Rogue One เติมเต็มความยิ่งใหญ่ของ Star Wars
Star Wars หนังสงครามอวกาศไซไฟแฟนตาซียุคบุกเบิกที่อยู่คู่กับโลกภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1977 เป็นหนังในตำนานที่อยู่ในใจนักดูหนังเป็นเวลาช้านาน แม้จะมีหนังการต่อสู้ในห้วงอวกาศออกมาอีกหลายเรื่องเช่น Star Trek หรือ Guardian of the galaxy แต่ Star Wars ก็ยังคงครองความยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะสร้างภาคไหนออกมา ก็มีกระแสตอบรับและมีคนตามดูอย่างล้นหลาม
ปีนี้ ลูคัสฟิล์ม ส่ง Rogue One หนังภาคแยกออกมาเล่าเรื่องราวอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างออกไป ไม่เกี่ยวกับลุค สกายวอล์คเกอร์ หรืออัศวินเจไดคนใด ตัวละครหลักเป็นตัวใหม่เกือบยกชุด (มีคนเก่าไม่กี่ตัว ที่บทไม่สำคัญนัก) และเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังด้านมืด ด้านสว่างหรืออาวุธพิเศษแบบไลท์เซเบอร์ เป็นหนังที่จบในตัวเอง และถูกสร้างเพื่อเติมเต็มตำนานหนัง Star Wars ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมีที่มาจากบรรทัดหนึ่งใน opening core ของ Star Wars Episode 4 : A New Hope ที่กล่าวว่าฝ่ายกบฏได้เข้าไปขโมยแบบแปลนดาวมรณะ (เดธสตาร์) อาวุธอันทรงพลังของฝ่ายจักรวรรดิ
ไทม์ไลน์ของ Rogue One เกิดขึ้นหลัง Star Wars Episode 3 : Revenge of the Sith เป็นเวลายี่สิบปี และเกิดก่อน Star Wars Episode 4 (ที่สร้างปี 1977) เพียงไม่กี่นาที แต่แม้จะไม่เคยดู Star Wars สักภาค ก็สามารถดูหนังได้สนุกและรู้เรื่อง เพียงแต่อาจจะไม่ฟินเท่าคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้
Rogue One เล่าเรื่องวีรกรรมของ จิน เออร์โซ (เฟลิซิตี้ โจนส์) หัวขบถที่นำเพื่อนร่วมทีม มีแคสเซี่ยน (ดิเอโก ลูนา) นายทหารกล้าตายฝ่ายพันธมิตร โบดิ รุค (ริช อาห์เมด) นักบินฝ่ายจักรวรรดิที่แปรพักตร์ เชอร์รุท อิมเจ (ดอนนี เยน) นักบวชตาบอดผู้เป็นนักรบ เบซ มัลบัส (เจียง เหวิน) เพื่อนร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ และหุ่นยนต์จักรวรรดิที่ถูกโปรแกรมใหม่ ร่วมกับทหารแนวหน้า ออกปฏิบัติภารกิจโจรกรรมแผนผังการสร้างเดธสตาร์ สุดยอดอาวุธมหาประลัยที่สามารถทำลายดาวเคราะห์ได้ทั้งดวง ที่พ่อของจินจำใจสร้างให้ฝ่ายจักรวรรดิ เป็นภารกิจเสี่ยงตายที่ยากจะสำเร็จ แต่ต้องดำเนินการ เพื่อปกป้องกาแลคซี่ไม่ให้ถูกคุกคามจากฝ่ายจักรวรรดิ
หนังทรงพลังและอัดแน่นด้วยคุณภาพ ช่วงแรกที่ปูพื้นฐานความเป็นมาของตัวละคร อาจไม่ถูกใจคอหนังบางคน แต่ช่วงหลังหนังเดินเรื่องเข้มข้น จัดเต็มความมัน งานสร้างทั้งงานภาพและเทคนิคพิเศษยิ่งใหญ่อลังการ เป็นหนังสงครามที่ต่อสู้โต้ตอบกันสนั่นหวั่นไหวทั้งในอวกาศและภาคพื้นดิน เมื่อประกอบกับซาวด์เพลงธีมสัญลักษณ์ Star Wars ฝีมือ จอห์น วิลเลียม ที่ดังกระหึ่มโรง ทำให้ Rogue One เป็นหนังสงครามอวกาศที่ตื่นเต้น ดุเดือด ฉากต่อสู้โคตรมัน และชวนลุ้น
นอกจาก จิน (เฟลิซิตี้ โจนส์) ที่มีบทเด่นที่สุดแล้ว เชอร์รุท อิมเว (ดอนนี่ เยน) นักบวชตาบอดที่มีศรัทธาใน The Force ก็เป็นตัวละครที่เพิ่มสีสันให้เรื่องนี้อย่างมาก เขาสามารถหลบหลีกปืนเลเซอร์ได้โดยใช้ประสาทหูสัมผัส ในขณะที่ตัวละครอื่นๆ ต่อสู้กันด้วยปืนเลเซอร์หรือปืนกล เชอร์รุทต่อสู้โดยเข้าประชิดตัว และมีอาวุธเป็นเพียงไม้เท้าที่ใช้แทนกระบองฟาดฟันเหล่าสตอร์มทรูปเปอร์ เป็นการต่อสู้ที่เท่และสตรอง เข้าคู่กันได้ดีกับ เบซ มัลบัส (เจียง เหวิน) หนึ่งในดาราดังของจีนที่แสดงเป็นทหารหนุ่มที่ติดตามนักบวชตาบอดไปทุกหนทุกแห่ง
ในเรื่อง Rogue One นี้ แม้ทีมผู้สร้างจะตั้งใจให้โทนและเรื่องราวแตกต่างจาก Star Wars ไตรภาค แต่ยังคงเก็บเสน่ห์บางอย่างในหนัง Star Wars ไว้ เช่นใน Star Wars จะมีหุ่นยนต์ตัวเล็ก อาร์ทูดีทู เป็นตัวละครที่ปรากฏในทุกภาค ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยพระเอกที่คอยแก้วิกฤตบางอย่างให้คลี่คลาย ใน Rogue One มีหุ่นยนต์ เคทูเอสโอ เป็นหุ่นยนต์ของฝ่ายจักรวรรดิที่ถูกตั้งโปรแกรมใหม่ให้เป็นฝ่ายกบฏ คอยติดตามช่วยเหลือแคสเซียน (พระเอกของเรื่อง) เป็นหุ่นพูดมากที่มีมุข แต่ฉากการต่อสู้ของเขากับฝ่ายจักรวรรดิ ทำเอาคนดูอึ้ง เคทูเอสโอเป็นผู้พูดประโยคเด็ดที่มีใน Star Wars ทุกภาค “I have a bad feeling about this”
Rogue One กำกับโดย แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส ผู้กำกับ Monster (2010) และ Godzilla (2014) มีข่าวว่าหนังออกแนวดาร์ก จนค่ายดิสนีย์สั่งแก้ไข และนำ โทนี กิลรอย ผู้กำกับ The Bourne Legacy (2012) มาถ่ายซ่อมส่วนหลังของหนัง แต่ไม่ว่าจะเป็นฝีมือกำกับของผู้กำกับคนใด ในภาพรวม Rogue One เป็นหนังสนุกเกินคาด จัดเต็มเอฟเฟกต์ ตัวละคร และซาวก์ประกอบที่ทำให้หนังมีความสนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก แถมมีเซอร์ไพร์กับการปรากฏตัวของ ผู้การมอฟฟ์ ทาร์กิน (ปีเตอร์ คุชชิ่ง ซึ่งตายไปตั้งแต่ปี 1994) แต่ใช้ CG ให้กลับมาร่วมแสดงใน Rogue One
การปรากฏตัวของ ดาร์ธ เวเดอร์ ท้ายเรื่อง ก็เป็นอีกส่วนที่ยิ่งใหญ่มาก แม้ออกมาเพียงแวบเดียว แต่อำมหิต โหดเหี้ยม และน่าสะพรึง เชื่อมต่อกับ Star Wars Episode 4: A New Hope ที่สร้างขึ้นเมื่อ 39 ปีก่อนได้อย่างเนียน สวยงามเสมือนเป็นหนังที่สร้างในยุคเดียวกัน จนทำให้เกิดความรู้สึกอยากกลับไปดู Episode 4 อีกสักรอบ
แครรี่ ฟิชเชอร์ก็เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่มาปรากฏตัวในบทเจ้าหญิงเลอา มีการใช้เทคนิคพิเศษแปลงเธอให้งามสะพรั่งเหมือนครั้งยังสาว เพื่อให้เธอเป็นผู้รับแปลนเดธสตาร์ที่ฝ่ายกบฎขโมยมา แต่ผู้ชมคงจะไม่ได้เห็นบทบาทการแสดงจริงๆ ของเธออีกต่อไปแล้ว เพราะเธอเพิ่งเสียชีวิตจากอาการโรคหัวใจกำเริบ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมนี้เอง หนึ่งวันก่อนมารดาของเธอ เดบบี เรย์โนล อดีตนางเอก Singing in the Rain จะเสียชีวิตตามไป

