Jack Reacher 2: สนุกกว่าภาคแรก
ดูหนัง Jack Reacher เมื่อปี 2012 รู้สึกว่าเป็นหนังสืบสวนที่น่าสนใจ พระเอกไม่ใช่สายลับ แต่เป็นทหารนอกราชการที่รักความยุติธรรม การสืบสวนของเขาเป็นการสืบสวนนอกระบบที่ไม่แคร์กฎระเบียบ คติประจำใจคือ กฎหมายมีข้อจำกัด แต่เขาไม่มี ในภาคนี้มีบทพูดที่แสดงตัวตนของแจ๊คชัดเจน
“แกคิดว่าแกอยู่เหนือกฎหมาย แต่ฉันไม่ใช่กฎหมาย ฉะนั้นแกควรจะเริ่มวิ่ง เพราะฉันจะเริ่มล่า และเมื่อฉันเจอแก ฉันจะฆ่าให้หมดทุกคน”
ภาคแรกของหนังเรื่องนี้ ใช้การสืบสวนนำบทแอ๊คชั่น ใช้สมองมากกว่ากำลัง ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจคอหนังแอ๊คชั่นที่คาดว่าหนังสายลับจะต้องต่อสู้และยิงกันมันหยด จากต้นทุนสร้างประมาณหกสิบล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐฯ แค่แปดสิบล้านเหรียญ ยังดีที่รายได้ทั่วโลกประมาณสองร้อยกว่าล้านเหรียญ ผู้ชมเลยได้มีโอกาสดูหนังสืบสวนภาคต่อ ที่ต่างกับหนังสืบสวนอื่นๆ
พระเอกเป็นพวก “ข้ามาคนเดียว” เดินทางไปเรื่อยๆ เหมือนคนไร้ตัวตน ไม่พกอาวุธ ไม่มีเครื่องมือไฮเทคและทีมสนับสนุนแบบสายลับคนอื่นๆ มีแต่หนึ่งสมองและสองมือที่ไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ
Jack Reacher ภาคนี้ต่างจากภาคแรก วิธีการสืบสวนยังคงอาศัยปฏิภาณ ไหวพริบ ความช่างสังเกต และการหยั่งเชิงเช่นเดิม แต่เพิ่มบทแอ๊คชั่นและการไล่ล่าที่สนุกมากเข้าไป ตัวร้ายในภาคนี้มีฝีมือมาก ทั้งการต่อสู้แบบประชิดตัว และใช้อาวุธ แถมยังมีอิทธิพลดำมืดของกองทัพหนุนหลัง
แต่คราวนี้ แจ๊ค ริชเชอร์ (ทอม ครูซ) ไม่ได้ต่อสู้ตามลำพังและโดดเดี่ยว มีเพื่อนร่วมทีมเป็นหญิงต่างวัยถึงสองคน คนหนึ่งผู้พัน ซูซาน เทอร์เนอร์ (โคบี้ สมัลเดอร์ส ที่เราคุ้นหน้าเธอจากบทเจ้าหน้าที่หน่วย S.H.I.E.L.D. หนังฮีโร่ The Avengers ของค่ายมาร์เวล) คราวนี้เธอเป็นเจ้าหน้าที่กองทัพในหน่วยสืบสวนที่แจ๊คเคยอยู่ แต่กลับถูกจับข้อหาจารกรรม แจ๊คเชื่อว่าเธอถูกจัดฉาก จึงพยายามพิสูจน์ความบริสุทธ์ของเธอ
อีกคนหนึ่งซาแมนต้าหรือแซม (ดานิกา ยาโรช์) เด็กสาววัยรุ่นที่ถูกตามไล่ล่า เพราะฝ่ายตรงข้ามคิดว่าเธออาจเป็นลูกสาวแจ๊ค เนื่องจากแม่ของเธอฟ้องร้องแจ๊คผ่านกองทัพให้จ่ายค่าเลี้ยงดู คนสามคนที่มีลักษณะเดียวกันคือรักความเป็นอิสระ แต่ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องร่วมมือกันเพื่อไขปริศนา
หนังสร้างจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ของลี ไชลด์ ที่ทำยอดขายกว่าร้อยล้านเล่มทั่วโลก จากนิยายเล่มที่ 18 Jack Reacher: Never go Back ว่ากันว่า ตอนแรกลี ไชลด์ ไม่ค่อยจะเห็นด้วยที่ ทอม ครูซ รับบท แจ๊ค ริชเชอร์ เพราะที่เขาเขียนบรรยายไว้ แจ๊คเป็นทหารร่างใหญ่มาก ขณะที่ทอม ครูซ เป็นผู้ชายร่างสันทัด แต่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม Jack Reacher 2 นี้ ลี ไชลด์ ขอโผล่มาเป็นตัวประกอบ โดยโดดมารับบทเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ตรวจสอบแจ๊ค
ภาคนี้เปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ ที่กำกับภาคแรกเป็น เอ็ดเวิร์ด ซวิด ที่เคยร่วมงานกับครูซในหนังเรื่อง The Last Samurai (2003) และได้ ริชาร์ด แวงค์ ที่เคยมีผลงานเรื่อง The Equalizer (2012) เป็นผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์
Jack Reacher ไม่ใช่หนังบู๊ระห่ำ ที่มีฉากแอคชั่นยิ่งใหญ่อลังการ์ แต่เป็นหนังสืบสวนที่มีชั้นเชิงและมีเสน่ห์ ตัวเอกมีวิธีคิด การหยั่งเชิง ความช่างสังเกตและการลำดับเหตุการณ์ที่เข้าท่า เนื้อเรื่องเข้มข้น ชวนติดตาม
การแสดงของทอม ครูซ อาจจะไม่ต่างกับตอนแสดงเป็น อีธาน ฮันด์ ในหนัง Mission Impossible แต่วิธีการสืบสวนใช้ฝีมือมากกว่า (เพราะไม่มีเครื่องมือไฮเทคหรือทีมคอยสนับสนุน)
หนังสนุก เดินเรื่องเร็ว คนดูจะติดตามอย่างอยากรู้ว่า นอกจากความจริงเบื้องหลังการจัดฉากใส่ร้ายซูซานและแจ๊คแล้ว แซมเป็นลูกของแจ็คจริงๆ หรือเปล่า
เพราะทั้งสองมีบุคลิกลักษณะและนิสัยที่คล้ายคลึงกันมาก ฉลาด ทันคน ช่างสังเกต คนที่ทำตัวไร้พันธะ ดิบๆ เถื่อนๆ อย่างแจ็ค ก็แอบมีอารมณ์อ่อนไหวกับเด็กสาวที่ตอนแรกเขาพูดอย่างมั่นใจว่า ไม่ใช่ลูกสาวของเขาอย่างแน่นอน
แต่ความจริงเป็นเช่นไร ไปหาคำตอบกันเอง เอาเป็นว่า Jack Reacher 2 นี้ ดูเพลิน มัน สนุกกว่าภาคแรกเยอะเลย

