กะหรี่ มาจากไหน? เกี่ยวหรือไม่กับชื่อแกง เปิดกม.อยุธยา ส่อง พ.ร.บ.ป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทร์ศก 127

27.01.25 | 14:43 น.

ปั๊วปังไม่ไหว !!!

สำหรับซีรีส์ที่คำว่า ‘กะหรี่’ (เสียงสูง) ถูกตะโกนก้องฟ้าจากปากนางเอกของเรื่อง ‘คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์’ อย่าง โบว์ เมลดา ที่รับบทดาราสาวดาวรุ่ง ทว่า ต้องย้อนยุคกลับไปเป็น ‘บุญตา’ โสเภณีตัวตึงใน ‘สำนักแม่แฟง’ หรือ ยายแฟง ผู้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
อันคำว่า กะหรี่ นี้ มีเสียงพ้องเป๊ะๆ กับคำว่า (แกง) กะหรี่ ชวนให้ร่วมคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่ามีความเกี่ยวข้องกันหรอืไม่ ประการใด ?

ประเด็นนี้ เพ็ญสุภา สุคตะ นักวิชาการชื่อดังด้านโบราณคดี เคยรวมรวมข้อมูลและอธิบายไว้ในคอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ว่า แกงกะหรี่ หรือผงกะหรี่นั้น เป็นการเรียกทับศัพท์ภาษาเปอร์เซียนว่า Kari เป็นคำเดียวกันกับ เคอร์รี่ (Curry) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งก็แผลงมาจาก Kari เช่นเดียวกัน แต่พอภาษาอังกฤษแปล Kari เป็น Curryความหมายกลับไม่ใช่ชื่อเฉพาะ กลายเป็นภาพรวมของเครื่องแกงทั้งหมดหลายๆ ชนิด ซึ่งก็ถูกต้องสำหรับความเข้าใจในสายตาชาวตะวันตก ที่ไม่อาจแยกแยะความแตกต่างของเครื่องเทศระหว่าง มัสมั่น กะหรี่ กุรุหม่า ที่อิมพอร์ตจากโลกตะวันออก (แม้ญี่ปุ่นก็เรียก คาเร) ฯลฯ

สรุปแล้ว กะหรี่ ในความหมายของโสเภณีนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแกงที่ใส่เครื่องเทศของอินเดีย-เปอร์เซีย
ไม่เพียงเท่านั้น เพ็ญสุภา ยังยกข้อสันนิษฐานจาก ศาสตราจารย์ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ที่เสนอว่า ‘กะหรี่’ ในความหมายว่าโสเภณี น่าจะมาจาก ‘ช็อกกะรี’ ในภาษาฮินดี ที่ใช้เรียกเด็กผู้หญิงว่า ‘โฉกกฬี’ (Chokari) และเรียกเด็กผู้ชายว่า ‘ช็อกกะรา’ หรือ ‘โฉกกฬา’ (Chokara)

การเรียกหญิงโสเภณีว่า ‘โฉกกฬี’ หรือ ‘ช็อกกะรี’ นั้น น่าจะเป็นทำนองเดียวกันกับที่มีการเรียกหญิงบริการอย่างหยอกเย้าว่า “อีหนู” นั่นเอง ข้อเสนอข้างต้น นำไปสู่คำถามที่ว่า แล้วคำเรียก ‘อีหนู’ ด้วยคำว่า ‘โฉกกฬี’ หรือ ‘ช็อกการี’ แล้วกลายเป็น ‘กะหรี่’ ในภาษาไทยนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

Advertisement

คำถามนี้ ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ อาชีพนี้ปรากฏมาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น มีหลักฐานในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งกล่าวถึง ‘หญิงนครโสเภณี’ หลายต่อหลายตอน โดยระบุว่า หญิงนครโสเภณีนั้นถือเอาเป็นพยานเมื่อขึ้นศาลมิได้

ขณะที่บันทึกของ ‘ลาลูแบร์’ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปลายกรุงศรีอยุธยา มีการพรรณนาถึงที่ตั้งโรงหญิงนครโสเภณีว่ามีหลักแหล่งอยู่นอกเขตพระนคร คือที่ท้ายตลาดบ้านจีนปากคลองขุนละครไชย มีโรงหญิงนครโสเภณีตั้งอยู่ถึง 4 โรง ประกาศชื่อหน้าโรงว่า ‘รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ’
โรงเหล่านี้ต้องจ่าย ‘อากรโสเภณี’ ส่งคลังหลวงทุกปี แสดงว่ากิจการที่ถูกต้องตามกฎหมาย แถมกำไรงาม
ล่วงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นช่วงวลาเดียวกับซีรีส์ ‘คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์’ นั้น รัฐยังคงมีรายได้จาก อากรโสเภณีที่สืบเนื่องต่อจากสมัยอยุธยา กระทั่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 นโยบายเกี่ยวกับการค้าประเวณีของไทยได้รับอิทธิพลตะวันตก โดยมีการตรา ‘พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทร์ศก 127’

มีสาระสำคัญ 5 ข้อ ได้แก่
1. หญิงนครโสเภณีให้เป็นได้แต่โดยใจสมัคร ใครจะบังคับหรือล่อลวงมามิได้
2. ต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาตราคาสิบสองบาท มีอายุสามเดือนต่อใบ (ถือว่าแพงลิบลิ่วมากในสมัยนั้น)
3. นายโรงหญิงนครโสเภณี ต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการดูแลกันเอง
4. หญิงนครโสเภณีต้องไม่สร้างความรำคาญวุ่นวายแก่บุคคลภายนอก เช่น ฉุดลาก ยื้อแย่ง ล้อเลียน เป็นต้น
5.เจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าไป เพื่อนำสมาชิกมาตรวจ ถ้าพบโรคก็ให้ส่งไปรักษาจนกว่าจะหาย แลอาจเพิกถอนหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาต