
บ้านหล่ายแก้ว อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่
เป็นหมู่บ้านคนกะเหรี่ยงโผล่ง อาศัยในเขตภูเขามาแต่ดั้งเดิมก่อนการสร้างเขื่อนภูมิพล
กะเหรี่ยงโผล่ง บ้างก็เรียกกะเหรี่ยงโผล่ว หรือกะเหรี่ยงโปว์ (Pwo Karen) อาศัยในพื้นที่แถบภาคเหนือและผืนป่าตะวันตก มีภาษาและการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์
คนหล่ายแก้วเรียกตนเองว่า “โผล่ง”
พ่อเฒ่าแม่เฒ่ารุ่นดั้งเดิมซึ่งยังแต่งกายแบบแต่เก่าก่อน ซึ่งมีความพิเศษหลายอย่าง
ระยะหลังหลายท่านล่วงลับ ท่านที่ยังอยู่ปรารภกับผู้นำชาวบ้านว่าอยากให้บันทึกภาพของท่านไว้ให้ลูกหลานได้เห็นการแต่งกายที่สวยงามแบบเดิมๆ เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ของชุมชนและของชาวกะเหรี่ยงโผล่งต่อไปในอนาคต
คุณตุ้ย จันทร์คำ ปู่เป็ด ซึ่งรับถ่ายทอดการย้อมและทอผ้าโบราณแบบโผล่ง เล่าเรื่องให้พี่นก นิรมล เมธีสุวกุล ฟังในฐานะที่คุ้นเคยกันจากการเข้าพื้นที่ทำรายการทุ่งแสงตะวัน
จึงเกิดโครงการบันทึกภาพถ่ายและนิทรรศการ ชุด ย่ายายกายสิทธิ์
โครงการนี้มี สมิทธิ ธนานิธิโชติ ช่างภาพหนุ่ม ซึ่งสนใจเรื่องชุมชนช่วยประสานและชวนเพื่อนช่างภาพที่ใจศรัทธาร่วมบันทึกภาพครั้งสำคัญนี้ คือ กำธร เภาวัฒนาสุข และ ธาตรี แสงมีอานุภาพ
สมทบด้วยช่างภาพทีมงานทุ่งแสงตะวัน ได้แก่ สุริยนต์ จองลีพันธ์, ยุพา รอดเกลี้ยง และ วสวัณณ์ รองเดช
ทีมช่างภาพเข้าพื้นที่ นอนในหมู่บ้าน ทำความรู้จักชุมชนและสร้างงานร่วมกับปู่ย่าตายาย ซึ่งแต่งตัวจัดเต็มอลังการแบบโผล่ง ทั้งเสื้อทอและผ้านุ่งลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งเครื่องประดับลูกปัดเครื่องตกแต่งร่างกาย ที่มือแขนคอ มากมายชนิดไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ทุกวันนี้คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนถ่ายทอดความคิดความเชื่อให้เด็กรุ่นใหม่
บางเรื่องอาจค่อยๆ หายหกตกหล่นระหว่างยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่รูปธรรมที่เห็นเด่นชัดเครื่องแต่งกาย
พบว่าเด็กชาวโผล่งมีการสืบสานการแต่งกายแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต อาจเป็นเพราะบ้านหล่ายแก้วมีการฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าและย้อมสีธรรมชาติจนเกิดเป็นช่องทางการนำภูมิปัญญามาตอบโจทย์เศรษฐกิจชุมชนด้วย
ทุกวันนี้ มีกลุ่มทอผ้า ย้อมสีธรรมชาติ สร้างผลิตภัณฑ์จากผ้าทอนำรายได้สู่ชุมชนและพึ่งตัวเองได้ไม่น้อย เด็กๆ มีกิจกรรมร่วมกับย่ายายแม่ป้า เรียนรู้ย้อมสีธรรมชาติ และการร้อยลูกปัด สร้อย ฯลฯ
ภาพที่บันทึก เป็นภาพบุคคลอายุประมาณ 60-80 ปี มอบภาพให้ติดตั้งในเรือนของตนตามความประสงค์ของท่านผู้เฒ่า
เด็กและเยาวชนในชุมชนช่วยกันสำรวจและจัดทำเป็นแผนผังการชมนิทรรศการภาพ เปลี่ยนหมู่บ้านหล่ายแก้วให้เป็นแกลเลอรี่แสดงภาพ
ไม่ว่าในอนาคตบุคคลในภาพจะยังอยู่หรือล่วงลับไป ลูกหลานและคนในภายหน้าได้รับรู้เรื่องราวการแต่งกายของโผล่งหล่ายแก้วที่สืบทอดจากบรรพชนต่อเนื่องมาไม่เคยขาดสายและยังดำรงอยู่ในยุคสมัยของท่าน (พ.ศ.2559) และได้ร่วมกันบันทึกภาพไว้ในโครงการหล่ายแก้วโปรเจ็กต์ โดยตั้งชื่อภาพชุดนี้เพื่อสะท้อนการสืบทอดการแต่งกายหลายชั่วอายุคนอย่างน่าอัศจรรย์นี้ว่า ภาพชุด “ย่ายายกายสิทธิ์”
โดยมีผู้ร่วมจัดคือ ป่าใหญ่ครีเอชั่น,ทุ่งแสงตะวัน, Inner eyes Group, แสงมีอานุภาพ studio, I roast coffee therefore I am,ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์ และกลุ่มทอผ้าบ้านหล่ายแก้ว
สมิทธิ ธนานิธิโชติ กล่าวว่า “ภาพถ่ายชุดนี้มีกระบวนการที่น่าสนใจที่ต้องยกความดีให้ทีมงานของป่าใหญ่ฯ รายการทุ่งแสงตะวัน ที่เกาะติดความเป็นไปของแหล่งข้อมูล ที่ดีไปกว่านั้นก็คือ วิธีสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในแบบลูกๆ หลานๆ ช่างภาพเราเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในกระบวนการนั้นที่ใช้ตายายและลูกหลานเป็นศูนย์กลางมากกว่ามองพวกเขาเป็น Subject ในการถ่ายภาพ เราเพียงถ่ายทอดพวกเขาและสิ่งที่มีอยู่แล้วผ่านมุมมองของเรา เราไม่อยากให้มองภาพชุดนี้เป็น Exotic หรือความงามอันแปลกประหลาด แต่อยากให้มองในมุมของการดำรงอยู่ของบรรดาตายายในฐานะชุมชนที่มีลักษณะเฉพาะ หรือเรียกแบบขลังๆ ว่าอัตลักษณ์ ในโลกปัจจุบันสิ่งที่เรียกว่าความสากลพยายามครอบทุกสิ่ง การมีอยู่ของชาวโผล่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย ยังไม่ต้องนับรวมการครอบงำด้วย Concept รัฐชาตินิยม ที่ต้องการหลอมรวมให้คนเป็นหนึ่งเดียวทั้งในทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์”
พิธีเปิดการแสดงภาพที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านหล่ายแก้ว อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่
วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน 2559 เวลา 10.00 น. ชมนิทรรศการภาพร่วมกัน จากนั้นนำภาพติดตั้งบนเรือน 12 หลัง และที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านหล่ายแก้วเชิญร่วมงานในวันและเวลาดังกล่าว
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เพจทุ่งแสงตะวัน (www.facebook.com/Tung20)
หลังจากนี้ ผู้สนใจประสานกับกลุ่มทอผ้าบ้านหล่ายแก้ว ติดต่อขอชมนิทรรศการภาพในชุมชนโดยมีเด็กและเยาวชนเป็นมัคคุเทศก์ ได้ที่เฟซบุ๊กของคุณจันทร์คำ ปู่เป็ด (www.facebook.com/tuy.doitao)
