เทคโนโลยี ดิจิทัล ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตลอดกาล จะด้วยอินเตอร์เน็ต เพราะอิทธิฤทธิ์ ไอโฟน หรืออะไรก็แล้วแต่ อะไรที่เปลี่ยนไปแล้วจะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก
ในโลกและความคิดความเชื่อแบบเดิม สิ่งใหม่ของใหม่น่าจะเหมาะกับคนรุ่นใหม่ หรือเด็กมากกว่าผู้สูงอายุ
ซึ่งไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ไม่เชื่อลองสำรวจในครอบครัวเราเองก่อนก็ได้ ไม่ใช่คุณลูกคุณหลานเท่านั้นที่ดูทีวีน้อยลงและหันไปติดหนึบหน้าจอมือถือ แต่รวมไปถึงบรรดาคุณพ่อคุณแม่เราเองก็ด้วย ที่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เพลิดเพลินการดูละคร, ซีรีส์จีน-อินเดียใน ยูทูบ และการ แชตไลน์ กับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน
ทุกเช้าในกรุ๊ปไลน์ของแต่ละครอบครัวจะมีสติ๊กเกอร์ และรูปดอกไม้สวยๆ พร้อมข้อความสวัสดีเช้าวันจันทร์… วันอังคาร… วันพุธ… จากคุณพ่อคุณแม่ และญาติผู้ใหญ่
เทรนด์นี้เกิดขึ้นทั่วโลก A Day Bulletin (ฉบับวันที่ 27 พ.ย.2560) รายงานว่าคนในเจเนอเรชั่น Baby Boomers (อายุ 55 ปีขึ้นไป) ใช้เวลาในอินเตอร์เน็ตมากถึง 27 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าคนอายุ 16-34 ปี ถึง 2 ชั่วโมง และพบด้วยว่า 19% ของกลุ่มผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะแชร์เนื้อหาออนไลน์มากกว่าผู้ใช้ในวัยอื่นๆ อีกด้วย
26% ของผู้สูงอายุหญิงมีแนวโน้มที่จะแชร์เนื้อหาออนไลน์มากกว่าผู้สูงอายุเพศชาย และมีการคาดการณ์อีกว่าภายในปี 2018 จำนวนคนวัย 65 ปีขึ้นไปที่ใช้อินเตอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นเป็น 60.7%
ไม่ใช่แค่นั้น ผู้สูงอายุยังใช้งาน โซเชียลมีเดีย เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทียบระหว่างปี 2015 กับปี 2016 พบว่าจำนวนผู้สูงวัยที่อายุ 75 ปีขึ้นไป มีการใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 8% ในปี 2015 เป็น 15% ในปี 2016
เช่นกันกับจำนวนผู้สูงวัยที่อายุระหว่าง 65-74 ปี มีการใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นจาก 28% ในปี 2015 เป็น 39% ในปี 2016
เดาได้ไหมว่า ผู้สูงวัยทั้งหลายใช้โซเชียลมีเดียทำอะไรบ้าง?
5 อันดับแรก คือ 1.ใช้ติดต่อกับสมาชิกในครอบครัว และเพื่อน (82%) อันดับ 2 ค้นคว้าหาข้อมูล (58%) อันดับ 3 ใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ (40%) อันดับ 4 เยี่ยมชมเว็บไซต์และเพจที่น่าสนใจต่างๆ (35%) และสุดท้ายใช้เพื่อติดต่อกับบริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ (28%)
รอยเท้า ดิจิทัล บอกเราว่า ไม่ได้มีแต่วัยรุ่น-วัยทำงานที่นิยมช้อปปิ้งออนไลน์
โซเชียลมีเดีย ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้สูงวัยหัวใจไฮเทคยังเป็นยักษ์ Facebook อันดับหนึ่ง 72% ตามด้วย Pinterest 28%, Linkedin 24%, Twitter 21% และ Instagram 18%
นั่นเป็นข้อมูลทั่วโลก เมื่อมาดูข้อมูลในบ้านเรา จากการสำรวจโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560)
สพธอ. เปิดเผยว่า กลุ่มคนเจเนอเรชั่น Y (อายุ 17-36 ปี) ในบ้านเราเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตต่อวันสูงสุด โดยในช่วงวันทำงานหรือวันเรียนหนังสือใช้เวลาโดยเฉลี่ย 7.12 ชั่วโมง/วัน และมากถึง 7.36 ชั่วโมง/วันในช่วงวันหยุด
ขณะที่คน เจเนอเรชั่น X (อายุ 37-52 ปี) และเจเนอเรชั่น Z (อายุน้อยกว่า 17 ปี ) มีการใช้อินเตอร์เน็ตในวันทำงานและวันเรียนหนังสือ โดยเฉลี่ยเท่ากันที่ 5.48 ชั่วโมง/วัน แต่ในวันหยุดคนเจน Z จะใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 7.12 ชั่วโมง/วัน สวนทางกับคนเจน X ที่ใช้ลดลงที่ 5.18 ชั่วโมง/วัน
ใน กลุ่มผู้สูงวัย (Baby Boomers) ไทย ใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 4.54 ชั่วโมง/วัน ในวันทำงาน และ 4.12 ชั่วโมง/วันในวันหยุด
การสำรวจของ สพธอ. พบด้วยว่า 61.1% ของผู้ตอบแบบสำรวจใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เฉลี่ย 3.06 ชั่วโมง/วัน และ 30.8% มีปริมาณการใช้งานเท่าเดิม มีเพียง 8.1% ที่มีการใช้ลดลง เฉลี่ยที่ 2.24 ชั่วโมง/วัน
และสถานที่ที่นิยมใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดยังเป็นที่ บ้าน คิดเป็น 85.6% รองลงมาคือที่ทำงาน 52.4% ตามด้วยการใช้ระหว่างเดินทาง 24% ข้อมูลตรงนี้น่าสนใจ เพราะเพิ่มขึ้นมากจาก 14% ในปีก่อน
ขณะที่การใช้อินเตอร์เน็ตที่สถานศึกษาลดลงจาก 19.7% เป็น 17.5% ในปี 2560
สำหรับกิจกรรมที่นิยมทำเมื่อใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การใช้โซเชียลมีเดีย (86.9%), การค้นหาข้อมูล (86.5%), การรับส่งอีเมล์ (70.5%), การดูทีวีและฟังเพลงออนไลน์ (60.7%) และการซื้อสินค้าออนไลน์ (50.8%)
ในยุค Digital Disruption ที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและรูปแบบการทำธุรกิจให้ต่างไปจากเดิม การรู้จักเข้าใจ เข้าถึงความต้องการของลูกค้าจึงเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในทุกธุรกิจ
ใช่หรือไม่ว่า ในยุคนี้แนวคิดที่เรียกว่า หนึ่งเดียวสำหรับทุกคน หรือ one-size fits all approach ไม่เวิร์กอีกต่อไปแล้ว เพราะลูกค้าที่อยู่คนละพื้นที่ คนละประเทศ ย่อมมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของตลาด ของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ให้เข้าใจความต้องการ และพฤติกรรมของผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการต่างๆ จึงมีความสำคัญ (มาก)
ไม่แปลกที่ยักษ์อีคอมเมิร์ซโลก อาลีบาบา เจ้าพ่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก เฟซบุ๊ก และอีกมากมายจะลงทุนไปกับระบบไอที และคลังข้อมูลหลังบ้าน เพื่อเก็บ และให้รู้ทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับตัวเรา ทั้งเพศ, วัย, การศึกษา, ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ ไม่ว่าเราจะไปทำอะไรและอยู่ที่ไหนในโลก (ออนไลน์) ทุกรอยเท้าดิจิทัลของเราสามารถบอกได้ว่าเราเป็นคนแบบไหน ชอบ-ไม่ชอบอะไร
ไม่ใช่แค่ให้รู้จัก และเข้าใจว่า ผู้บริโภค อย่างเราๆ ท่านๆ ต้องการหรือมีแนวโน้มว่าจะต้องการอะไรเท่านั้น แต่จะวิเคราะห์เจาะลงไปถึงระดับที่ลึกไปกว่านั้น
คีย์หลักสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูลใน บิ๊กดาต้า สำหรับเฟซบุ๊ก, กูเกิล, อาลีบาบา, อะเมซอน และเจ้าของสินค้า และบริการทั้งหลาย ก็คือ การทำอย่างไรให้สามารถรู้จัก ลูกค้า ได้ดีกว่าหรือมากกว่าที่ ลูกค้ารู้จักตนเอง

