มากกว่าเทคโนโลยี : คอลัมน์ นอกลู่ในทาง

21.10.17 | 13:47 น.

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เทคโนโลยี “ดิจิทัล” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนในยุคสมัยปัจจุบันไปแล้วเรียบร้อย ทั้งในชีวิตส่วนตัว และการงาน มากขึ้นเพิ่มขึ้นทุกที นับตั้งแต่ “สมาร์ทโฟน และ โซเชียลเน็ตเวิร์ก” มาบรรจบกัน

เทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงโลกที่เราคุ้นเคยไปอย่างมากมาย ทั้งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และทำลายล้างสิ่งเก่าของเก่า มีบริษัทใหม่ๆ เกิด และเติบโตเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว พร้อมไปกับการล้มหายไปของบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่ท่ามกลางกระแสคลื่นดิจิทัล

บริษัทอย่างอะเมซอน, เท็นเซ็นต์, อาลีบาบา, แอร์บีแอนด์บี, กูเกิล, เฟซบุ๊ก, ไลน์ และอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกยุคใหม่ได้ภายในไม่เกินสิบปีมานี้ ซึ่งถือว่าเร็วมาก เพราะในอดีตบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกว่าจะยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ต้องใช้เวลายาวนานหลายสิบปี

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ หลายธุรกิจจึงกำลังปรับตัวอย่างแข็งขัน ไม่เว้นแม้แต่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริษัท “แสนสิริ” ล่าสุด มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) มาใช้ โดยร่วมกับ “Amazon Web Services” ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มไอทีผ่านอินเตอร์เน็ต และเดลิเทค บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีบนคลาวด์ ในการพัฒนาระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยออกมา เรียกว่า “Sansiri AI Box”

“Sansiri AI Box” จะรับคำสั่งพื้นฐาน เช่น ตรวจสอบยอดค่าน้ำ ตรวจเช็กพัสดุ การจอง และตรวจสอบสถานะการใช้งานของห้องส่วนกลาง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโครงการ เช่น การจองบริการของห้องโยคะ, เปิด-ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ, ม่านไฟฟ้า หรือเปิด-ปิดเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ได้ด้วยเสียง และให้ข้อมูลพื้นฐานต่างๆ อย่างพยากรณ์อากาศ, เช็กสภาพการจราจร และสรุปข่าวรายวัน เป็นต้น

Advertisement

ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี และวิเคราะห์ข้อมูล บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการปรับเปลี่ยนองค์กรของแสนสิริอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการลงทุนด้านนวัตกรรม เพราะประสบการณ์เกือบ 35 ปีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้าในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

“เราเน้นการพัฒนาบริการจากมุมมองของลูกค้า มองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน ซึ่งต้องพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการของลูกค้าไม่เคยหยุดนิ่ง เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะตอบโจทย์ของลูกค้าได้ดี จึงพยายามนำเทคโนโลยีมาต่อยอดใช้ประโยชน์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในมิติใหม่ๆ เพื่อยกระดับการบริการที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกบ้าน และรักษาความเป็นผู้นำในการบุกเบิกและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยของวงการอสังหาริมทรัพย์”

“Sansiri AI Box” จะพร้อมใช้งานภายในกลางปีหน้า โดยจะเริ่มให้บริการกับโครงการใหม่ในกลุ่มคอนโดมิเนียม เช่น โครงการ the line เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของลูกค้าส่วนใหญ่ทันสมัย และใช้เทคโนโลยีเป็น

นอกจากนี้ “แสนสิริ” ยังกำลังสร้าง Innovation Center เพื่อเป็นแหล่งแสดงผลงาน และเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) นวัตกรรมเกี่ยวกับการอยู่อาศัยของแสนสิริโดยเฉพาะ รวมถึงการแสวงหาพันธมิตรที่มีศักยภาพระดับโลกและมีวิสัยทัศน์ตรงกันในการมองความต้องการของลูกค้า เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการจากมุมมองของลูกค้าร่วมกัน

และไม่ใช่เพิ่งจะมาทำ ตั้งแต่ปี 2556 ได้พัฒนาระบบบริการหลังการขายออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่น “Home Service” ที่ในเวลาต่อมาต่อยอดเป็นแอพพลิเคชั่น “โฮมแคร์” (Home Care) สำหรับแจ้งซ่อม ควบคุม และติดตามสถานะการทำงานซ่อมแซมต่างๆ ตลอด 24 ชม. และเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้าเพื่อศึกษาพฤติกรรมความต้องการ และติดตามงานซ่อมที่ผ่านมาได้

“การแข่งขันของตลาดตอนนี้ เป็นผลดีต่อลูกค้า เพราะผู้เล่นแต่ละรายจะมีกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนกัน แสนสิริให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า, AI และ IoT และเชื่อว่า Sansiri AI Box จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจของลูกค้า วัดจากเสียงตอบรับของลูกค้าที่ใช้แอพพลิเคชั่นที่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเยอะมากขึ้น และจากที่ประเมิน พบว่าการสั่งงานด้วยเสียงเป็นสิ่งที่เขาต้องการ”

การแข่งขันในโลกธุรกิจยุคดิจิทัลเป็นการสร้างความแตกต่างด้วย “เทคโนโลยี” อย่างแท้จริง

และสำหรับมนุษย์เงินเดือนเองก็จำเป็นต้องเตรียมตัวเช่นกัน เพราะยิ่ง “เทคโนโลยี” ฉลาดขึ้นเท่าไร ก็มีแนวโน้มที่จะเข้ามารับผิดชอบงานแทน “คน” มากขึ้นเท่านั้น “ตำแหน่งงาน” ในอนาคตจึงอาจหดหายไปเป็นอันมาก เมื่อหลายธุรกิจใช้ “คน” น้อยลงมาก

ในบ้านเรา รัฐบาลมีนโยบาย Thailand 4.0 โดยพยายามขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกให้ประเทศไทย

จากแนวคิดมาสู่กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) รวมถึงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

มีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ “ประเทศไทย 4.0”

รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานปรับเปลี่ยนให้ทันโลก เพราะ “ดิจิทัล” มีบทบาทกับคนทุกเพศทุกวัย โดยมีการผลักดันและจัดให้มีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาดิจิทัลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากดิจิทัลให้มากขึ้น

ถ้าทำได้ ประเทศไทยจะไม่แพ้ชาติใดในโลก

อาณานิคมของเทคโนโลยี “ดิจิทัล” ที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็วส่งผลให้ธุรกิจใหญ่น้อยต้องเปลี่ยนตนเองให้ทัน

บริษัทไหน ธุรกิจไหนไม่เปลี่ยน อาจไม่ใช่แค่ตามโลกไม่ทัน แต่จะโดนกลืนหายไปในคลื่นดิจิทัล

เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ผู้ที่ปรับตัวได้จะสามารถอยู่รอดได้ แต่ถ้าอยากเป็น “ผู้นำ” แค่ปรับตัวให้ทันยังไม่พอ จะต้องเป็น “ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง”

แต่ไม่ว่า “เทคโนโลยี” จะไฮเทคเลิศล้ำขนาดไหน “คน” ยังสำคัญที่สุด ถ้าไม่ปรับ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พัฒนาไปตามโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี จะเสียเงินมากแค่ไหนก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด