายนว่า บริษัทจะเพิ่มการเก็บรวบรวมข้อมูลภายในเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำ “เอไอเพื่อการทำงาน” ซึ่งปัจจุบัน ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เอเจนต์ ทรานส์ฟอร์เมชั่น แอคซีลีเรเตอร์ หรือ เอทีเอ

Advertisement

โดยบอสเวิร์ธ บอกว่า วิสัยทัศน์ที่เรากำลังสร้างคือ ให้เอเจนต์ของเราทำงานเป็นหลัก และบทบาทของเราคือการชี้นำ ตรวจสอบ และช่วยให้พวกเขามีการพัฒนา และว่า เป้าหมายคือการทำให้เอเจนต์ มองเห็นโดยอัตโนมัติว่า เรารู้สึกว่าจำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงตรงไหน เพื่อให้พวกเขาสามารถทำได้ดีขึ้นในครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม บอสเวิร์ธ ไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า เอเจนต์เหล่านั้นจะได้รับการฝึกอบรมอย่างไร แต่กล่าวว่า เมต้าจะเข้มงวดเกี่ยวกับการสร้างข้อมูลและการประเมินผลสำหรับปฏิสัมพันธ์ทุกประเภทที่เรามีระหว่างการทำงาน

ด้าน แอนดี้ สโตน โฆษกของเมต้า ยอมรับว่า ข้อมูลของ เอ็มซีไอ จะเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ถูกป้อนเข้า และว่า ข้อมูลที่รวบรวมผ่านเอ็มซีไอ จะไม่ถูกนำไปใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานหรือวัตถุประสงค์อื่นใด นอกเหนือจากการฝึกฝนโมเดล และยังมีมาตรการป้องกันเพื่อปกป้องเนื้อหาที่ละเอียดอ่อน โดยไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อมูลประเภทใดที่จะถูกยกเว้นจากการถูกรวบรวม

สโตน บอกว่า หากเรากำลังสร้างเอเจนต์เพื่อช่วยให้ผู้คนทำงานประจำวันโดยใช้คอมพิวเตอร์ โมเดลของพวกเราจำเป็นต้องมีตัวอย่างจริงว่า ผู้คนใช้งานอย่างไร เช่น การเคลื่อนไหวของเมาส์ การคลิกปุ่ม และการนำทางเมนูแบบดรอปดาวน์

รอยเตอร์ ระบุว่า การผลักดันให้มีการใช้ระบบอัตโนมัติในการทำงานที่เคยใช้มนุษย์ทำมาก่อนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างในบรรดาบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐในปีนี้ โดยเฉพาอย่างยิ่งในภาคเทคโนโลยี ด้วยเครื่องมือเอไอ ที่ดึงดูดความสนใจของซิลิคอนแวลลีย์ด้วยความสามารถจัดการงานที่ซับซ้อน เช่น การสร้างแอพพลิเคชั่นและการจัดระเบียบข้อมูลปริมาณมาก โดยมีการควบคุมดูแลจากมนุษย์น้อยที่สุด ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมร่วงลง และกระตุ้นให้ผู้บริหารบางส่วนวางแผนลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่

โดยบริษัท เมต้า วางแผนที่จะปลดพนักงาน 10 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคมเป็นต้นไป และกำลังพิจารณาที่จะลดจำนวนพนักงานเพิ่มเติมอีกมากในช่วงปลายปีนี้

อิเฟโอมา อาจุนวา ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่า เทคโนโลยีการบันทึกและจับภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ถูกใช้โดยบริษัทต่างๆมาโดยตลอดเพื่อสืบหาความประพฤติมิชอบหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับพนักงาน ซึ่งการบันทึกการกดแป้นพิมพ์ของพนักงานที่เมต้านำมาใช้นั้น ถือเป็นการยกระดับเป้าหมายการรวบรวมข้อมูลไปอีกขั้น ที่ทำให้พนักงานออฟฟิสตกอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ในระดับที่ก่อนหน้านี้มีเพียงพนักงานส่งของและคนทำงานอิสระเท่านั้นที่เคยประสบ

อาจุนวา บอกว่า ในฝั่งสหรัฐอเมริกา ในระดับรัฐบาลกลางไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการเฝ้าระวังพนักงาน และว่า กฎหมายระดับรัฐได้กำหนดอย่างมากที่สุดเพียงแค่ให้พนักงานได้รับแจ้งอย่างกวางๆ เมื่อนายจ้างกำลังตรวจสอบพวกเขา

ด้าน วาเลริโอ เด สเตฟาโน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยยอร์ก ในนครโทรอนโต ผู้ศึกษาด้านเทคโนโลยีและกฎหมายแรงงานเปรียบเทียบ บอกว่า กฎหมายของยุโรปน่าจะห้ามการตรวจสอบลักษณะดังกล่าว โดยในบางประเทศ เช่น อิตาลี การใช้การตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดตามประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานนั้น ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ส่วนที่เยอรมนี ศาลได้ตัดสินว่า นายจ้างสามารถใช้การบันทึกการกดแป้นพิมพ์ได้เฉพาะในกรณีพิเศษ เช่น สงสัยว่ามีการกระทำความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง

เด สเตฟาโน บอกว่า การกระทำดังกล่าวของเมต้า อาจถือเป็นการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทั่วไปของยุโรป หรือ GDPR