การพัฒนาโทรคมนาคม กับปม “ประมูลคลื่นความถี่”

ตั้งใจเอาไว้ว่า ถึงสิ้นปีจะหยิบเรื่องราวพัฒนาการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมบ้านเรามาเล่าสู่กันฟังสักหน่อย เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ แล้วก็เผื่อๆ ว่าจะพอถูๆ ไถๆ กับไทยแลนด์ 4.0 กับเขาบ้าง

แต่พอควานหาข้อมูลสองสามอย่างออกมาก็ยอมรับว่าต้องถอนใจ คราวนี้คงเสียความตั้งใจบางส่วนเสียแล้ว

ไอ้ที่อยากจะเล่าสู่กันฟังยังอยู่หรอกครับ แต่ส่วนที่จะให้ไปกันได้กับไทยแลนด์ 4.0 เห็นทีจะเป็นหมัน เพราะเอาเข้าจริง คุณภาพของโทรคมนาคมบ้านเรา ไม่เพียงไม่กระเตื้อง ยังแย่ลงด้วยซ้ำไป

สิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้อย่างชัดเจนก็คือ “สปีดเทสต์ อินเด็กซ์” ประจำปี 2017 ที่เขาเก็บข้อมูลจาก 122 ประเทศทั่วโลก ซึ่งผู้ใช้แอพพลิเคชั่น “สปีดเทสต์” วัดสปีดของโครงข่ายในแต่ละประเทศแล้วนำมาจัดทำอันดับ เรียงจากเร็วสุดไปหาต่ำสุด ข้อมูลนี้เผยแพร่เป็นสาธารณะครับ ใครอยากดูก็เข้าไปดูได้ที่ http://www.speedtest.net/global-index

ในส่วนที่เป็นโมบาย สปีดเทสต์บอกว่าอันดับของไทยลดลง 3 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 87 จาก 122 ประเทศ ความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดผ่านโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเราอยู่ที่ 13.38 Mbps ส่วนอัพโหลด อยู่ที่ 8.28 Mbps ในขณะที่ความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดของโลก อยู่ที่ 20.8 Mbps ครับ

ประเด็นที่ผมต้องการชี้ให้เห็นก็คือ สปีดที่ถือเป็นคุณภาพของโครงข่ายของเรา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่มาก

ยิ่งไปกว่านั้น ในจำนวนชาติสมาชิกอาเซียนด้วยกัน 9 ประเทศ (ยกเว้นพม่าที่ สปีดเทสต์ เขาไม่มีข้อมูลมาจัดทำดัชนี) เราจัดอยู่ในอันดับที่ 6 เท่านั้นเอง ดัชนีสปีดเทสต์ ชี้ให้เห็นว่า สปีดของโครงข่ายในบ้านเรา ไม่เพียงแค่สู้ประเทศอย่างสิงคโปร์ หรือ มาเลเซีย ไม่ได้เท่านั้น ยังช้ากว่าโครงข่ายในประเทศที่พัฒนาโทรคมนาคมมาทีหลังอย่าง เวียดนาม (อันดับ 61 เป็นที่ 2 ในอาเซียน) กัมพูชา (อันดับ 78 ที่ 4 ในอาเซียน) และลาว (อันดับ 85 ที่ 5 ในอาเซียน) ครับ

ที่สำคัญก็คือ เราเริ่มต้นช่วง 1 ปีที่ว่านี้ด้วยความเร็ว 16.66 Mbps แล้วค่อยๆ เรียวลงตามลำดับ สปีดที่ 13.38 Mbps นี้ ใกล้เคียงกับสปีดในจุดต่ำสุดของปีคือ 13.11 Mbps

จะว่าไทยมีคนมากกว่าอีก 5 ประเทศเหล่านั้นก็คงไม่ได้ เพราะจีนมียูสเซอร์มากกว่าหลายเท่าตัวยังสามารถรักษาคุณภาพโครงข่าย ให้ความเร็วได้ถึง 31.22 Mbps อยู่ในอันดับที่ 31 ของโลก เราเพิ่งประมูลคลื่นความถี่กันไปเมื่อ 2 ปีก่อน ทำไมโครงข่ายโทรคมนาคมบ้านเราถึงไม่พัฒนา?

ผมพยายามหาความรู้ในเรื่องนี้ ผู้รู้ไขคำตอบเอาไว้ว่า สาเหตุมี 2 อย่าง หนึ่งคือ คนที่ประมูลได้ไม่มีเงินจะมาลงทุนพัฒนา อีกหนึ่งก็คือ คนที่ประมูลได้ไม่มี “คลื่นความถี่” ที่จะใช้ในการพัฒนา

ทั้งสองอย่างนี้แม้จะฟังดูแยกจากกัน แต่ก็ไม่ได้แยกจากกันเด็ดขาด แต่เกี่ยวพันซึ่งกันและกันอยู่ในที

กรณีที่ “โอเปอเรเตอร์” ที่ประมูลได้ ไม่ยอมควักเงินพัฒนาโครงข่าย มีเหตุปัจจัยอยู่ 2 เหตุด้วยกัน อย่างแรกก็คือ เงินลงทุนหมดไปเพราะต้องนำไปใช้เป็นค่าใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ที่ประมูลมาด้วยราคาสูงๆ อย่างถัดมาก็คือ โอเปอเรเตอร์ ไม่อยากควักกระเป๋าลงทุนเพื่อพัฒนา เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะได้ประโยชน์ทางธุรกิจจากเงินที่ลงทุนไปนั้นหรือไม่ เนื่องจากไทยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “แผนการใช้งานคลื่นความถี่” หรือ “สเปกตรัม โรดแมป” ให้สามารถวางแผนการลงทุนเพื่ออนาคตได้

ข้อเท็จจริงก็คือ การประมูลคลื่นความถี่เมื่อปี 2558 นั้น ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เงินไปสูงมาก

แต่นอกจากทำให้โอเปอเรเตอร์จากต่างประเทศ บอกศาลาไม่ร่วมประมูลกันทั้งหมดแล้ว ยังเกิดปรากฏการณ์ตามมาอีก 2 อย่าง อย่างแรกกลายเป็นปัญหาขึ้นมาหลังประมูลหมาดๆ นั่นคือมีคนทิ้งใบอนุญาตฯ อีกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ คือ มีโอเปอเรเตอร์ขอขยายเวลาจ่ายค่าธรรมเนียม

“หมอลี่” นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. เพิ่งยืนยันทั้ง 2 เรื่องนี้ไว้ในวงเสวนา “จับตาประมูลคลื่นความถี่ปี 61” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมานี่เองว่า ถ้าการประมูลหนนั้น “(ราคา) ถูก” จริง คงไม่มีคนทิ้งใบอนุญาต หรือขอขยายเวลาจ่ายเงิน พร้อมทั้งเตือนเอาไว้ด้วยว่า

“การประมูลในราคาแพงทำให้ผู้ประกอบการเจอสภาพเดียวกันคือ ต้นทุนสูงเหมือนกันหมด แล้วที่สุดจะสะท้อนไปที่ผู้บริโภค”

คือถ้าค่าใช้บริการไม่แพงขึ้น ก็จะกลายเป็นว่าการบริการจะไม่พัฒนานั่นแหละครับ

ที่น่าสนใจก็คือว่า แทนที่ กสทช. จะใช้การประมูลหนที่ผ่านมาเป็นบทเรียน กลับเป็นว่า กำลังจะทำอย่างเดิมอีกครั้ง คือ ทำให้คลื่นความถี่ทั้งแพงขึ้น แล้วก็หดหายไปพร้อมกันในตัว

กสทช. ทำ 2 อย่าง หนึ่งคือ เอาราคาประมูลครั้งที่แล้วเป็น “ราคาเริ่มต้น” ในการประมูลหนใหม่ที่คาดกันว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า ผลก็คือ ทำให้ราคาเริ่มต้นในการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ของไทย “แพงที่สุดในโลก” แพงกว่าราคาเฉลี่ยของทั้งโลกอยู่ 6 เท่าตัว

อย่างที่ 2 ก็คือ ใช้วิธีการที่เขาไม่ใช้กันแล้ว เพราะไปสร้าง “ดีมานด์เทียม” ให้เกิดขึ้น ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ปริมาณคลื่นความถี่สำหรับใช้งาน “หดน้อยลง” นั่นคือ ใช้วิธีจำกัดจำนวนใบอนุญาตให้น้อยกว่า จำนวนผู้เข้าประมูล วิธีการแบบนี้เขาเรียกกันว่า “เอ็น-ลบ-หนึ่ง” อินเดียเคยนำมาใช้ประมูลเมื่อไม่นานมานี้ ได้ผลดีมากคือ ไม่มีใครเข้าประมูลเลยครับ

เล่าสู่กันฟังมาถึงตอนนี้ ก็บอกกันตรงๆ เหมือนกันว่า ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ กสทช. ทั้งหลายคิดและทำอย่างที่ควรจะทำ ไม่ใช่ไปทำอย่างที่ไม่ควรจะทำต่อไป

ได้แต่ทำใจละครับว่า ปีหน้าฟ้าใหม่ คงไม่มีโอเปอเรเตอร์รายใหม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาโทรคมนาคมไทยอีกเหมือนเดิม ส่วนไทยแลนด์ 4.0 ก็ว่ากันไปตามแกน

สุกๆ ดิบๆ ตามประสาคนไทยในปีใหม่ก็แล้วกันขอรับ

บทความก่อนหน้านี้นักธุรกิจชาวฝรั่งเศส  ปิ๊งไอเดียเปิดร้านอาหาร ‘ลูน่า เลานจ์’  ใจกลางกรุงเทพฯ เสิร์ฟความสนุกความเป็นกันเอง พร้อมอาหารนานาชนิด
บทความถัดไปชาวลับแลจัดฉายหนังกลางแปลง ให้วิญญาณบรรพบุรุษชม สานความเชื่อท้องถิ่น