The Predator อย่าคิดหาเหตุผลระหว่างดู
หนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Predator มีหลายภาค ทั้งเรื่องราวความเป็นนักล่าของมันล้วนๆ และเรื่องราวที่จับตัวมันไปปะทะกับเอเลี่ยน แต่ใครไม่เคยดู ไม่เคยรู้เรื่องราวของ Predator ก็ยังสามารถดู The Predator ได้ รู้เรื่อง เพียงแต่จะชอบหรือไม่ชอบก็ว่ากันไป
“เพรดเดเทอร์” (อ่านแบบนี้ไม่ใช่ “พรีเดเทอร์”) เป็นนักล่าสุดโหดจากต่างดาวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น หน้าตาโคตรน่าเกลียด บนใบหน้ามันมีอะไรบางอย่างที่คล้ายแมลงสาป ทั้งยังมีกรามเหมือนขากุ้งแต่แหลมคมและแข็งแรง มันล่ามนุษย์เป็นเกมกีฬาเพื่อความสนุก สะสมเหยื่อด้วยการกระชากหัวพร้อมกระดูกไขสันหลังออกมาทั้งยวง
เพรดเดเทอร์มีกฎกติกาการล่า คู่ต่อสู้ของมันต้องทัดเทียมกัน หญิงท้อง เด็ก คนชรา มันไว้ชีวิต และหากคู่ต่อสู้ชนะมัน เพรดเดเทอร์ตัวอื่นก็ยอมรับ แค่เอาร่างพวกมันกลับดาว แต่ไม่มีการรุมกินโต๊ะ
นี่คือภาพจำเกี่ยวกับเพรดเดเทอร์ที่ทำให้หลายคนประทับใจในตัวมัน เป็นผู้ร้ายที่เท่ มีความเป็นฮีโร่และเหนือกว่ามนุษย์ในทุกประการ ทั้งฉลาดทั้งโหด อาวุธของมันก็ล้ำยุค มนุษย์ที่จะเอาชนะมันได้ ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ และมีกลยุทธ์ นอกเหนือจากความกล้าหาญ และความเป็นนักสู้
แต่ The Predator ฝีมือกำกับและเขียนบทของ เชน แบล๊ก (ซึ่งเคยแสดงเป็นตัวประกอบตัวหนึ่งที่ถูกเพรดเดเทอร์ฆ่าในช่วงต้นๆ ของหนังเรื่อง Predator ภาคแรก) แตกต่างออกไป ไม่ใช่หนังรีบูธ และภาคนี้เพรดเดเทอร์ไม่ได้มาโลกมนุษย์เพื่อเป็นนักล่า มันมากันถึงสองตัว แต่ต่างวัตถุประสงค์ ที่ขอไม่สปอยล์ให้เสียอรรถรส
ควินน์ (บอยส์ ฮอลบรู๊ค ตัวร้ายจากหนัง Logan) รับบทสไนเปอร์สุดระห่ำ ที่ต้องร่วมมือกับกลุ่มทหารเพี้ยน ซึ่งถูกระบุว่าบ้า เพราะได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการเข้าร่วมต่อสู้ในสงคราม และดร.เคซีย์ (โอลิเวีย มุนน์ ไซล็อคจาก X – Men Apocalypse) นักชีววิทยาด้านวิวัฒนาการ จับมือกันต่อสู้เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกโลกมนุษย์ของเพรดเดเทอร์ทั้งสองตัว
ควินน์ยังต้องปกป้องลูกชาย โรรี่ (จาคอบ เทรมเบลย์ จากเรื่อง Room และ Wonder) ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ ที่เข้าใจผิดคิดว่าชิ้นส่วนประหลาดที่พ่อเก็บจากเพรดเดเทอร์เป็นเครื่องเล่นเกม จึงเปิดสัญญาณอันเป็นเหตุให้เพรดเดเทอร์ตัวที่สองตามไปที่บ้าน
ผู้กำกับ เชน แบล็ก เป็นคนที่รุ่มรวยอารมณ์ขัน Iron Man 3 ที่เขากำกับ เปลี่ยนตัวร้ายของเรื่อง แมนดาริน ให้กลายเป็นจำอวด จนถูกวิจารณ์แหลก (แต่หนังกลับประสบความสำเร็จด้านรายได้ จนกลายเป็นหนังทำเงินอันดับต้นๆ ของค่ายมาร์เวล)
มาถึง The Predator เขาเปลี่ยนคู่ต่อกรของเพรดเดเทอร์จากทหารหาญสุดแกร่ง มาเป็นกลุ่มทหารไม่เต็มเต็ง ที่กำลังถูกส่งตัวไปรักษาอาการบ้าที่โรงพยาบาลประสาท
สีสันและความน่าจดจำของหนัง อยู่ที่ตัวละครกลุ่มนี้ ที่ทั้งรั่วทั้งเพี้ยน ออกแนวฮาที่ตลกบ้างไม่ตลกบ้าง ใครเป็นใครไปดูกันเองละกัน มีอะไรบางอย่างเหมือนหนัง Suicide Squad และทหารเพี้ยนเหล่านี้แหละ ที่จับมือกันปกป้องโลกจากเพรดเดเทอร์ได้สำเร็จ
แม้จะมีมุขตลกสไตล์หนังมาร์เวล แต่แอคชั่นโหดระดับเรทอาร์ มีฉากหัวตัวขาด อวัยวะกระจัดกระจาย ไส้ทะลัก เลือดพุ่งกระฉูด
เจ้าเพรดเดเทอร์ภาคนี้เป็นพันธุ์ผสมมี DNA ของมนุษย์และสปีชีส์อื่นที่แข็งแกร่ง แต่รูปลักษณ์ยังเป็นแนวเดิม มาครั้งนี้ไม่ใช่นักล่า แต่เป็นนักฆ่าที่โหดเหี้ยม ลีลาไม่ชวนให้ประทับใจ เดินดุ่มๆ กะซวกศัตรู ไม่มีการพรางตัวหรือแสดงความฉลามแกมโหดแบบภาคที่ผ่านมา
หนังเปิดตัวด้วยการขึ้นอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐ แต่นักวิจารณ์เมืองนอกให้แค่ดาวครึ่ง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเห็นด้วยว่าบทหนังมั่วมากและขัดแย้งกันเอง
เช่น บทสรุป (ท้ายเรื่อง) เกี่ยวกับเพรดเดเทอร์ตัวแรกที่มาโลกมนุษย์ ขัดแย้งกับฉากแรกที่มันปรากฏตัวอย่างสิ้นเชิง
นางเอกนักชีววิทยาที่ถูกเชิญมาเพื่อช่วยวิเคราะห์เพรดเดเทอร์ตัวแรก พอมันหลุดออกมา เธอก็ลุกขึ้นต่อสู้ จับปืน จับอาวุธ วิ่งตามเพรดเดเทอร์ คล่องแคล่วว่องไว ราวกับวิญญาณไชล็อคจาก X-Men ที่เธอเคยแสดงเข้าสิง เก่งกาจไม่แพ้พระเอกที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชน
หนังมีครบทั้งตลก แอคชั่น แถมประเด็นครอบครัว ที่ผู้กำกับอยากใส่อะไรก็ใส่เข้าไป จนถ้าจะไปดูหนังเรื่องนี้ ขอให้ลืมหนังภาคที่ผ่านมาให้หมด ความตื่นเต้น กดดัน และลุ้นเอาใจช่วย เพราะฝ่ายมนุษย์ไม่มีอะไรเทียบเคียงเพรดเดเทอร์ได้ หายไป เหลือแต่ความบันเทิง การไล่ล่า ต่อสู้ระเบิดเถิดเทิง ที่ไม่ต้องคิดหาเหตุผล

