“Hotel Artemis” หนังแกงสเตอร์โลกอนาคต “Hereditary” หนังสยองขวัญระดับมาสเตอร์พีซ

23.06.18 | 17:21 น.
"Hotel Artemis" หนังแกงสเตอร์โลกอนาคต "Hereditary" หนังสยองขวัญระดับมาสเตอร์พีซ

“Hotel Artemis” หนังแกงสเตอร์โลกอนาคต “Hereditary” หนังสยองขวัญระดับมาสเตอร์พีซ

Hotel Artemis

Hotel Artemis

หนังแอคชั่นไซไฟโลกอนาคตปี 2028 เรื่องนี้ มีความน่าสนใจหลายอย่าง พล็อตเรื่องค่อนข้างแหวกแนว เป็นเรื่องของสถานพยาบาลลึกลับที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีจริง เพราะรับรักษาเฉพาะอาชญากรตัวแสบกระเป๋าหนักที่เป็นสมาชิก แถมตั้งอยู่ใจกลางเมืองแอลเอ มีฉากหน้าเป็นโรงแรมสุดโทรม แต่ชั้นบนสุด เป็นสถานพยาบาลไฮเทค ที่มีสปอนเซอร์ใหญ่เป็นมาเฟียตัวพ่อ สมญา เดอะ วูลฟ์ คิง (เจฟฟ์ โกลด์บลัม) โดยสมาชิกแต่ละคนจะมีโค้ดเนมชื่อเดียวกับห้องพัก เป็นชื่อเมืองหรือสถานที่ เช่น ไนแองการ่า ไวกิกิ นีซ โฮโนลูลู

ผู้ควบคุมสถานที่แห่งนี้คือ จีน โธมัส หรือรู้จักในนาม The Nurse (โจดี้ ฟอสเตอร์) ทำหน้าที่รักษาพยาบาล และรักษากฎเหล็กสิบสองข้อของสถานพยาบาล อาทิ ห้ามพกอาวุธ ห้ามฆ่าคนไข้ด้วยกัน ห้ามลบหลู่เจ้าหน้าที่ โดยมีบุรุษพยาบาลร่างยักษ์ เอเวอร์เรสต์ (เดฟ เบาติสต้า หรือ แดร์ก จาก Guardian of Galaxy) เป็นผู้ช่วย

นอกจากพล็อตเรื่องที่หลุดโลกแล้ว ดาราที่ประชันกันในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดา โจดี้ ฟอสเตอร์ เป็นดาราระดับการันตีด้วยรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมถึงสองตัว ในเรื่องนี้เธอมาในลุคที่แปลกตา ทั้งแก่ทั้งโทรม แต่เก๋าพอจะรับมือกับวายร้ายทุกประเภท

นอกจากมาเฟียตัวเอ้ เดอะวูลฟ์ คิง แล้ว ในโรงแรมยังเป็นที่กบดานของเหล่าอาชญากร ตั้งแต่หัวหน้าแก๊งปล้นธนาคาร ฉายาไวกิกิ (สเตอร์ลิ่ง เค.บราวน์ อาของกษัตริย์ทีชาลาจากหนัง Black Panther) ที่พาน้องชายบาดเจ็บจากการปล้นธนาคารมารักษา เพชฌฆาตสาวสวยรับฆ่าตามใบสั่ง นีซ (โซเฟีย โบเทลล่า) ที่แฝงตัวทำเป็นป่วยเพื่อละเมิดกฎข้อ “No Killing the other Patients”

แต่ที่แปลกตาจนตอนแรกไม่คิดว่าเป็นคนเดียวกันคือ ครอสบี้ ลูกชายหัวร้อนทั้งถ่อยและกักขฬะของเดอะวูลฟ์คิง ซึ่งรับบทโดย แซคคารี ควินโต จาก Star Trek ที่ในเรื่องนี้สลัดมาดสุขุมแกมเนิร์ด อันเป็นบุคลิกของ มิสเตอร์สป๊อก ออกไปอย่างสิ้นเชิง

Advertisement

ผู้กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้คือ ดรูว์ เพียร์ซ ซึ่งมีฝีมือพอตัว เคยเขียนบท Iron Man 3 เขียนสตอรี่ให้หนัง Mission: Impossible Rogue Nation แถมเคยกำกับหนังสั้นที่ได้รับคำวิจารณ์ดี Don’t Mess with Julie Whitfield หนังเรื่องนี้ดรูว์ทุ่มเทมากขนาดให้ โธมัส แวกเนอร์ ผู้เคยออกแบบจำลองยานอวกาศของ NASA มาช่วยดีไซน์ โฮเทล อาร์ทิมิส ให้มีสถานที่และเครื่องใช้สุดเอ็กซ์คลูซีฟและไฮเทคสมโลกยุค 2028

แต่ขอเตือนว่า หนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังแอคชั่นมันทั้งเรื่องแบบที่เห็นตัวอย่าง แอคชั่นมาแค่ในตอนท้ายๆ แต่ดิบ ดุ และน่าดู เห็นขาขาวเรียวสวยของนักฆ่าสาวนามนีซ เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว

มีพาร์ทดราม่าปมเบื้องหลังที่ทำให้ จีน โธมัส กลายมาเป็น The Nurse ที่นี่ และเมื่อผู้มีหน้าที่รักษากฎกลับละเมิดกฎเสียเองเพราะอดีตส่วนตัว

ผสานกับความโหดเถื่อนของเหล่าอาชญากรต่างพรรคพวกที่ซ่องสุมอยู่ ณ ที่นี่ สถานที่ที่เคยปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้นอกกฎหมาย จึงปั่นป่วน วุ่นวายกลายเป็นสถานที่อันตรายที่ทุกคนพร้อมจะแหกกฎอย่างยากที่จะระงับ

น่าเสียดายว่าหนังค่อนข้างสั้น แค่ 90 กว่านาที ทำให้ประเด็นต่างๆ ที่เปิดไว้ ถูกรวบรัดและไปไม่สุดทาง ทั้งๆ ที่การปูเรื่องเกี่ยวกับโรงแรม ปมต่างๆ ของตัวละครแต่ละตัว ล้วนมีเงื่อนงำที่น่าสนใจ จนน่าจะพาหนังให้ไปไกลได้กว่านี้ แต่แสงสีโปรดักชั่นหนังดูดี และการแสดงของ โจดี้ ฟอสเตอร์ ก็ยังคงสุดยอดเช่นเคย

Hereditary

Hereditary

หนังสยองขวัญกระแสดีที่นักวิจารณ์ต่างประเทศเทคะแนนให้แบบถล่มทลาย ได้รับการพูดถึงว่า “A Modern day Horror Masterpiece” (จาก USA Today) และถูกจับตามองเหมือนหนังสยองขวัญฟอร์มเล็กเรื่อง Get Out ที่ปีที่แล้ว เข้าชิงทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและออสการ์

มาปีนี้ โทนี่ คอลเล็ตต์ ในบทแอนนี่ แม่ผู้บ้าคลั่งสติแตก ที่รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปรกติในครอบครัวเกรแฮมของเธอ ได้รับคำชมว่า การแสดงของคอลเล็ตต์สะกดให้คนดูอยู่ในภวังค์ ทุกวินาทีที่เธอปรากฏ จนน่าจะเป็นเต็งหนึ่งรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมออสการ์ปีนี้ โดยก่อนหน้านี้เธอเคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก หนังระทึกขวัญเช่นกัน ในบทแม่ของเด็กที่เห็นผี The Sixth Sence

แอนนี่พาคนดูดำดิ่งไปกับความชั่วร้ายซึ่งเป็นมรดกที่เอเลนแม่ที่ตายไปของเธอทิ้งไว้ให้ เป็นการตายที่แอนนี่รู้สึกเหมือนแม่ยังคงอยู่ในบ้าน และคุกคามชีวิตคนในครอบครัว จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมสุดสะพรึง ที่ทำให้เธอทวีความคลุ้มคลั่ง และระบายทั้งความโศกเศร้าและอารมณ์โกรธลงไปในงานศิลปะของเธอ บ้านตุ๊กตาที่จำลองชีวิตและคนในครอบครัวเกรแฮม

บ้านตุ๊กตาสุดแสนหลอนมีนัยยะอะไร อารี แอสเตอร์ ซึ่งเป็นผู้เขียนบทและกำกับหนังยาวเรื่องนี้เฉลยว่า

“แอนนี่สร้างบ้านจำลองชีวิตและสถานที่รอบๆ ชีวิตจริงของตัวเธอ เป็นตุ๊กตาจิ๋วที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีอำนาจในการควบคุมชะตาชีวิตคนในครอบครัว ควบคุมสิ่งที่กำลังจะเกิด ซึ่งมันก็แค่…..ภาพลวงตา เพราะความจริงครอบครัวเกรแฮมไม่สามารถควบคุมอะไรในชีวิตตัวเองได้ แต่โดนควบคุมจากพลังอื่น ซึ่งนี่คือเรื่องหลักของหนัง”

หนังป่วนประสาทคนดู สร้างบรรยากาศที่กดดันโดยการสร้างภาพ เสียง และการเล่าเรื่องที่ชวนให้สงสัย แอนนี่ได้รับมรดกเป็นกรรมพันธุ์ผิดปรกติทางสมองจากครอบครัว หรือแม่ของเธอทิ้งมรดกเรื่องเหนือธรรมชาติสุดสะพรึงที่ลากครอบครัวสู่หายนะ

Hereditary เป็นหนังระทึกขวัญ ที่มีองค์ประกอบเรื่องดราม่าในครอบครัว รวมทั้งด้านสภาพจิตใจที่ซับซ้อน ดูแล้วอึดอัด มืดหม่น มีรายละเอียดและสัญลักษณ์แฝงมากมาย หลอนจนขนลุก อารมณ์ความน่ากลัวเริ่มตั้งแต่ต้นเรื่อง และไต่ระดับความสยองขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกาต้มน้ำร้อนที่ค่อยๆ ร้อนจนเดือด กลายเป็นความสยองที่บทสรุปคงไม่ถูกใจคนดูหลายคน

ดาราหลักทุกคนแสดงดี ชาร์ลี ลูกสาวคนเล็กของครอบครัว (มิลลี่ ชาปิโร่) ได้รางวัลโทนี่อวอร์ดเมื่ออายุเพียง 10 ขวบ จากละครเวทีเรื่อง Matilda บทของเธอมีเพียงช่วงแรก เด็กหญิงไม่ชอบสังคม พฤติกรรมประหลาด เอกลักษณ์การเดาะลิ้นของเธอ ทำเอาคนดูสะดุ้งแทบทั้งโรงเมื่อได้ยินเสียงเดาะโดยไม่คาดคิด อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเธอเป็นเรื่องของชะตากรรม หรือเกิดจากอำนาจลึกลับที่มองไม่เห็น เพราะเสาไฟที่เป็นเหตุ สลักสัญลักษณ์ปีศาจเหมือนสร้อยคอที่ยายและเพื่อนๆ ยายสวม

ตัวละครที่น่ากล่าวถึงอีกคนคือ ปีเตอร์ ลูกชายคนโตของครอบครัวเกรแฮม (อเล็ก วูล์ฟ ) ซึ่งเพิ่งแสดงบทชิลๆ ในหนัง Jumanji: Welcome to the Jungle ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ในเรื่องนี้คนดูบางคน คงติดตาภาพปีเตอร์ซมซานกลับบ้านซุกตัวในผ้าห่ม กล้องแพนให้เห็นสีหน้ากึ่งช็อกกึ่งเคว้งคว้าง เจ็บปวดของเขา ขณะรอคอยปฏิกิริยาของแม่หลังเขากลับจากงานปาร์ตี้ เป็นฉากที่ทั้งเครียด หดหู่และกดดันคนดู เสียงร้องโหยหวนของแอนนี่บีบคั้นจิตใจทั้งปีเตอร์และคนดู

ต้องยอมรับว่าฝีมือกำกับหนังยาวเรื่องแรกของอารี แอสเตอร์ ไม่ธรรมดา แรงบันดาลใจของแอสเตอร์มาจากประสบการณ์จริงที่ครอบครัวของเขาเผชิญเรื่องเศร้า และประสบโชคร้ายจนเขาคิดว่าโดนคำสาป

“ผมสามารถใส่ความรู้สึกที่ผมเจอเอง ผ่านการเล่าเรื่องแบบหนังสยองขวัญ” ทั้งยังบอกอีกว่า “ผมอยากสร้างหนังที่สร้างทั้งความกลัวในระดับบุคคล และระดับการมองโลกไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้ผู้ชมหนีผมไปไหนไม่ได้ ผมหวังว่าหนังเรื่องนี้จะติดตาผู้ชมไปอีกนาน”

คนดูคนอื่นเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่หลังจากดูจบ ผู้วิจารณ์กลับไปฝันถึงหนังเรื่องนี้ และยังติดตากับภาพบางภาพในหนัง ที่แม้โปรดักชั่นไม่ยิ่งใหญ่ แต่มุมกล้อง แสงเงา ซาวด์ประกอบ และการเล่าเรื่อง ทั้งแปลก สยอง และมีความเป็นศิลปะ จนนักดูหนังไม่น่าพลาดหนังระทึกขวัญผสมดราม่าครอบครัวเรื่องนี้