หนึ่งในสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ คือ นางสงกรานต์ทั้ง 7 ซึ่งนอกจากกระทรวงวัฒนธรรมมีประกาศพร้อมภาพวาดอันงดงามเป็นประจำทุกปี ยังมีการนำดารานักแสดงใบหน้าสะสวย รูปร่างสมส่วนมารับบทนางสงกรานต์ ยังไม่นับการจัดประกวดนางสงกรานต์ที่เหล่าสาวงามประชันกันแบบไม่มีใครยอมใคร
สำหรับปีนี้ คือ นางกิมิทาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จนั่งมาเหนือหลังมหิงสา (ควาย) เป็นพาหนะ
เรื่องนางสงกรานต์นี้ มีประเด็นน่าสนใจ ปรากฏในหนังสือ ประเพณีไทยเกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต์ ของ พระยาอนุมานราชธน จัดพิมพ์โดยประธานกรรมการสาขาทางขนบธรรมเนียมประเพณี สำนักวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณี สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ
ในตอนหนึ่ง พระยาอนุมานราชธน กล่าวถึง ‘นางสงกรานต์ทั้ง 7’ ว่า รูปนางสงกรานต์ที่ช่างเขียนขึ้นไว้ มีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น หน้าตางดงามทั้งสิ้น มีลักษณะเป็นพิมพ์เดียวกัน คือ ใบหน้ารูปไข่ ความว่า
‘…รูปนางสงกรานต์ตามที่ช่างเขาเขียนขึ้นไว้มีรูปร่างอรชนอ้อนแอ้น และมีหน้าตางดงามทั้งนั้น จะหานางฟ้าเป็นรูปยักษ์ หรือเป็นนางมีพุงโตตามชื่อไม่มีเลย เห็นทีจะเป็นเพราะชื่อนางฟ้าเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องตรงกับลักษณะหน้าตาแห่งผู้เป็นเจ้าของชื่อเสมอไปก็ได้ ดูแต่คนชื่ออย่างหนึ่ง แต่มีรูปร่างและลักษณะหน้าตาเป็นอีกอย่างหนึ่งก็อยู่มีถมไป
แต่รูปร่างหน้าตาของนางฟ้าที่ทำให้ข้องใจก็คือ มีลักษณะงามเหมือนกันหมด ถ้าไม่ได้ดูสีเนื้อและอาภรณ์เครื่องประดับ ก็จะไม่เห็นว่าแตกต่างกันอย่างไร
หน้าเป็นรูปไข่เป็นพิมพ์เดียว เลยไม่ทราบว่าอะไรเป็นความงามบนสวรรค์ เพราะว่างามเหมือนกันหมด ไม่มีที่เปรียบเทียบไว้ เท่ากับไม่มีแปลกมีใหม่ พระอินทร์ซึ่งมีนางฟ้าเป็นบาทบริจาริกานับจำนวนดูเหมือน 4 โกฏิ หรือจะมากน้อยกว่านี้เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ และมีความงามเป็นพิมพ์เดียวเหมือนกัน จะไม่ทรงรู้สึกเบื่อต่อความสุขอย่างซ้ำซากอย่างนี้บ้างหรือ น่าสงสารท่านจริงๆ
นี้ข้าพเจ้าบังอาจเอาความคิดของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนไปเปรียบเทียบตีเสมอกับความคิดอันเป็นอุดมคติของเทวดา มันจะเหมือนกันได้อย่างไร…’
นอกจากนี้ พระยาอนุมานราชธน ยังอธิบายถึงท่วงท่าของการทรงพาหนะของนางสงกรานต์ทั้ง 7 ที่มีความแตกต่างกัน บ้างยืน นอน ขี่หลัง บ้างลืมตาและหลับตาซึ่งล้วนมีความหมายทั้งสิ้น ความดังนี้
‘….นางสงกรานต์แม้มีสัตว์เป็นพาหนะทรง แต่ก็ไม่ได้ทรงมาตามธรรมดาเสมอไป เพราะขี่ตามธรรมดาก็มี ยืนมาบนหลังก็มี นอนมาบนหลังก็มี ทั้งเมื่อนอนมา ก็มีทั้งลืมตาและหลับตา
ที่มีอาการมาบนหลังสัตว์พาหนะต่างๆกันนี้ เกี่ยวกับเวลาที่มา ถ้าเป็นกลางวันตอนเช้า ก็ยืนมาหลังสัตว์พาหนะ
ถ้าตอนบ่ายเลยเที่ยงวันไปแล้ว ก็นั่งหรือขี่ตามธรรมดามา
ถ้ามากลางคืนตอนหัวค่ำยังไม่เลยเที่ยงคืน ก็นอนลืมตามา
ที่กำหนดอาการมาบนหลังสัตว์พาหนะเป็น 4 ท่า ให้ตรงกับเวลาเช้า บ่าย หัวค่ำ และดึกเช่นนี้ ต้องชมว่าฉลาดมาก เพราะดูรูปปราดเดียวก็รู้ได้ว่า พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ คือ เริ่มวันมหาสงกรานต์เวลาไร ดูได้ง่ายและได้เร็วยิ่งกว่าดูตัวเลขหนังสือ ซึ่งคนสามัญสมัยโน้นอ่านหนังสือออกได้ไม่กี่คน..’







