หนังเยอรมันว่าด้วยการก้าวข้ามความทรงจำ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” คว้ารางวัลใหญ่ที่โตเกียว
The Bloom of Yesterday ภาพยนตร์จากประเทศเยอรมนี ผลงานการกำกับของคริส เคราส์ คว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวครั้งที่ 29 ไปครอง
นอกจากนี้ หนังเรื่องดังกล่าวยังได้รับรางวัล WOWOW Viewer’s Choice Award ไปครองอีกหนึ่งสาขา
หนังเล่าเรื่องราวของนักวิจัยผู้คร่ำเคร่งศึกษาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีประวัติเบื้องหลังเป็นหลานชายของอาชญากรสงครามฝ่ายนาซี เขาจึงกลายเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับคนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน ตลอดจนครอบครัวของตนเอง
นักวิจัยผู้มีปัญหาในการเข้าสังคมได้ทำความรู้จักกับนักศึกษาฝึกงานสาวผู้มีเชื้อสายยิวจากฝรั่งเศส เธอมีย่าที่ถูกรมแก๊ซในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคสงครามโลกเช่นกัน
ตัวละครทั้งคู่ค่อยๆ สานสายสัมพันธ์จนก่อเกิดเป็นความรัก รวมทั้งพยายามร่วมกันรื้อทิ้งกรอบกรงที่กักขังวิถีชีวิตหรือปมปัญหาในจิตใจของแต่ละฝ่ายเอาไว้ ไม่ให้ก้าวหน้าไปสู่ปัจจุบันและอนาคต
มาเบล จาง ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงรุ่นอาวุโสจากฮ่องกง หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลกรังด์ปรีซ์ประจำปีนี้ เปิดเผยว่า The Bloom of Yesterday มีความโดดเด่นกว่าหนังในสายการประกวดหลักเรื่องอื่นๆ ตรงที่หนังนำเสนอเรื่องราวด้วยแง่มุมพิเศษ นั่นคือ ความรักระหว่าง (ทายาทของ) “เหยื่อ” กับ (ทายาทของ) “มือสังหาร”
นี่จึงเป็นการเล่าเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผ่านภาพยนตร์ด้วยมุมมองอันแปลกใหม่ ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่ไม่เคยสัมผัส ในแง่สาระ หนังบอกกับคนดูว่า จงให้อภัยต่อกัน และค่อยๆ หวนกลับมาดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบัน ส่วนในแง่กระบวนการผลิต หนังเยอรมันเรื่องนี้ถูกถ่ายทำขึ้นอย่างปราณีต ทั้งในแง่การกำกับภาพ การแสดง และการทำงานอันน่ามหัศจรรย์ของตัวผู้กำกับ
ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์จากประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น “แถวหน้า” ของวงการหนังเอเชียยุคปัจจุบัน ยังคงเดินหน้ากวาดรางวัลในเทศกาลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016 หนังเรื่อง Birdshot โดย มิคาอิล เรด ผู้กำกับหนุ่มชาวฟิลิปปินส์วัย 25 ปี สามารถคว้ารางวัล Best Asian Future Award ไปครอง (โดยในปีที่แล้ว หนังไทยเรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” ของพิมพกา โตวิระ เป็นผู้ได้รับรางวัลสาขานี้)
นอกจากนั้น Die Beautiful หนังฟิลิปปินส์อีกเรื่อง ผลงานการกำกับของจุน โรเบลส ลาน่า ซึ่งถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก ยังได้รับรางวัล Audience Award และรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเปาโล บัลเลสเตอรอส ซึ่งรับบทเป็นบุคคลข้ามเพศ
สำหรับหนังญี่ปุ่นที่ได้รับรางวัลเพียงเรื่องเดียวในปีนี้ คือ POOLSIDEMAN ผลงานของฮิโรบูมิ วาตานาเบะ ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย The Japanese Cinema Splash
โดยหนังอินดี้ทุนต่ำที่ถ่ายภาพในระบบขาว-ดำ และใช้ทีมงานในการถ่ายทำเพียงแค่สามคนเรื่องนี้ เล่าเรื่องราววิถีชีวิตอันแปลกแยกของคนในสังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ คู่ขนานไปกับข่าวคราวเหตุการณ์ความวุ่นวายบนเวทีการเมืองระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะปะทุตัวของปัญหาก่อการร้ายและความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอซิส
สำหรับผลรางวัลในสาขาอื่นๆ มีดังนี้
Special Jury Prize (รางวัลพิเศษจากคณะกรรมการ) : Sami Blood โดย อะแมนด้า เคอร์เนลล์
รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม: ฮานา จูซิช จากภาพยนตร์เรื่อง Quit Staring at My Plate
รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม: Lene Cecilia Sparrok จากภาพยนตร์เรื่อง Sami Blood
Best Artistic Contribution (รางวัลภาพยนตร์ทรงคุณค่าในเชิงศิลปะ): Mr. No Problem โดย เหม่ย เฝิง
The Spirit of Asia Award by the Japan Foundation Asia Center: Lipstick Under My Burkha โดย อะลันกริตา ศรีวาสเทวา

