ก้าวสู่ปีที่ 113 ‘กรมศิลป์’ เข้าหา ปชช. ดึงเทคโนโลยีช่วยพัฒนางาน

27.03.23 | 15:38 น.

ก้าวสู่ปีที่ 113 ‘กรมศิลป์’ เข้าหา ปชช. ดึงเทคโนโลยีช่วยพัฒนางาน

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พี่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร แถลงข่าวเนื่องในโอกาส 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ว่า ในการก้าวสู่ปีที่ 113 กรมศิลปากรยังคงยึดมั่นในการดำเนินงานดูแล อนุรักษ์ และต่อยอด มรดกวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะการบูรณะโบราณสถานจะต้องคงความเป็นของแท้ดั้งเดิมทำงานตามหลักวิชาการมาตรฐานของกรมศิลปากร

ขณะเดียวกันจะมีการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศให้ก้าวสู่ความเป็นระดับสากล มีความทันสมัยและเทียบเท่านานาชาติ ตลอดจนผลักดันการพัฒนางานด้านเอกสาร ภาษา หนังสือ ซึ่งในช่วงปลายปี 2566 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการสัมมนางานด้านจดหมายเหตุระดับภูมิภาค 4 ประเทศ ซึ่งจะแสดงศักยภาพของงานบริการ การจดหมายเหตุให้เป็นที่ประจักษ์ ตลอดจนเน้นงานบริการให้เป็นระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการที่อยู่ในยุคดิจิทัล

นายพนมบุตรกล่าวต่อว่า ขณะที่สำนักวรรณกรรมจะสนับสนุนการผลิตหนังสือที่ดีและเป็นประโยชน์สู่สาธารณชนให้มากยิ่งขึ้น ส่วนงานด้านการแสดงของสำนักการสังคีต ซึ่งขณะนี้ได้มีการปิดปรับปรุงโรงละครแห่งชาติ ก็ได้ให้จัดโครงการสังคีตสัญจรไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อให้มีการจัดการแสดงอย่างทั่วถึง เป็นการนำพากรมศิลปากรเข้าหาประชาชนให้มากขึ้น สำหรับงานของสำนักช่างสิบหมู่ ย้ำว่าได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านช่างศิลปกรรมไทย

Advertisement

พร้อมกันนี้จะมีการผลิตของที่ระลึกในระดับพรีเมียมของกรมศิลปากร โดย เปิดตลาดออนไลน์ และออฟไลน์ จำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเพื่อเป็นการผลักดันนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่งด้วย และที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้กรมศิลปากรจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินงานของทุกสำนัก จะมีการติดต่อสื่อสารกับประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น ช่องทางออนไลน์มากขึ้น

นอกจากนี้เน้นย้ำถึงการให้บริการในแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ให้เผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้ที่เป็นสาระ ทางวิชาการ พร้อมอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบ เพื่อให้ประชาขนเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกขึ้น

“ที่ผ่านมาเราได้มีการทบทวนการดำเนินงานที่พบว่ายังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่ คือการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินงานมากและซับซ้อน ทำให้เกิดความล่าช้า

ดังนั้น หลังจากนี้จะมีการหารือเพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนหรือมีการว่าจ้างเพื่อทำการสำรวจข้อมูล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ และที่สำคัญคือกรมศิลปากรจะลดความขัดแย้ง แต่สร้างการมีส่วนร่วมและความเข้าใจกับประชาชนในการอนุรักษ์ดูแลมรดกศิลปวัฒนธรรมให้คงอยู่ โดยอาศัยความร่วมมือของเครือข่าย อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม หรือ อส.มศ. โดยจะมีการขยายเครือข่ายให้มากขึ้นครอบคลุมทั่วประเทศในเร็วๆ นี้” อธิบดีกรมศิลปากรกล่าว