วิจารณ์หนัง The Girl on the Train และ Snowden
The Girl on the Train

สะดุดตาตัวอย่างหนังเรื่องนี้ตอนเห็นว่า เอมิลี บลันท์ แสดงนำ ในตัวอย่าง สีหน้าเธอระทมทุกข์น่าสงสารมาก บลันท์เป็นนักแสดงฝีมือฉกาจ ในเรื่องนี้ เธอไม่สวยเลย แต่สีหน้าเจ็บปวดเศร้าหมองของเธอ ทำให้อยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร The Girl on the Train ดัดแปลงจากนวนิยายเบสต์เซลเลอร์อันดับหนึ่งติดกันถึงสิบห้าสัปดาห์ของนิวยอร์คไทมส์ปี 2015
ถ้าอยากดูหนังเรื่องนี้ให้สนุก แนะนำว่าไม่ควรอ่านหนังสือมาก่อน เพราะตอนแรกของเรื่องยากที่จะเดาถูกว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้กำกับ เทท เทย์เลอร์ (เคยกำกับ The Help ซึ่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2012 สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) กำกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างมีชั้นเชิง ยอกย้อน ซ่อนเงื่อน หลอกคนดูให้หลงประเด็นได้อย่างสนุกและชวนติดตาม
หนังเหมือนจะบอกว่า ภาพสวยงามที่เราเห็นและมโนตามจินตนาการนั้น บางครั้งมันไม่สวยงามเช่นที่คิด ราเชล (เอมิลี บลันท์) หญิงขี้เมา สติเลอะเลือน ถูกสามีทอม (จัสติน เธอไรซ์) ทิ้งไปอยู่กับแอนนา (รีเบคกา เฟอร์กูสัน) ทั้งคู่มีลูกแสนน่ารัก ทุกวันราเชลจะนั่งรถไฟทำเป็นไปทำงาน ผ่านบ้านสามีภริยาที่ชีวิตดูหวานชื่น เมแกน (ฮาร์ลี เบนเน็ตต์) กับสก็อต (ลุค อีแวนส์) เรเชลแอบดูคู่รักทั้งคู่อย่างชื่นชม ฝันถึงความสุขที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมี ถัดไปเป็นบ้านที่เธอมองอย่างขมขื่น บ้านที่เธอเคยอยู่กับทอม แต่ตอนนี้ทอมอยู่กับครอบครัวใหม่ ในบ้านที่เครื่องเรือนแทบทุกชิ้น ราเชลซื้อหามาตกแต่งเองทั้งนั้น
แต่แล้วความสุขที่ได้ชื่นชมคู่รักแสนหวานของราเชลก็ถูกทำลาย วันหนึ่ง เธอเห็นเมแกนกอดจูบกับชายอื่น ราเชลรู้สึกทนไม่ได้ เธออยากจะทำอะไรบางอย่าง เมแกนหายตัวไปลึกลับ ในวันเดียวกับที่ราเชลซมซานกลับบ้านด้วยร่างกายที่ฟกช้ำ และมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า เจ้าหน้าที่พบศพเมแกนในอีกหลายวันต่อมา
ใครเป็นคนฆ่าเมแกน สาวสวยที่มีปมในอดีต จนต้องพึ่งจิตแพทย์ แถมมีพฤติกรรมทางเพศมีเงื่อนงำ ผู้ต้องสงสัยเบื้องต้นมีสามคน ราเชล หญิงขี้เหล้าสติเพี้ยนที่โกรธชังเมแกน จิตแพทย์ที่เมแกนไปบำบัดและหลงรัก สก็อตสามีที่รักแต่ชอบข่มเหงภริยา ส่วนทอมกับแอนนาผู้จ้างเมแกนให้มาเป็นพี่เลี้ยงลูก มีความเกี่ยวข้องอะไรหรือไม่ เพราะตัวแอนนาเองก็เป็นโรควิตกจริต หวาดระแวง พยายามแอบเชคอีเมล์ทอมอยู่เป็นประจำ
หนังเล่าเรื่องสลับไปสลับมา ผ่านตัวละครหญิงสามคน ราเชล เมแกน และแอนนา เผยมุมมองของแต่ละคน โดยมีราเชลเป็นตัวหลักในการเดินเรื่อง การเล่าเรื่องที่ย้อนไปย้อนมาค่อยๆ นำไปสู่ปมปริศนาที่คลี่คลายทีละชั้นๆ ผู้กำกับหลอกคนดูในสไตล์เดียวกับหนัง Gone Girl ชั้นเชิงอาจไม่ยอกย้อนเท่า แต่ทำให้สงสัยตลอดเวลาว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องจริง เรื่องไหนเป็นภาพลวงตา
เอมิลี บลันท์ แสดงเป็นหญิงขี้เหล้าที่ยามเมาขาดสติจนทำอะไรไปก็จำไม่ได้ ได้อย่างสมบทบาท ทั้งสีหน้า แววตาอมทุกข์ และน้ำเสียงไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้ถ้อยคำที่เธอละล่ำละลักเล่าเรื่องให้ตำรวจฟังดูไม่น่าเชื่อถือ แต่คนดูจะสงสารและเห็นใจจนแอบเอาใจช่วยไม่ให้เธอเป็นฆาตกร
The Girl on the Train ไม่ใช่หนังตื่นเต้นระทึกขวัญ แต่เป็นหนังที่มีบรรยากาศลึกลับ ไม่น่าไว้วางใจ คนดูดูด้วยความอึดอัด แต่เกาะติดไปกับตัวละครอย่างไม่คลาดสายตาเพื่อค้นหาความจริง เป็นหนังเชิงจิตวิทยาที่หักมุมได้น่าสนใจ ได้บริหารสมองในการคิดตาม บทสรุปของหนังเหมือนจะบอกว่า อย่าตัดสินทุกอย่างจากภาพที่เห็น เพราะภาพที่เห็นอาจเป็นแค่ภาพลวงตา ทั้งยังบอกอีกว่า เหล้าและกามราคะเป็นอันตรายที่ไม่ควรเข้าไปสัมผัส
Snowden

ที่ไปดูหนังเรื่องนี้เพราะอยากรู้ว่า ฝีมือระดับโอลิเวอร์ สโตน ผู้กำกับหนังสามรางวัลออสการ์ จะเล่าเรื่องเอ็ดเวิร์ด โจเซฟ สโนว์เดน ออกมาได้น่าสนใจเพียงไร เพราะเรื่องราวของสโนว์เดนปรากฏต่อสาธารณะชนหลายรูปแบบ หลังจากที่เขาเปิดโปงการที่หน่วยงานข่าวกรองของรัฐสอดแนมทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พลเมืองตัวเอง และไม่จำกัดเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงนานาประเทศ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงและการป้องกันภัยจากการก่อการร้าย
ในปี 2014 ลอรา พอยทราส ทำหนังสารคดีเกี่ยวกับสโนว์เดน หลังหลบหนีจากสหรัฐฯ ไปฮ่องกง จนกลายเป็นหนังสารคดียอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ปี 2014 เรื่อง Citizenfour
ในส่วนการสร้างหนัง Snowden ของสโตน หนังดัดแปลงจากหนังสือ The Snowden Files: The Inside Story of World’s Most Wanted ซึ่งเขียนโดยลุค ฮาร์ดิง ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ The Guardian และ Time of the Octopus ของอนาโทลี คูเซเรนา ทนายความชาวรัสเซียของสโนว์เดน และอีกส่วนหนึ่ง เป็นข้อมูลเพิ่มเติมจากสโนว์เดน หลังจากสโตนไปพบเจ้าตัวที่รัสเซีย บทของหนังบางส่วน สโนว์เดนมีส่วนช่วยตรวจสอบว่าที่นำเสนอนั้นถูกต้องและสะท้อนภาพที่แท้จริง
สโตนพูดถึงความแตกต่างระหว่างหนังสารคดีเรื่อง Citizenfour กับ Snowden ว่า
“สารคดี Citizenfour เล่าเหตุการณ์ช่วงไม่กี่วันที่สโนว์เดนนำข้อมูลมาเปิดเผยให้กับผู้สื่อข่าวระหว่างที่เขาซ่อนตัวอยู่ที่ฮ่องกง แต่ Snowden นำเสนอเหตุการณ์ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตสโนว์เดนตลอดเก้าปี (2004-2013) ภาพเหตุการณ์ภายในสำนักงานมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) ระหว่างที่สโนว์เดนทำงานอยู่ และเล่าเรื่องความรักของเขากับลินด์ซีย์ มิลล์”
การทำหนังเรื่องนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสตูดิโอสหรัฐฯ สโตนต้องไปถ่ายทำที่ประเทศในยุโรป เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส แต่ยังมีบางฉากที่ได้ถ่ายทำที่ทำเนียบขาว อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยและการเข้ารหัสเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้สร้าง ที่ต้องใช้มาตรการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และข้อมูลก็ถูกเก็บในรูปแบบอนาล็อกให้มากที่สุด
แม้หนังเรื่องนี้จะมีเนื้อหาที่ซับซ้อน แต่สโตนก็สามารถนำเสนอให้เข้าใจได้ง่ายและน่าติดตาม นักแสดงแสดงได้สมบทบาท โจเชฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (จาก The Walk) รับบทสโนว์เดนได้สมจริง ไชลีน วูดลีย์ (นางเอกจากแฟรนไชส์ Divergent) สวย และทำให้หนังมีสีสันที่คลายความเคร่งเครียดลง นิโคลัส เคจ หายหน้าไปนาน ก็มาโผล่ในหนังเรื่องนี้ แม้บทจะไม่มากแต่คงพอทำให้แฟนๆ หายคิดถึง แซกคารี ควินโต ทิ้งมาดคุณสป็อคใน Star Trek มารับบทเกลนน์ กรีนวาลด์ นักข่าว The Guardian ที่เสนอข่าวนี้ จนทำให้หนังสือนี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาสื่อสาธารณะในปี 2014
ดูหนังเรื่องนี้จบ แนะนำให้หาหนังสารคดีเรื่อง Citizenfour มาดูเปรียบเทียบกัน ส่วนตัวคิดว่าทั้งสองเรื่องเป็นหนังดีที่น่าสนใจ อาจไม่ใช่หนังสนุก แต่มีเนื้อหาสาระและช่วยเปิดหูเปิดตาให้สว่างไสวขึ้น

