The First Purge ที่น่ากลัวสุดคือความดิบเถื่อนในใจและอำนาจในมือของมนุษย์
ไม่นึกว่าจะมีหนังเกี่ยวกับ The Purge คืนล้างบาป ออกมาอีก เพราะภาค 3 The Purge: Election Year (2016) เป็นหนัง The Purge ที่สรุปจบอย่างสมบูรณ์ แต่ความสำเร็จมากมายด้านรายได้ ทำให้มีการสร้าง The First Purge ซึ่งเป็น prequel หรือเหตุการณ์ก่อนหน้า The Purge ทั้งสามภาค เล่าเรื่องราวแรกเริ่มของคืนชำระบาปขึ้นมาอีก
ภาคนี้ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ The Purge โดยเป็นคนเขียนบทและผู้กำกับ The Purge ทั้งสามภาคไม่ได้ทำหน้าที่ผู้กำกับ แต่ยังคงเขียนบท เป็นโปรดิวเซอร์ และส่งต่อให้เจอราด แมคเมอเรย์ นักทำหนังผิวสี เป็นผู้กำกับแทน
แมคเมอเรย์บอกว่า ที่เขารับกำกับหนังเรื่องนี้เพราะเขาสามารถใส่แนวคิดของตนเองเข้าไปในหนังได้อย่างเต็มที่
“ผมต้องการพูดเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ประเด็นบางอย่างที่เกิดขึ้นใน The Purge ใกล้เคียงกับสิ่งที่สังคมของเรากำลังเป็นอยู่ ผมใส่เรื่องราวในโลกแห่งความเป็นจริงลงในหนังเรื่องนี้ และให้ความเป็นหนังแอคชั่น สยองขวัญเต็มที่แก่คนดูไปพร้อมกัน”
The First Purge เล่าเรื่องเหตุการณ์สมมุติเมื่อสังคมอเมริกันถูกปกครองด้วยกลุ่ม NFFA (New Founding Fathers of America) ที่มีผู้นำคือประธานาธิบดีบราคเคน
มีการทดลองทฤษฎีเชิงสังคมจิตวิทยา ตามแนวคิดของ ดร.เมย์ อัพเดล (มาริสา โทเม ป้าเมย์จากหนัง Spider-Man: Homecoming) ที่เชื่อว่า การปลดปล่อยความก้าวร้าว และสันดานโหดที่อยู่ในใจปีละครั้ง แค่ 12 ชั่วโมง จะสร้างสังคมที่สงบสุข และลดอัตราการก่ออาชญากรรมตลอดทั้งปีให้เหลือต่ำกว่า 1% ได้
รัฐบาลจึงคัดเลือกเกาะเกาะหนึ่งที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสีและคนอพยพที่ยากจน เพื่อทดลองก้าวแรกของพิธีการชำระบาป โดยใช้เงินเป็นตัวล่อให้คนไม่อพยพออกจากเกาะ อยู่เฉยๆ หากใครรอดชีวิตจะได้เงินห้าพันเหรียญ แต่ถ้าเข้าร่วมพิธีล้างบาป ก็จะได้เงินมากขึ้น
ทั้งยังขายฝันด้วยวาทะ “คืนนี้คุณไม่ใช่แค่คนอเมริกัน ไม่ใช่แค่ผู้รักชาติ แต่คืนนี้คุณจะเป็นผู้บุกเบิก”
นี่คือเบื้องหน้า แต่เบื้องหลัง รัฐบาลมีเป้าหมายจะกำจัดพลเมืองผิวสี พวกรากหญ้า พวก homeless ที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนโดยไม่สามารถเก็บภาษีได้
แต่การณ์ไม่เป็นดังคาด จำนวนคนที่ออกมาร่วมชำระบาปมีน้อย รัฐบาลจึงส่งทหารรับจ้างเข้าไปสังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ในสถานที่อยู่อาศัยย่านคนจน ไม่เว้นแม้แต่ในโบสถ์ที่ชนชั้นระดับรากหญ้าเข้าไปพักพิง ผู้ถูกไล่ฆ่าส่วนใหญ่เป็นพวกผิวสีและพวกอพยพมาจากที่อื่น ในขณะที่นักการเมืองชนชั้นปกครองผู้ออกกฎเป็นคนผิวขาว
ไนย่า นางเอกของเรื่องอยู่ในกลุ่มผู้ต่อต้านแนวคิดนี้ แต่ที่เธอทำได้คือ พยายามรวมรวบคนไปอยู่ในสถานที่ที่เธอคิดว่าปลอดภัย
ดิมิทรี่ เจ้าพ่อค้ายาเสพติดในชุมชนไม่สนใจว่ารัฐบาลจะออกกฎอะไรขึ้นมา สนใจแค่ปกป้องธุรกิจผิดกฎหมายของตนไม่ให้กระทบกระเทือน แต่เขาเป็นคนแรกที่สำเหนียกถึงความผิดปรกติ และรู้ว่าแท้จริงรัฐบาลมีเป้าหมายแอบแฝง สถานการณ์บังคับให้เขาต้องจับปืนขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลเพื่อปกป้องชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่

ใบเปิดโปสเตอร์หนังเรื่องนี้มีใบหนึ่งเป็นหมวกสีแดง เขียนชื่อหนัง The First Purge บนหมวก คล้ายคลึงกับหมวกเบสบอลสีแดงขลิบทองที่เขียนว่า Make America Great Again ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใส่ เวลาไปกล่าวปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี
ทั้งยังเป็นที่ทราบกันดีว่าทรัมป์มีจุดยืนที่เอียงไปทางเหยียดคนผิวสี และฐานเสียงที่ทำให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งคือพวกชาตินิยมฝ่ายขวาที่เกลียดคนดำและชังคนอพยพจากนอกประเทศ เช่น พวกเม็กซิกัน เพราะมองว่าคนพวกหลังนี้เข้ามาแย่งงาน
กลุ่มคนที่ถูกเกลียดชังเหล่านี้คือกลุ่มเป้าหมายเดียวกันกับที่ประธานาธิบดีบราคเคน แห่ง NFFA มุ่งกำจัดในหนัง The First Purge
ฉากกลุ่มคนผิวขาวบุกเข้าไปฆ่าคนที่หลบภัยอยู่ในโบสถ์ ก็เหมือนกับการสะท้อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มชาตินิยมคนผิวชาวกับกลุ่มคัดค้านการเหยียดผิวและเชื้อชาติ จนเกิดการนองเลือดที่เมืองชาร์ล็อตวิลล์ รัฐเวอร์จิเนียร์ (ปี 2017) โดยช่วงแรกทรัมป์ไม่ยอมระบุชัดว่า ความรุนแรงเหล่านี้เริ่มต้นจากกลุ่มชาตินิยมคนขาว
แม้มีประเด็นการเมือง แต่หนังจัดหนักฉากแอคชั่นโดยเฉพาะท้ายเรื่อง มีฉากรถชนสนั่นหวั่นไหว ฉากไฟไหม้ ต่อสู้กัน ทั้งการต่อสู้แบบประชิดตัว ถล่มด้วยปืนกล และระเบิด ดิบเถื่อนเลือดสาดกระจาย
หนังทำให้เกิดความรู้สึกว่า บางครั้งความสยองและความน่ากลัวอาจไม่ได้เกิดจากเอเลี่ยนหรือเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เกิดจากสันดานดิบเถื่อนในจิตใจมนุษย์ ที่เมื่อบวกกับอำนาจในมือ ก็สามารถทำให้สังคมบิดเบี้ยวและวิปริต จนเห็นความป่าเถื่อนเหี้ยมโหดกลายเป็นความถูกต้อง

