งดงามล้ำค่ายิ่ง สำหรับสถาปัตยกรรมโบราณยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่าง ศาลาการเปรียญ วัดแก้วไพฑูรย์ ย่านบางขุนเทียน ฝั่งธนบุรี มรดกทางวัฒนธรรมอันตกทอดจากห้วงเวลาของ หลวงปู่บุญ เกจิอาจารย์ชื่อดัง อธิการ วัดบางประทุน นามเดิมของอารามแห่งนี้
โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่มีแห่งใดเสมอเหมือนด้วยภาพจำหลักไม้บนฝาปะกนทั้งหลัง สลักเสลาเป็นเรื่องราวของ สุธนุชาดก จากปัญญาสชาดก วนขวาทวนเข็มนาฬิการอบศาลา บอกเล่าเหตุการณ์ครั้งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระสุธนุ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การยิงธนู ต้องพลัดพรากจากพระนางจิรัปภา ผู้เลอโฉมจากเหตุเรือสำเภาแตก เนื่องด้วยเคราะห์กรรมเก่าที่เคยกลั่นแกล้งสามเณรจนตกน้ำ จึงต้องชดใช้ด้วยการตกระกำลำบาก ระหกระเหิน ทุกข์ยาก ก่อนได้กลับมาครองรักและปกครองบ้านเมืองอย่างมีทศพิธราชธรรมสืบไป
นอกจากนี้ยังมีลวดลายพันธุ์พฤกษา และสัตว์มงคลตามคติจีน รูปเมขลาล่อแก้ว รามสูรขว้างขวาน อีกทั้งลายรดน้ำเสี้ยวกางยืนขึงขังหน้าประตูทางเข้าสู่พื้นที่ภายในอันเป็นที่ประดิษฐาน ธรรมาสน์ ยุคปลายกรุงศรีอยุธยา รายรอบด้วยความตระการตาของจิตรกรรมบนคอสอง และบานหน้าต่าง เรื่องวัตรปฏิบัติของสงฆ์ เทพชุมนุม พุทธประวัติตอนมารผจญ และโปรดพุทธมารดา อีกทั้งสอดแทรกภาพวิถีชีวิตชาวบ้าน
เสากลมกลึงได้สัดส่วนเขียนลายวิจิตร ประดับประดาด้วยโลหะหล่อคล้ายลายฉลุแปลกตา สมถ้อยความยกย่องจากปราชญ์สยาม น. ณ ปากน้ำ ว่าเป็น “เรือนไม้อันวิเศษ”
ครั้นเวลาล่วงผ่าน อาคารเก่าแก่แห่งนี้ได้ทรุดโทรมเสียหายและร่วงโรยลงไปอย่างไม่อาจหยุดยั้ง แม้ทางวัดจะพยายามดูแลสมบัติล้ำค่านี้อย่างสุดความสามารถ ทั้งถมดินกันน้ำท่วมเนื่องด้วยอยู่แนบชิดคลองบางประทุนอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งสรรหาวัสดุทดแทนชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่ชำรุด



กระทั่ง ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ผู้เติบโตและใช้ชีวิตวัยเยาว์ในย่านนี้อย่างผูกพัน ได้ทราบข่าวสถานการณ์อันน่าเป็นห่วง จึงลงพื้นที่สำรวจสภาพพร้อมด้วยผู้มีใจศรัทธาและกลุ่มนักวิชาการตั้งแต่ปี 2554 ก่อนตั้งมั่นวางแผนปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ภายใต้โครงการ “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” ในวาระเข้าสู่ปีที่ 35 ของเครือมติชน โดยมี พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ล่วงลับ ลงมือเขียนแบบบูรณะด้วยตนเอง
จากสภาพอันร่วงโรยและผิดเพี้ยนไปจากรูปแบบดั้งเดิม เนื่องจากมีการเทปูนรอบพื้นที่ตั้ง ทำให้ศาลาซึ่งเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงกลายเป็นอาคารชั้นเดียว ลวดลายรดน้ำลบเลือน ภาพจำหลักไม้บางส่วนสูญหาย เสานับสิบต้นเริ่มผุกร่อน ส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหลายจุดชำรุดหนัก โดยภาพรวมต้องใช้งบประมาณมากกว่า 30 ล้านบาท นำไปสู่การจัดทอดผ้าป่าโดยหัวเรือใหญ่ “มติชน” และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น ร่วมด้วยชาวบ้านและวัดซึ่งมี พระครูวิมลรัตนาธาร หรือ หลวงพ่อจรินทร์ กระต่ายแก้ว เจ้าอาวาส ร่วมกันผลักดันการชุบชีวิตศาลาการเปรียญล้ำค่าอย่างเต็มความสามารถ
นอกจากนี้ มติชนยังร่วมกับมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ และมูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์ ประกาศเชิญชวนสมทบทุนเพื่อการดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากบุคคลต่างๆ รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมากมายตลอดการดำเนินงานบูรณะ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2555

ประมุข บรรเจิดสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมสร้างโบราณสถาน นำทีมบูรณะโดยพยายามรักษาให้คงสภาพเดิม เริ่มด้วยการบวงสรวงแล้วรื้อศาลาดังกล่าวเพื่อขยับสถาปัตยกรรมแห่งนี้ให้สามารถต่อเติมระเบียงสำหรับเดินชมภาพจำหลักได้โดยรอบ สร้างบันไดด้านข้างตามแบบเดิม ยกพื้นให้สูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมและความชื้นดังที่เคยประสบตลอดมา นำไม้ใหม่เข้าแทนที่ไม้ที่ผุพังเพื่อเสริมความมั่นคง เสาไม้นับสิบต้นยังคงใช้ของเก่าที่ถูกนำมาซ่อมแซมอย่างดี รวมถึงการอนุรักษ์ธรรมาสน์ยุคกรุงเก่าให้คืนกลับมางดงาม เฉกเช่นคราวแรกสร้าง
“สิ่งที่ยากที่สุดของการบูรณะศาลาการเปรียญหลังนี้ อยู่ที่การอนุรักษ์ไม้จำหลัก เพราะฝีมือช่างของเดิมทำไว้ดีมาก ไม้จำหลักรูปชาดกบางชิ้นที่หายไปต้องสลักขึ้นใหม่ทดแทน ซึ่งช่างก็พยายามทำเลียนแบบฝีมือช่างโบราณอย่างดีที่สุด” ประมุข หัวหน้าทีมบูรณะกล่าว
ธัชชัย ยอดพิชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ในเครือมติชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการติดตั้งภาพจำหลักระหว่างการบูรณะให้เป็นไปตามลำดับอย่างถูกต้อง เล่าเสริมว่า ภาพจำหลักสุธนุชาดก ซึ่งมีจำนวน 44 ช่องนั้นสูญหายไป 7 ช่อง และชำรุดจนไม่อาจซ่อมแซม 2 ช่อง รวมต้องเนรมิตขึ้นใหม่ 9 ช่อง โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก ศาสตราจารย์ ดร.นิยะดา เหล่าสุนทร ราชบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญด้านชาดกและวรรณคดีไทยในการตรวจสอบ เพื่อจำหลักภาพขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับของเดิมอย่างแม่นยำ
สำหรับพื้นที่ชั้นล่างทำเป็นห้องสำหรับใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม
ลวดลายรดน้ำที่ลบเลือนถูกบรรจงวาดขึ้นตามแบบเก่า ภาพจำหลักไม้ที่สูญหายถูกเนรมิตขึ้นใหม่ตามหลักวิชาการซึ่งควบคุมดูแลโดยกรมศิลปากร ก่อนจะเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ.2558 อันเป็นปีมหามงคลที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558
จัดงานทำบุญอย่างเรียบง่ายเมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2560 พร้อมด้วยปี่พาทย์ท้องถิ่นโหมโรงเย็นและประลองเพลงอย่างครึกครื้น ล่าสุดยังมีการปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้กลมกลืน อีกทั้งร่มรื่นเขียวขจีด้วยต้นไม้นานาชนิด

ข่าวคราวความงดงามหลังการอนุรักษ์เป็นที่โจษขาน นำพานักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น อีกทั้งผู้สนใจในงานศิลปะโบราณให้เดินทางมาเยี่ยมเยือนเพื่อศึกษาหาความรู้และซึมซับสุนทรียะ ณ ศาลาการเปรียญแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับชาวบ้านที่ได้กลับมาใช้ประโยชน์ในทางธรรมที่ศาลาดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต
นาวิน มีบรรจง ชาวบ้านริมคลองบางประทุน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม ”รักษ์บางประทุน” กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เห็นศาลาการเปรียญกลับมาสวยงามมั่นคง หลังเคยทรุดโทรมจนแทบถูกปิดตาย โดยเน้นย้ำว่า สถาปัตยกรรมหลังนี้ไม่ใช่แค่ศาลาการเปรียญ หากแต่เป็นเสมือน “บ้าน” เพราะเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของชาวบ้านร่วมกันมาเนิ่นนาน
“ดีใจที่ศูนย์รวมใจคนในชุมชนได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง ศาลานี้เหมือนบ้าน เพราะคนในชุมชนได้พบปะ ทำกิจกรรมร่วมกัน ปัจจุบันย่านคลองบางประทุนและพื้นที่รอบๆ มีความเจริญเข้ามามาก ศาลานี้คือตัวเชื่อมโลกของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เพราะตัวอาคารถูกสร้างตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้วทรุดโทรมลงไปเมื่อถูกฟ้าฝน การบูรณะด้วยวิธีการและวัสดุสมัยใหม่อย่างกลมกลืนจะช่วยให้ศาลานี้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไปในรุ่นหลัง เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อและความศรัทธาที่เป็นอมตะ” นาวินกล่าว
ล่าสุด ในวันเสาร์ที่ 22 กันยายน วัดแก้วไพฑูรย์คึกคักและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่เช้าตรู่ โดยชาวบ้านในคลองบางประทุน อีกทั้งชาวสวนบางขุนเทียน คนเฒ่าคนแก่และหนุ่มสาวอุ้มลูกจูงหลานร่วมพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสวัสดิมงคล
ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงยกช่อฟ้าศาลาการเปรียญวัดแก้วไพฑูรย์ ถนนเอกชัย ซอยเอกชัย 14 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2561 เวลา 17.30 น.
สร้างความปีติเป็นที่ยิ่งแก่พสกนิกรในท้องถิ่น ซึ่งเตรียมการรับเสด็จด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


