ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องภูพระบาท เล่าเลิฟสตอรี่ ‘อุสาบารส’ ฟันธงจุดขาย ย้ำ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ!

16.08.24 | 15:36 น.

ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องภูพระบาท เล่าเลิฟสตอรี่ ‘อุสาบารส’ ฟันธงจุดขาย ย้ำ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ!

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่บริเวณหอนางอุสา ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และนายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์เครือมติชน ร่วมถ่ายทำรายการ ‘ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ ตอน ‘ภูพระบาท อุดรธานี เลิฟสตอรี่หินตั้ง’

นายสุจิตต์ กล่าวว่า ภูพระบาท รุ่งเรืองอย่างน้อย 2,000 ปีมาแล้ว คือเมื่อราว พ.ศ.500 ศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม อดีตอาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยเดินทางมาสำรวจเมื่อ พ.ศ.2508 แล้วเขียนบทความทางวิชาการเป็นคนแรก ถือเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาโบราณคดีอีสาน

สำหรับคำว่าภูพระบาท เป็นชื่อใหม่ ชื่อดั้งเดิมไม่มีใครรู้ ไม่มีจารึก เข้าใจว่ากรมศิลปากรใช้เพื่อเรียกให้เข้าใจตรงกันในภาพรวม ขณะที่ชาวบ้านเรียกเป็นจุดๆ แล้วแต่สถานที่ เช่น วัดพระพุทธบาทบัวบก ทั้งนี้ ภาครัฐ เน้นเรื่องใบเสมา วัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี ซึ่งตนมองว่าพัฒนามาจาก ‘หินตั้ง’ ในศาสนาผีโดยทางสากลคือวัฒนธรรมหินใหญ่ เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาจึงถูก ‘จับบวช’ เป็นพุทธ เรียกชื่อใหม่ว่า ‘เสมา’ สืบมาถึงทุกวันนี้

“ภูพระบาทถูกใช้เป็นฉากในเรื่องอุสาบารส แต่วิธีคิดของนักวิชาการไทยไม่ค่อยให้เกียรตินิทานพื้นบ้าน จึงไม่ได้เน้นย้ำ แต่ผมคิดว่าต้องเอาออกมาขายมากๆ ความจริงแล้วครูที่สอนวรรณคดี ต้องมาภูพระบาท จุดต่างๆ มีในวรรณกรรมอีสานเกือบทุกเรื่อง ฉากชมดงต้องอธิบายพรรณไม้พืชพันธุ์ต่างๆ มีทั้งส่วนที่จริงและจินตนาการประกอบกันซึ่งกลายเป็นวรรณกรรม เวลาหมอลำด้นเดินดง อร่อยมากถ้าฟังภาษาอีสาน ภาษาลาวรู้เรื่อง เป็นต้นตอวรรณคดีไทยภาคกลางมากมายก่ายกอง แต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญ ” นายสุจิตต์ กล่าว

Advertisement

นายสุจิตต์ กล่าวว่า เรื่องนางอุสาท้าวบารส ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มีต้นตอมาจาก ‘อนิรุทธ์คำฉันท์’ วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น เดิมเข้าใจว่าศรีปราชญ์แต่ง แต่ศรีปราชญ์ไม่มีตัวตนจริง
เนื้อเรื่องของอนิรุทธ์คำฉันท์ ดำเนินความตั้งแต่พระอนิรุทธ์ทูลลาพระกฤษณะผู้เป็นอัยกา ออกจากเมืองไปล่าสัตว์

ครั้นค่ำลงก็ประทับพักใต้ร่มไทร พระไทรมีความเอ็นดูจึงอุ้มไปสมนางอุษาธิดาเจ้ากรุงพาณที่โสณินคร แล้วพากลับก่อนรุ่งสาง

นางอุษาตื่นบรรทมมีความโศกเศร้า จึงสั่งพี่เลี้ยงให้วาดรูปหาตัวผู้มาสมนาง ครั้นพบว่าเป็นพระอนิรุทธ์ ก็ให้นางพี่เลี้ยงเหาะไปลอบรับมาหาอยู่ร่วมกันในตำหนัก ต่อมาเกิดข่าวลือออกไป

กรุงพาณหรือพาณาสูรราชบิดาทราบเรื่องจากนางกำนัลก็กริ้ว จึงจัดขบวนทัพมาล้อมรบกับพระอนิรุทธ์ แผลงศรนาคได้ชัยชนะจับพระอนิรุทธ์มัดประจานไว้หน้าพระลาน พอดีพระนารทฤๅษีดีดพิณพลางเหาะผ่านมาเห็นเข้า ก็รีบไปบอกแก่พระกฤษณะ

พระกฤษณะจึงมีโองการประชุมพล หาพระปรัทยุมน์และพลเทพมาพร้อม เสด็จด้วยพาหนะครุฑไปยังโสณินคร นาคที่รัดพระอนิรุทธ์ทนฤทธิ์ครุฑไม่ได้จึงคลายขนดหนีไป

ฝ่ายกรุงพาณมีพระเพลิงและอังคีรสเป็นกองหน้า ออกสู้รบก็พ่ายแพ้ พาณาสูรจึงรีบไปฟ้องพระอิศวรให้เสด็จมาช่วยพร้อมทั้งขันทกุมารและพระวิฆเนศวร์ สองฝ่ายต่อสู้กันก้ำกึ่ง ไม่แพ้ชนะแก่กัน พระอิศวรคิดจะลืมพระเนตรที่สาม แต่เทวดาและฤๅษีพากันขอร้องให้ทรงยับยั้ง เพราะเกรงโลกทั้งสามจะพินาศ

พาณาสูรจึงเข้าสู้รบด้วยตนเอง ถูกพระกฤษณะจับได้แล้วตัดกรทั้งพันให้เหลือเพียงสอง พระอิศวรทรงขอชีวิตไว้ให้เป็นทวารบาล พระกฤษณะจึงอนุโลมตาม แล้วพระอนิรุทธ์ นางอุษา ขึ้นทรงครุฑร่วมกับพระองค์และพระปรัทยุมน์ กลับสู่เมืองไลยบุรี

นายสุจิตต์ กล่าวว่า สำหรับอุสาบารส เป็นวรรณกรรมคำบอกเล่าของกลุ่มคนลุ่มน้ำโขง เพื่ออธิบายภูมิประเทศที่ดัดแปลงธรรมชาติเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผีและศาสนาพุทธปะปนกันบนภูเขาเตี้ยๆ เรียก ภูพระบาทใหญ่ และภูพระบาทน้อย อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี โครงเรื่องอย่างเดียวกับอนิรุทธ์ ซึ่งมีตัวละครเอกคือพระอนิรุทธ์กับนางอุษา แต่ถูกดัดแปลงเป็นท้องถิ่นว่าอุสาบารส หมายถึง อุสา คือ นางอุษา ส่วนบารส คือคำกลายจากชื่อพระอนิรุทธ์นั่นเอง

สำหรับ รายการในตอนดังกล่าว จะเผยแพร่ในวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม เวลา 20.00 น. ผ่านเฟซบุ๊ก มติชนออนไลน์, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรมและ ยูทูปมติชนทีวี