หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที สบร. จับมือ ก...

สบร. จับมือ กรมอนามัย พัฒนาสมองเด็กไทยตามแนวคิด “ครอบครัวอบอุ่นเลี้ยงลูกตามรอยพระยุคลบาท”

24.03.16 | 16:23 น.

นายราเมศ พรหมเย็น ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สบร. ลงนามความร่วมมือกับ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อพัฒนาสมองเด็กไทยตามแนวคิด “ครอบครัวอบอุ่นเลี้ยงลูกตามรอยพระยุคลบาท” โดยจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (Brain-based Learning หรือ BBL) ให้กับเด็กในศูนย์เด็กเล็กและเด็กที่มารับบริการ ณ สถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี พญ.มยุรา กุสุมภ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ร่วมเป็นสักขีพยาน

พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า แนวคิดการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยตระหนักว่าเด็กเป็นอนาคตที่สำคัญที่สุดของชาติ และเชื่อว่าแต่ละบุคคลมีศักยภาพที่แตกต่างกัน หากได้รับการเรียนรู้โดยเน้นการจัดการเรียนรู้และพัฒนาสมอง เพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของแต่ละช่วงวัย และดึงศักยภาพของแต่ละบุคคลออกมาใช้ในการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม และให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า “จากการศึกษาวิจัยตามหลัก BBL พบว่าการดูแลเด็กอย่างเหมาะสมในช่วงอายุ 0-5 ปี มีความสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาสมอง และส่งผลต่อการเจริญเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ในนามของรัฐบาล ขอน้อมนำแนวคิดการเลี้ยงดูพระโอรสและพระธิดาของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผ่านการเล่นตามรอยพระยุคลบาท เพราะว่าการเล่นทำให้มีความสุข สนุก เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้ในความสำเร็จและการแก้ปัญหา สามารถเพิ่มประสบการณ์ เกิดความเชื่อมั่น และภูมิใจในตนเอง อันเป็นที่มาของพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่เป็นประโยชน์คณานัปการต่อการพัฒนาประเทศและความร่มเย็นเป็นสุขของเหล่าพสกนิกรชาวไทย”

“โดยความร่วมมือของ OKMD และกรมอนามัย เพื่อพัฒนาสมองตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 5 ปี ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้เด็กได้เติบโตและเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้กรอบแนวคิด ครอบครัวอบอุ่นเลี้ยงลูกตามรอยพระยุคลบาท เพื่อให้เด็กมีสุขภาพดี สมองดี อารมณ์ดี เตรียมพร้อมเรียนรู้สู่โลกกว้างต่อไป และหวังว่าหากมีการขยายเครือข่ายความร่วมมือในการนำ BBL ไปใช้ในทุกช่วงวัย โดยมีการนำทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ นำไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งจากการเรียนการสอน การเลี้ยงดูของพ่อแม่ และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งระบบจะช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย ให้คิดได้ วิเคราะห์เป็น มีความสามารถในการเรียนรู้ การทำงาน การใช้ชีวิต และครบถ้วนในทุกทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้น จะทำให้มีคนเก่ง คนดี เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกมากมาย” พล.อ.อ.ประจินกล่าว

สบร.2
ด้าน พญ.มยุรา กุสุมภ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยของกรมอนามัย ปี 2557 พบเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 27 ซึ่งเด็กเหล่านี้หากไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม เมื่อเข้าสู่วัยเรียน เด็กจะมีโอกาสมีปัญหาด้านการเรียน สมาธิสั้น และเรียนหนังสือไม่ได้ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแผนบูรณาการการพัฒนาศักยภาพกลุ่มสตรีและเด็ก ซึ่งมีเป้าหมายให้เด็กไทย แข็งแรง เก่ง ดี มีวินัยใฝ่เรียนรู้ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ให้มีความรู้และทักษะในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ให้ได้รับความรู้ตามกระบวนการโรงเรียนพ่อแม่ที่เน้นพัฒนาสมองเด็ก ตามแนวคิด “ชวนลูกเล่นตามรอยพระยุคลบาท” โดยจัดให้มีมุมเล่นตามรอยพระยุคลบาท ณ คลินิกสุขภาพเด็กดีในสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง และลานเล่นตามรอยพระยุคลบาทในศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สบร. และกรมอนามัยเช่นกัน

Advertisement

ด้าน ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ประธานกรรมการบริหาร OKMD กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รากฐานที่สำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคล คือ ครอบครัว ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการช่วยพัฒนาหล่อหลอม ดูแล อบรมเลี้ยงดูสมาชิกของครอบครัวในทุกช่วงวัยให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น เด็กไทยของเราทุกคนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา OKMD ได้นำแนวคิด BBL ไปใช้ยังศูนย์อนามัยที่ 1 กรมอนามัย ในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องสมองกับการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และผู้เลี้ยงดูเด็กในช่วงตั้งแต่ในครรภ์มารดา – 3 ปีแรก ให้สามารถนำความรู้ และทักษะไปใช้ในการอบรม ดูแลเลี้ยงดูเด็กของตนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมตามโครงสร้างการทำงานของสมองและพัฒนาการตามช่วงวัย