ไม่เคยดูหนัง The Equalizer ภาคหนึ่ง แต่พอดูภาคสอง รีบกลับไปหาภาคหนึ่งดูเลย ไม่ใช่เพราะไม่รู้เรื่อง แต่เพราะชอบภาคสองมาก ทั้งเนื้อเรื่อง การแสดง และ ซาวด์ประกอบที่ทำให้ใจเต้นแรงตลอด เป็นหนังที่นักดูหนังไม่ควรพลาด (แต่เราพลาดภาคแรกไปได้ยังไง)
เดนเซล วอชิงตัน จับคู่กับผู้กำกับ อังตวน ฟูกัว ทีไร หนังออกมาสนุกทุกเรื่อง ตั้งแต่ Training Day ที่ทำให้เดนเซล ได้ออสการ์ The Magnificent Seven หนังดังในอดีตที่นำมาสร้างใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ
และ The Equalizer (ทั้งสองภาค) ที่ทั้งสองกลับมาจับมือร่วมกันอีกครั้ง ทั้งยังได้ ริชาร์ด เวงค์ มือเขียนบทคนเดียวกับภาคแรก มาสานต่อความมัน ที่ภาคนี้ทำให้คนดูรู้จักโรเบิร์ต แม็คคอลล์ (เดนเซล วอชิงตัน) นักฆ่าจับเวลาตายได้มากขึ้น
เดนเซลให้สัมภาษณ์ว่า แสดงหนังมา 40 ปี ไม่เคยเล่นหนังภาคต่อ แต่เขายอมแสดงภาคต่อของหนังเรื่องนี้
“ผมไม่เคยทำอะไรซ้ำสอง สำหรับผม ความตื่นเต้นจะเกิดขึ้นเมื่อได้ทำสิ่งใหม่ๆ บทหนังเรื่องนี้มีความใหม่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับซูซาน (เมลิสซา ลีโอ) และไมล์ส (แอชตัน แซนเดอร์ส)”
โรเบิร์ต แม็คคอลล์ อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษ มือสังหารที่จัดฉากแกล้งตายจากเหตุคาร์บอมบ์ เพื่อใช้ชีวิตเหมือนชายสูงวัยธรรมดา ภาคแรกเขาทำงานร้านขายอุปกรณ์แบบโฮมโปร ภาคนี้ขับแท็กซี่อูเบอร์ แต่คำจำกัดความของเขาคือ “เทพทมิฬที่ลงมาจากสวรรค์ เพื่อผดุงความยุติธรรมให้แก่คนที่สมควรได้รับ”
แม็คคอลล์ไม่เคยเปิดใจให้ใครเข้าถึงตัวตนของเขา คนส่วนใหญ่ที่เขาทวงคืนความยุติธรรมให้ เป็นแค่คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หรือคนรู้จักกันธรรมดา แต่สำหรับซูซาน เธอพูดกับแม็คคอลล์อย่างภูมิใจว่า “ฉันเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ”
เมื่อเกิดเรื่องกับเพื่อนรัก ปฏิบัติการตาต่อตา ฟันต่อฟัน จึงเกิดขึ้นเพื่อล้างแค้น แล้วไมล์สคือใคร บทของเขาสำคัญอย่างไร ที่ทำให้เดนเซลยอมกลับมาแสดงภาคต่อของหนังเรื่องนี้ คนดูคงจะต้องไปหาคำตอบเอาเอง
The Equalizer มีส่วนผสมของหนังหลายเรื่อง มีความเป็น Batman ตรงที่คนมองว่าแม็คคอลล์เป็นตาแก่สมถะ ไม่มีพิษภัย ขับอูเบอร์ ว่างก็อ่านหนังสือ (“สิทธารถะ” ก็อ่านนะ) เหมือนบรูซ เวย์น ที่มุมสว่างเป็นเพลย์บอยไร้สาระ แต่ในอีกมุม เขาคือ Batman ที่ต่อกรกับเหล่าร้ายที่ทำลายความสงบสุขของเมืองก๊อตแธมซิตี้
เช่นเดียวกับแม็คคอลล์ ที่ฉากหลังเหมือนเป็นเทวดาคอยพิฆาตผู้ต่อสู้ เพี่อทวงคืนความยุติธรรมให้คนที่ถูกทำร้าย ถูกข่มเหงรังแก
เหมือน Jack Reacher ตรงที่ต้องการผดุงความยุติธรรม ใครไม่ได้รับความเป็นธรรม แม็คคอลล์จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
ทั้งยังเหมือน John Wick ในทักษะความเป็นนักฆ่าที่นิ่งและเลือดเย็น ที่เพิ่มขึ้นมาคือ แม็คคอลล์จะสแกนคู่ต่อสู้ ประเมินรายละเอียดก่อนลงมือโจมตีในเวลาที่กำหนด แถมเป็นการต่อสู้คนละสไตล์กับ John Wick ตรงที่ไม่ค่อยใช้ปืน แต่ชอบต่อสู้ประชิดตัวโดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัว เช่น มือและมีด ที่กะซวกแต่ละที หวาดเสียวจนหนังได้เรท18+
ในวัย 64 ปี เดนเซลมีความเก๋าที่สมศักดิ์ศรีดาราสองรางวัลออสการ์ โชว์คิวบู๊ที่มีสไตล์ เคลื่อนไหวรวดเร็ว ปะทะคู่ต่อสู้อย่างรุนแรงสมจริง แค่ดูสีหน้าก็แทบจะอ่านความคิดเขาได้ โดยไม่ต้องมีคำพูด
ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องดีไซน์ได้เร้าใจ เป็นการต่อสู้ของคนที่ถูกฝึกฝนมาแบบเดียวกัน ชิงไหวชิงพริบท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ ดนตรีประกอบช่วยเสริมความระทึกให้ไต่ระดับจนใจเต้นแรง เป็นฉากแอ็คชั่นที่น่าจดจำ
และน่าจะทำให้แฟนคลับแม็คคอลล์ อยากเห็นเดนเซลกลับมาในบทบาทนี้อีกเป็นครั้งที่ 3

