ศรีเทพอย่างเก๋า นักปวศ.ศิลป์ ยกเป็นศูนย์รวมศิลปกรรม สัมพันธ์ทวารวดี มีสกุลช่างของตัวเอง

27.10.23 | 20:11 น.

’ศรีเทพ’ อย่างเก๋า! นักปวศ.ศิลป์ ยกให้เป็น ‘ศูนย์รวมศิลปกรรม’ สัมพันธ์ทวารวดี มีสกุลช่างของตัวเอง!

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กองบรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
จัดงานเสวนาสโมสรศิลปวัฒนธรรม “ศรีเทพ: มรดกโลกในไทย…และในต่างแดน”

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ เวลา 13.00 น. ภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจเดินทยอยทางมาร่วมฟังเสวนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนักวิชาการ ประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษา จนถึงสูงวัย โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร และ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “ศรีเทพ: มรดกโลกในไทย…และในต่างแดน” ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร

เมื่อพิธีกรถามว่า สิ่งที่เจอในศรีเทพบ่งบอกอะไรบ้าง ที่ว่าเชื่อมโยงส่งต่อมาจากอยุธยาส่งต่อมาอย่างไร ?

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวว่า ขอออกตัวก่อนว่า ที่สิ่งที่ตนจะพูดในวันนี้ไม่ใช่รูปแบบการทำงานของตน 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากจะศึกษาศิลปประเทศไทยช่วงหลัง พ.ศ 1800 เป็นต้นมาเป็นพิเศษ (กลุ่มอยุธยา สุโขทัย) อาจจะไม่ได้ลงลึกเรื่องศรีเทพมากนัก จึงต้องกลับไปทำการบ้านเยอะไปนั่งทบทวน ผนวกกับสิ่งที่เห็นมาว่าความเปลี่ยนแปลงของมรดกโลกมีอะไรบ้าง วันนี้จึงอัดแน่น 30 สไลด์ รูปเยอะมาก โดยจะขออธิบายเชิงเปรียบเทียบในด้านงานศิลปหัตถกรรม และเมืองอื่นๆ เพื่อให้เห็นปฏิสัมพันธ์ ระหว่างศรีเทพกับบ้านเมืองภายนอก ก่อนสรุปในช่วงหลัง ซึ่งขอแยกออกเป็น 3 ส่วนใหญ่คือ

Advertisement

1.สัณฐานและผังเมือง 2.ประวัติศาสตร์ศิลปะ และ 3.มรดกทางวัฒนธรรมของศรีเทพ ว่าเชื่อมโยงมาถึงรัฐรุ่นหลัง อย่างอยุธยาและไทยในปัจจุบัน อย่างไร

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวว่า ในส่วนของสัณฐานและผังเมือง เชื่อมโยงกับความสำคัญและกำหนดอายุงานศิลปกรรมได้ด้วย โดยเมืองศรีเทพในปัจจุบัน รูปร่างคล้ายสนามหลวง เป็นแคปซูล มีเมืองในและเมืองนอก สะท้อนว่ามีการตั้งถิ่นฐานหลายสมัย จากการขุดคูน้ำขยายจากเมืองใน ไปยังเมืองนอก อย่างไรก็ดี เมืองในน่าจะมีหลักฐานทางศิลปวัฒนธรรม มากกว่าเมืองนอก

ตั้งโดยอาศัยภูมิประเทศเป็นหลัก ลักษณะโอนเอียงไปตามเนินดินและน้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวเมือง รูปแบบวัฒนธรรมทวารวดี พุทธศตวรรษ 1100-1300 ในไทย คือตั้งตามภูมิประเทศ จากนั้นมีการวางผังก่อสร้างศาสนสถาน ที่ศูนย์กลางเมืองอย่างศรีเทพ มีเขาคลังในและปราสาทอีก 2 หลัง ส่วนนอกเมืองมีการสร้างพระสถูปขนาดใหญ่คล้ายทวารดี

สิ่งที่น่าสนใจของสัณฐาน คือไม่ได้เชื่อมต่อกับลำน้ำ ลำห้วยธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำ คูน้ำ ออกแม่น้ำใหญ่ได้ แม้จะมีลำน้ำป่าสักทางทิศตะวันตก

“แปลว่าเมืองนี้ตั้งมาในพื้นที่ที่ถูกเลือกแล้ว ว่าไม่ต้องมีความสัมพันธ์กับทางน้ำก็ได้ แต่อาจจะมีสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่นอยู่บนเส้นทางการคมนาคมระหว่างภูมิภาคหรือเส้นทางการค้า” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

โดยเปรียบเทียบกับ เมืองนครปฐมโบราณ และเมืองเสมา โคราช ที่มีสาขาลำตะคองไหลผ่าน เหมือนการขยายเมืองของศรีเทพ ที่ขุดคูน้ำคันดิน ซึ่งการใช้เมืองซ้อนทับ สะท้อนว่าเหมาะกับการตั้งถิ่นฐาน อยู่กันมาหลายสมัย จึงขอกล่าวว่าเมืองศรีเทพ โดยสัณฐานสัมพันธ์กับสมัยทวารวดี แต่ความพิเศษคือ ไม่สัมพันธ์กับลำน้ำธรรมชาติ

“เราจึงเชื่อว่า 1.มีการสร้างเมืองบนพื้นที่กันดารน้ำ กับ 2. มีหายนะที่เกิดจากน้ำได้ด้วย เพราะที่ตั้งห่างจากลำน้ำป่าสัก 3-4 กม. ซึ่งในฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วม 2 ฝั่งออกมาไกลมา คนศรีเทพก็น่าจะรู้ว่าไม่ปลอดภัย จึงต้องตั้งห่างออกมา แล้วขุดที่กักเก็บน้ำไว้ใช้” รศ.ดร.ประภัสสร์ชี้

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวประเด็นที่ 2 ซึ่งคาดว่าใจกลางเมืองศรีเทพ เป็นศูนย์รวมศิลปกรรมที่สำคัญ ไทย คือร่วมสมัยทวารดี และวัฒนธรรมแบบเขมร สังเกตจากที่มีการสร้างปราสาทอย่างน้อย 2 หลังภายใน คือปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง

จากนั้น กล่าวถึงโบราณสถานเขาคลังใน (อาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบ) เหมือนคลังสินค้า จึงเรียกว่าเขาคลัง ถ้าอยู่ในเมืองก็เรียกเขาคลังใน อยู่นอกเมืองก็จะเรียกว่า เขาคลังนอก

“ลักษณะผังสี่เหลี่ยมยาวผืนผ้า มีบันไดทางขึ้น ยาวมาด้านหน้า อาจะคล้ายสถูป แต่ผมว่าไม่ใช่ลักษณะสถูป 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นสิ่งก่อสร้างคล้ายวิหารมากกว่า เหมือนสมัยราชวงศ์คุปตะ – ปาละ ของอินเดียทางภาคเหนือ, ตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ พ.ศ.1,000-1,200 หรือน่าจะอยู่ในช่วงทวารวดี” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว และว่า

งานตกแต่งที่เขาคลังใน เช่น วิหารหมายเลข 13 น่าจะอยู่ในช่วงทวารวดี ทั้งนี้ เนื่องจากเขาคลังใน พังทลายเหลือแค่ฐาน กรมศิลปากรพบเศษปูนปั้น รูปบุคคลแบกเจดีย์เอาไว้ เทียบได้กับศิลปะทวารวดี ที่พบในคูบัว หรือ นครปฐม แต่ไม่มีหลักฐานหลงเหลือนอกจากภาพถ่ายเก่า

“ทำไมถึงต้องทำเป็นรูปคนแคระแบก ? เป็นคติเรื่องเดียวกับ ปกรณ์นัมของกรีก คือเรื่อง แอตลาสแบกโลกอยู่ ต้นแบบมาจากอินเดีย ศิลปะคันทาระ ที่ได้รับจากกรีก สร้างให้คนแคระ เสมือนแบกจักรวาล ซึ่งเป็นการสนาปนาอาคารให้เป็นเหมือนศูนย์กลางจักรวาลนั่นเอง ส่วนลวดลายอย่าง ‘กระหนกผักกูด’ เจอในสมัยคุปตะ ค.ศ.800-900”

“จะเห็นได้ว่าช่างที่เมืองศรีเทพ เข้าใจรูปแบบกกระหนกผักกูดของอินเดียอย่างมาก สะท้อนว่าศรีเทพน่าจะเป็นศูนย์กลางของงานช่างด้วย หรือเป็นไปได้ว่า มีช่างอินเดียเข้ามาสอนคนพื้นเมือง ทำได้เหมือนต้นแบบ หน้าตาเหมือนศิลปะอินเดีย ทั้งที่ห่างกันหลายพันกิโลเมตร” รศ.ดร.ประภัสสร์ชี้

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวอีกว่า ที่เขาคลังในมีสิ่งก่อสร้างหนึ่ง บริเวณบันได ทิศตะวันออกเฉียงใต้ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่มุมมีการปรับแต่งด้วยหลักหินธรรมชาติ ตามหลักการวางเขตขัณฑสีมา (เขตศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมศาสนา) ในพระวินัย คือรูปแบบอุโบสถ ของวัด ซึ่งพบลักษณะนี้มากแถบลุ่มน้ำโขง เช่น โคราช

ด้าน ดร.ทนงศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ตนเคยอยู่ร่วมในการขุดค้น ที่นี่อาจจะเป็นแห่งแรกที่เราพบหลักฐานอยู่ติดที่ มีการปักเสมาอยู่ 2 ครั้ง สะท้อนว่ามีการใช้อุโบสถต่อเนื่องมาโดยตลอด

รศ.ดร.ประภัสสร์ ชี้ว่าการมีหลักหิน วัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางไม่มี แสดงว่าเป็นกลุ่มคนที่ลงมาจากโคราช หรือ ลุ่มน้ำโขง ถ้าเรามาร์กว่าคนศรีเทพมาจากที่ไหนบ้าง

จากนั้น กล่าวถึงโบราณสถานเขาคลังนอก เปรียบเทียบกับ ปราสาทบาเค็ง กัมพูชา ซึ่งพบร่องรอยศิลปกรรมตกแต่งที่สมบูรณ์ที่สุด ลักษณะเป็นส่วนฐานของเจดีย์ จุดสำคัญคือการสร้างฐานเป็นชั้น มีการประดับด้วยซุ้มและกระเปาะ ลดหลั่นกันไป

แนวคิดสร้างศาสนสถานบนฐานเป็นชั้น แพร่กระจายไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีนักวิชาการตีความว่า มาจากแนวคิดลัทธิบูชาภูเขาเป็นใหญ่ ที่มีมาก่อนประวัติศาสตร์แล้ว คือการสถาปนาศาสนสถานบนฐานเป็นขั้น แสดงความยิ่งใหญ่ ที่ยืนยันได้ว่าเป็นลัทธิบูชาภูเขา เพราะใช้ภูเขาเป็นสัณฐาน

รศ.ดร.ประภัสสร์ ยังตั้งข้อสังเกต ‘เขาคลังนอก’ ด้วยว่าเป็นการผสานศิลปะของอินเดียเหนือและใต้รวมกัน มีการสร้างอาคารจำลองเล็กประดับที่ฐานเจดีย์ นอกจากนั้น ยังพบว่าอาคารจำลองติดผนัง ยังเป็นศิลปะโจฬะ (อินเดียใต้)

“แสดงว่าคนสร้างรู้จักทั้งอินเดียภาคเหนือและภาคใต้ จึงนำรูปแบบมาผสานกันได้ สำคัญกับความเป็นท้องถิ่นของทวารวดี ถ้าถอยกลับไปหาที่ดินเดียจะไม่เจอ เพราะเราเอามาผสมกัน” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวว่า ประเด็นต่อมา ศรีเทพเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างไร สะท้อนได้ว่าความยิ่งใหญ่เขาคลังนอก ไม่ใช่แค่ขนาด แต่ยังรวมถึงภูมิปัญญา คติ และความเชื่อมต่อกับภายนอกด้วย

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ประภัสสร์ กล่าวถึงวัตถุที่พบในประเทศไทย โดยที่ศรีเทพ พบธรรมจักร (กงล้อคล้ายล้อเกวียน ลายประจำยามก้ามปู) เหมือนที่ จ.นครปฐม, พระพุทธรูปทวารวดี พบที่เขาถมอรัตน์ ศรีเทพ, มีรูปพระพุทธเจ้าล้อมรอบด้วยสาวก และพระโพธิสัตว์ รูปร่างคล้ายเศียรพระศรีอารย์ เทียบกับที่พบในกลุ่มประโคนชัย (ต้นแม่น้ำมูล) ซึ่งจะมีมวยผมและปอยผม จุดนี้สะท้อนว่าคนศรีเทพ ติดต่อกับลุ่มน้ำมูล

“น่าเสียดายที่วัตถุรูปเคารพไม่ได้เจอในสถานที่จริง จึงไม่ใช่หลักฐานชั้นต้น การตีความวิเคราะห์จึงยาก แต่การพบ ศิวลึงค์ และโคนนทิ สะท้อนหลักฐานของศาสนาฮินดู ไศวะนิกาย รุ่น ค.ศ. 2100 วัฒนธรรมเจนละ หรือฟูนัน เข้ามาถึงศรีเทพด้วย” รศ.ดร.ประภัสสร์ ชี้

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวต่อว่า อีกกลุ่มเทวรูปที่พบคือ พระวิษณุและบริวาร ตามหลักพระวิษณุ คนอินเดียเชื่อว่ามาจากทางเปอร์เซีย เป็นเทพผู้ให้แสงสว่าง โดยการสวมหมวกทรงกระบอกสูง หรือ หมวกแขก ทำให้รับรู้ว่าเป็นลักษณะของพระวิษณุ โดยที่ ศรีเทพ พบเป็นจำนวนมาก นุ่งผ้า ยืนเอียง

“เอกลักษณ์ที่ทำให้ไม่เหมือน พระวิษณุปัลลวะและพนมดา คือของศรีเทพ จะทำแบบลอยตัว ไม่มีโค้งอะไรรองรับ แสดงความเก๋าของช่างที่มีมาก ทำลอยตัว ทำแบบตริพังค์ด้วย ในขณะที่เขมรยังทำเป็นโค้งๆ นับได้ว่าเป็นลักษณะที่ผสมผสานอิทธิพลภายนอก คือศิลปะปัลลวะของอินเดียภาคใต้ ส่งผ่านมายังศิลปะเขมร ของเมืองพระนคร แล้วเกี่ยวดองกับศรีเทพ โดยที่ศรีเทพพัฒนาฝีมือช่างขึ้นมาเป็นของตัวเองได้” รศ.ดร.ประภัสสร์เผย

พร้อมชี้ว่า ที่ศรีเทพยังพบรูปอวตารของพระวิษณถุ คือพระกฤษณะ โดยเมืองไหนที่เจอร่องรอยทางศาสนาเยอะ แสดงว่าเป็นเมืองศูนย์กลาง