เมื่อ AI ทำให้ทุกคนเก่งขึ้นเท่ากัน “รสนิยม” อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง โดย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ

6.11.26 | 11:13 น.

ในอดีต คนที่มีความรู้มากกว่า มีทักษะสูงกว่า หรือเข้าถึงเครื่องมือที่ดีกว่า มักมีความได้เปรียบในการแข่งขัน

แต่วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนกติกานั้น


คนที่ไม่เคยเรียนออกแบบ สามารถสร้างภาพสวยได้ในไม่กี่วินาที คนที่ไม่เคยเขียนบทความ สามารถผลิตเนื้อหาที่ดูเป็นมืออาชีพ และคนที่ไม่เคยทำดนตรี ก็สามารถสร้างเพลงได้

สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ประสบการณ์ หรือการฝึกฝนเป็นเวลานาน วันนี้เทคโนโลยีกำลังทำให้คนจำนวนมากเข้าถึงความสามารถเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อทุกคนเข้าถึงเครื่องมือที่เก่งพอ ๆ กัน คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ใครทำได้เก่งกว่า” แต่เป็น “ใครมีรสนิยมดีกว่า”

Advertisement

ผมคิดว่าในยุค AI สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ควรให้ความสำคัญมากขึ้น คือ Taste หรือ “รสนิยม”

หลายคนอาจเข้าใจว่ารสนิยมคือการแต่งตัวดี ใช้ของแพง ชื่นชอบศิลปะ หรือรับประทานอาหารในร้านหรู

แต่สำหรับผม Taste มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก

รสนิยมไม่ใช่เพียงความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรสวยหรือไม่สวย แต่เป็นความสามารถในการมองเห็นคุณค่า เข้าใจความแตกต่าง ตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสม และสร้างสรรค์บางสิ่งที่มีเอกลักษณ์และความหมาย

คำถามคือ แล้ว Taste ที่ดีเกิดขึ้นจากอะไร?

ผมมองว่ารสนิยมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะใครคนหนึ่งมีพรสวรรค์ แต่เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ สั่งสมและพัฒนาขึ้นจากองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ

  1. Cultural Capital | ทุนทางวัฒนธรรม

ความรู้ที่สั่งสมจากศิลปะ วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ดนตรี ภาษา และวัฒนธรรม ทำให้เรามีมุมมองที่ลึกซึ้งและหลากหลาย

คนที่เข้าใจโลกหลายมิติ ย่อมมีวัตถุดิบทางความคิดมากกว่าการพึ่งพาสิ่งที่กำลังเป็นกระแส

ยิ่งเราได้สัมผัสกับความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสมองเห็นความเชื่อมโยงใหม่ ๆ ที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น

ในโลกที่ AI สามารถรวบรวมข้อมูลจากทั่วโลกได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ความได้เปรียบของมนุษย์จึงไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลมากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำความรู้เหล่านั้นมาตีความ เชื่อมโยง และสร้างความหมายใหม่ได้อย่างไร

  1. Sophistication | ความประณีตทางความคิด

ความสามารถในการมองเห็นรายละเอียด ความสมดุล และความแตกต่างเล็ก ๆ ที่คนอื่นอาจมองข้าม

ความ Sophisticated ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกอย่างซับซ้อน แต่คือการเข้าใจความซับซ้อนจนสามารถถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่าย

ผมคิดว่านี่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับคนทำงานและผู้นำ

เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล ความคิดเห็น และทางเลือกมากมาย คนที่สามารถมองเห็นแก่นแท้ของปัญหา และทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ย่อมสร้างคุณค่าได้มากกว่าคนที่เพียงนำเสนอข้อมูลจำนวนมาก

บางครั้งความประณีตไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มอะไรเข้าไป แต่อยู่ที่การรู้ว่าควรตัดอะไรออก เพื่อให้สิ่งที่สำคัญที่สุดโดดเด่นขึ้นมา

  1. Aesthetic Sensibility | สุนทรียภาพ

ความสามารถในการรับรู้ความงาม ไม่ว่าจะเป็นสี รูปทรง สัดส่วน ภาษา เสียง หรือบรรยากาศ

บางครั้งความงามไม่ได้เกิดจากการมีทุกอย่างครบ แต่เกิดจากการจัดวางสิ่งที่มีอยู่อย่างพอดี

เราอาจเห็นงานออกแบบสองชิ้นที่ใช้เครื่องมือเดียวกัน มีองค์ประกอบคล้ายกัน แต่กลับให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างมาก

งานหนึ่งอาจดูสวยงาม ขณะที่อีกงานหนึ่งกลับทำให้เรารู้สึกประทับใจ จดจำ และอยากกลับมามองอีกครั้ง

ความแตกต่างนั้นอาจไม่ได้เกิดจากความสามารถของเครื่องมือ แต่อยู่ที่สายตาและความละเอียดอ่อนของคนที่เลือกและจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

AI อาจช่วยสร้างทางเลือกได้มากมาย แต่การรับรู้ว่าอะไรพอดี อะไรเกินไป และอะไรสามารถสร้างความรู้สึกบางอย่างให้กับผู้คน เป็นสิ่งที่มนุษย์ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

  1. Intellectual Depth | ความลุ่มลึกทางปัญญา

การอ่าน การคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการเชื่อมโยงความรู้ข้ามศาสตร์ ทำให้เราไม่เพียงรู้ว่าอะไรดี แต่เข้าใจด้วยว่าทำไมจึงดี

ในยุคที่เราสามารถถาม AI และได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการตั้งคำถามที่ดีอาจสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการหาคำตอบ

เพราะคำตอบที่ดูถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะสมกับทุกสถานการณ์เสมอไป

คนที่มีความลุ่มลึกทางปัญญาจะไม่หยุดอยู่ที่คำตอบแรก แต่จะพยายามทำความเข้าใจเหตุผล บริบท และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การคิดข้ามศาสตร์ยังช่วยให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพราะหลายครั้งนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากความรู้ในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่เกิดจากการเชื่อมโยงความรู้ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน

สำหรับผม ความรู้ที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการรู้มาก แต่คือการเข้าใจอย่างลึกซึ้งพอที่จะใช้ความรู้นั้นสร้างคุณค่าได้

  1. Life Experience | ประสบการณ์ชีวิต

การเดินทาง พบปะผู้คน เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง รวมถึงประสบการณ์จากความสำเร็จและความผิดพลาด ล้วนหล่อหลอมมุมมองและวิจารณญาณของเรา

ประสบการณ์ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่ดูดีในทางทฤษฎี อาจไม่ได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ในชีวิตจริง

คนสองคนอาจมีความรู้เท่ากัน ใช้ AI ตัวเดียวกัน และได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน แต่กลับตัดสินใจแตกต่างกัน เพราะมีประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกัน

คนที่เคยทำงานกับผู้คนหลากหลาย เคยเผชิญปัญหา เคยประสบความสำเร็จ และเคยล้มเหลว ย่อมมีมุมมองบางอย่างที่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้จากการอ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียว

AI สามารถช่วยให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นได้ แต่การลงมือทำ การเผชิญสถานการณ์จริง และการเรียนรู้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ยังคงเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาตัวเราเอง

  1. Discernment & Judgment | วิจารณญาณในการเลือก

นี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยุค AI

เพราะ AI สามารถสร้างทางเลือกให้เราได้เป็นร้อยเป็นพัน แต่คนที่มี Taste จะรู้ว่าควรเลือกอะไร ปรับอะไร และปฏิเสธอะไร

บางครั้งการรู้ว่าอะไรไม่ควรทำ สำคัญกว่าการรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง

ลองนึกถึงการใช้ AI ช่วยคิดกลยุทธ์ทางธุรกิจ

AI อาจเสนอแนวทางได้หลายสิบรูปแบบ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกแนวทางจะเหมาะสมกับองค์กรของเรา

บางทางเลือกอาจสร้างผลตอบแทนระยะสั้นได้ดี แต่ไม่สอดคล้องกับคุณค่าขององค์กร บางแนวทางอาจดูทันสมัย แต่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้คน

หน้าที่ของมนุษย์จึงไม่ใช่เพียงการเลือกคำตอบที่ดูดีที่สุด แต่ต้องใช้วิจารณญาณพิจารณาว่าอะไรเหมาะสม อะไรมีคุณค่า และอะไรควรหรือไม่ควรเกิดขึ้น

ยิ่งเทคโนโลยีทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้นเท่าไร ความสามารถในการตัดสินใจเลือกอย่างมีคุณภาพก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

  1. Authenticity | ความเป็นตัวของตัวเอง

รสนิยมที่ดีไม่ใช่การเลียนแบบสิ่งที่คนอื่นมองว่าดี แต่คือการสร้างเอกลักษณ์ที่สะท้อนตัวตน ความเชื่อ และคุณค่าของเราเอง

ในยุคที่ AI สามารถเรียนรู้รูปแบบและสร้างผลงานที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่มีอยู่แล้วได้อย่างรวดเร็ว การมีตัวตนและมุมมองที่ชัดเจนจึงยิ่งมีความหมาย

ลองจินตนาการว่าเราขอให้คน 100 คนใช้ AI ตัวเดียวกันออกแบบโรงแรมหรู

ทุกคนอาจได้ภาพโรงแรมที่สวยงาม มีหินอ่อน โคมไฟดีไซน์แพง เฟอร์นิเจอร์หรู และสระว่ายน้ำที่ดูดีไม่ต่างกัน

แต่โรงแรมที่น่าจดจำที่สุด อาจไม่ใช่โรงแรมที่หรูหราที่สุด

อาจเป็นโรงแรมที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และการออกแบบร่วมสมัย จนสร้างประสบการณ์ที่ไม่สามารถพบได้จากที่อื่น

ความแตกต่างนั้นไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่รสนิยมของคนที่ใช้ AI

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ผลงานหนึ่งแตกต่างจากอีกผลงานหนึ่ง อาจไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบทางเทคนิค แต่เป็นความคิด ความเชื่อ และตัวตนที่อยู่เบื้องหลังผลงานนั้น

เมื่อ AI ทำให้การสร้างสรรค์ง่ายขึ้น การพัฒนา Taste จึงยิ่งสำคัญ

ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาคนและการสร้างผู้นำในอนาคต

ที่ผ่านมา เรามักให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และทักษะ เพื่อให้คนสามารถทำงานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และแข่งขันได้มากขึ้น

สิ่งเหล่านี้ยังคงจำเป็น แต่ในโลกที่ AI กำลังทำให้ความสามารถหลายอย่างเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่า นอกจากการสอนให้คนใช้เครื่องมือเก่งแล้ว เราควรพัฒนาอะไรในตัวมนุษย์ควบคู่กันไป

เราจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่มีความรู้ที่กว้างและลึกขึ้น มีโอกาสสัมผัสศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดที่หลากหลาย ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง กล้าตั้งคำถาม มีวิจารณญาณ และที่สำคัญ มีความเป็นตัวของตัวเอง

เพราะการพัฒนาคนในยุค AI ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการทำให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ควรช่วยให้ทุกคนรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีนั้นสร้างอะไร เพื่อใคร และเพื่อคุณค่าอะไร

สำหรับผู้นำก็เช่นเดียวกัน

ในอนาคต ความสามารถของผู้นำอาจไม่ได้วัดเพียงว่าใครมีข้อมูลมากกว่า วิเคราะห์ได้เร็วกว่า หรือใช้ AI ได้เก่งกว่า

แต่รวมถึงความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่สำคัญ ท่ามกลางทางเลือกมากมาย การตัดสินใจในเรื่องที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป และการสร้างทิศทางที่มีเอกลักษณ์และความหมายให้กับองค์กร

ผมเชื่อว่า AI จะทำให้มนุษย์จำนวนมากมีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นอย่างมหาศาล

แต่การมีเครื่องมือที่เก่ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะสร้างผลงานที่มีคุณค่าได้โดยอัตโนมัติ

เทคโนโลยีอาจช่วยให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสวยงามขึ้น แต่ยังมีคำถามสำคัญที่มนุษย์ต้องตอบด้วยตัวเอง

อะไรคือสิ่งที่ควรสร้าง?

อะไรคือสิ่งที่มีความหมาย?

และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ผลงานของเราแตกต่างจากคนอื่น?

“AI gives everyone the power to create. Taste gives us the power to stand apart.”

เพราะท้ายที่สุด AI อาจช่วยให้ทุกคนสร้างผลงานที่ดูดีได้ แต่รสนิยมจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผลงานนั้นมีเอกลักษณ์ มีความหมาย และไม่เหมือนใคร