Inferno ภารกิจล่าสุดของ “ศาสตราจารย์โรเบิร์ต แลงดอน”

19.11.16 | 06:42 น.
Inferno ภารกิจล่าสุดของ "ศาสตราจารย์โรเบิร์ต แลงดอน"

Inferno ภารกิจล่าสุดของ “ศาสตราจารย์โรเบิร์ต แลงดอน”

เมื่อพูดถึงหนังแฟรนไชส์ ส่วนใหญ่เรามักนึกถึงหนังซุปเปอร์ฮีโร่แบบ Thor, Captain America, Iron Man หรือหนังสายลับสืบสวนแบบ James Bond, Mission Impossible และหนังตะลุยอวกาศแบบ Star Trek

ลืมไปเลยว่ามีหนังแฟรนไชส์สืบสวนที่พระเอกไม่ใช่สายลับ แต่เป็นนักสัญลักษณ์วิทยาแบบศาสตราจารย์ “โรเบิร์ต แลงดอน” เขาเป็นนักวิชาการไม่ใช่นักต่อสู้ บทไล่ล่าในหนัง มีแต่การวิ่งหนีอย่างเดียว นานๆ จะมีการต่อสู้ที่หยิบอุปกรณ์ใกล้ตัวมาฟาดผู้ร้ายสักตุบสองตุบ แล้วก็วิ่งหนีต่อ

หนังสืบสวนของโรเบิร์ต แลงดอน เรื่องแรกคือ The Davinci Code (2006) ตามด้วย Angles & Demons (2009) หนังสองภาคกวาดรายได้ไปมากกว่าพันล้านเหรียญ กว่ารอน ฮาวเวิร์ด จะได้กำกับหนังเรื่องนี้ต่อ กินเวลานานถึงเจ็ดปี

พูดตรงๆ คือ Inferno สนุกสู้สองภาคแรกไม่ได้ การไขปริศนาของแลงดอนรวบรัด ลดความซับซ้อนของปริศนาที่ต้องไขลง จนคนดูไม่ทันคิดตามก็เฉลยเสียแล้ว

Inferno เป็นหนังที่สร้างจากนวนิยายแนวลึกลับสืบสวนลำดับที่ 4 ในชุด โรเบิร์ต แลงดอน ของแดน บราวน์

Advertisement

เสน่ห์งานเขียนของ แดน บราว น์คือ การสร้างเรื่องไขปริศนาอิงกับสถานที่ สถาปัตยกรรม หรือภาพเขียนทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริง แต่ใส่จินตนาการและข้อมูลต่างๆ เข้าไปสนับสนุน จนทำให้คนอ่านบางคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง งานเขียนทั้ง The Davinci Code และ Angles & Demons ของเขาสั่นสะเทือนศาสนจักร จนได้รับการต่อต้าน

Inferno ไม่เกี่ยวกับวาติกันหรือคริสตจักร แต่พูดถึงความเชื่อเรื่องนรกของชาวคริสเตียนที่ปรากฏอยู่ในบทประพันธ์ของกวีชาวอิตาเลียนในสมัยศตวรรษที่ 14 ดันเต้ อลิเกียรี

โซบริสต์ ผู้ร้ายในเรื่องอ้างถึงกวีนิพนธ์ของดันเต้ว่า “นรกของดันเต้ไม่ใช่เรื่องแต่ง หากเป็นคำพยากรณ์” เขาเชื่อว่าปัญหาประชากรล้นโลกจะทำให้อีกร้อยปีข้างหน้ามนุษยชาติจะสูญพันธุ์ จึงสร้างไวรัสโรคระบาดขึ้นมาเพื่อควบคุมประชากรให้เกิดความสมดุล

หนังเริ่มต้นสไตล์เดิมคือ การตายของตัวละครที่จะส่งผลให้เกิดการสืบสวนเรื่องราวต่างๆ

Inferno เปิดฉากด้วยการตายของโซบริสต์ (เบน ฟอสเตอร์) และแลงดอน (ทอม แฮงค์) ฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ด้วยอาการความจำเสื่อม จำเหตุการณ์สามสิบหกชั่วโมงก่อนหน้านี้ไม่ได้ ผู้ที่ช่วยเหลือเขาคือ แพทย์สาว เซียนนา บรู๊กส์ (เฟลิซิตี้ โจนส์ ซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์จากหนังThe Theory of Everything) ยังไม่ทันคิดว่าเกิดอะไรขึ้น แลงดอนก็ถูกนักฆ่าสาวตามไล่ล่า เซียนนาพาแลงดอนหนี และพบว่าในกระเป๋าเสื้อเขามีปริศนาที่เชื่อมโยงไปถึงงานเขียนของดันเต้ และเชื้อโรคร้ายที่หากแพร่ระบาด ประชากรกว่าครึ่งโลกจะต้องตาย ภารกิจของแลงดอนคือ การตามหาไวรัสนี้ให้พบและกำจัดมันเสีย

ทอม แฮงค์ แสดงดีตามมาตรฐาน แต่อดรู้สึกไม่ได้ว่า แฮงค์แสดงหนังดรามาได้สมจริงกว่าหนังสืบสวน ส่วนเฟลิซิตี้ โจนส์ สวยมาก บทบาทเธอในหนังเรื่องนี้ น่าจดจำมากกว่าหนังเรื่อง The Theory of Everything แต่เรากลับชอบวาเยนนา นักฆ่าสาว (อนา อูอารู) ดาราโนเนมที่ตามไล่ล่าแลงดอนไปทั่วฟลอเรนซ์ ชุดตำรวจอิตาลีที่เธอสวมใส่ ทำให้เธอทั้งสมาร์ทและเท่ หุ่นของเธอก็เป๊ะ เรื่องนี้เธอขี่มอเตอร์ไซค์ไปทั่วเมือง ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริงเธอไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนเลย ข่าวว่าเธอชอบมาก และกำลังรอใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ของเธอเอง

ภาคนี้แลงดอนยังคงต้องตามไขปริศนาและถูกไล่ล่าตามเมืองต่างๆ ในยุโรป ตั้งแต่เวนิส ฟลอเรนซ์ บูดาเปสต์ และอิสตันบูล คนดูได้ท่องเที่ยวสถานที่สวยงาม และชมสถาปัตยกรรมสำคัญๆ ของยุโรปอย่างเต็มอิ่ม ทอม แฮงค์เองยังพูดว่า

“มันเป็นหนึ่งในโบนัสเยี่ยมๆ ของการได้แสดงหนังพวกนี้ เรามักได้ไปในสถานที่จริงที่น่าทึ่งเสมอ ใน Inferno เราได้ขึ้นหลังคาบาซิลิกา ออฟ ซาน มาร์โก ในเมืองเวนิส ซึ่งเป็นอะไรที่เยี่ยมยอดมากๆ “

แม้ความสนุกและความซับซ้อนจะสู้สองภาคที่ผ่านมาไม่ได้ แต่ Inferno ยังคงเป็นหนังน่าดู ช่วงไคลแมกซ์เฉลยปมท้ายเรื่องตื่นเต้น และหักมุมแบบไม่คาดคิด งาน Visual Effect น่าสนใจกว่าภาคที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาพจินตนาการเกี่ยวกับนรกในห้วงความคิดของแลงดอน คนที่ชอบนิยายสืบสวนแบบใช้ความคิด ชอบศิลปะ ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมยุโรป ไม่น่าพลาดเรื่องนี้