เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศกิจกรรม ‘ตามรอยพระเจ้าตากสินไปจันทบุรี ตามรอยจอมพล ป.พิบูลสงครามไปตราดและเกาะกง’ ซึ่งจัดขึ้นโดย มูลนิธิจอมพล ป. และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ร่วมกับมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดกิจกรรม โดยมีการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆในจังหวัด ระยอง จันทบุรี และตราด รวมถึงเกาะกง ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 7-10 มีนาคม
โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา คณะฯ มีกำหนดการเดินทางไปยัง เกาะกง กัมพูชา ซึ่งจอมพล ป. พิบูลสงครามลี้ภัยหลังรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2500 รวมถึงจุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ หาดเล็ก จุดสุดท้ายที่จอมพล ป.ลงเรือเดินทางออกจากประเทศไทย
ในการนี้ นายประเสริฐ ศิริ หรือ ‘กำนันโจ๊ด’ ผู้ขับเรือฝ่ามรสุมพาจอมพล ป. ไปส่งยัง ‘แหลมด่าน’ ในเขตแดนกัมพูชา ร่วมเดินทางเป็นวิทยากรบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วย
โดยเมื่อเวลาราว 08.00 น. คณะฯ เดินทางออกจาก พบทะเล รีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด แวะ ‘ส่วนที่แคบที่สุดในประเทศไทย’ บริเวณหมู่ที่ 2 บ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก บนเส้นทางสายตราด-คลองใหญ่ หลักกิโลเมตรที่ 81-82 วัดระยะความกว้างจากชายฝั่งทะเลถึงเส้นแบ่งเขตแดนทิวเขาบรรทัดไทย–กัมพูชา ได้ 450 เมตร


จากนั้น เดินทางต่อไปยัง ‘หาดเล็ก’ จุดที่จอมพล ป. พิบูลสงครามลงเรือชื่อว่า ‘ประสิทธิ์มงคล’ เดินทางออกจากประเทศไทย ซึ่ง ‘กำนันโจ๊ด’ พาคณะไปยังบริเวณดังกล่าว พร้อมอธิบายว่า บ้านเดิมของตนอยู่ใกล้หาด ในบริเวณซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแนวหิน ช่วงเวลานั้นแถบนี้เป็นป่ามะพร้าว จำได้ว่า กินข้าวต้มยังไม่ทันหมด ต้องรีบออกเรือ เพราะพายุกำลังจะมา ขณะนั้น เป็นเวลาหลังเที่ยงคืนของวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2500 เป็ช่วงน้ำลง จอมพล ป. เดินเท้าเปล่าลงไป แล้วลงเรือ โดยมี พ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ และนายฉาย วิโรจน์ศิริ ร่วมโดยสาร รวมคณะบนเรือทั้งหมด 8 คน ซึ่ง นายเล้ง โตวิรัตน์ เจ้าของเรือและคนเรือเดินทางไปด้วย
“ตอนนั้นแม่มาเรียกกลางดึกให้ตื่นเอาเรือแจวไปรับคนบนเรือยนต์ ผมอายุแค่ 19 ปี ไม่รู้จักหรอก จอมพล ป. ก็แจวเรือไปรับ 2 รอบ เพราะเรือนั่งได้แค่ 4 คน จอมพล ป. มารอบ 2 พร้อม พ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ พ่อผมพินอบพิเทาพาเข้าไปพักที่บ้าน ผมและชาวบ้านก็อยากรู้ว่าเป็นใคร แต่ไม่กล้าเข้าไปจุ้นจ้านตอนผู้ใหญ่เขาคุยกัน ต่อมา ค่อยมีการซ้อมให้ผมเรียก ฯพณฯ ท่าน แต่ตื่นเต้น ก็เรียกลุง ผมยังนวดขาให้ท่าน กางเกงผ้าดีมาก กลีบโง้ง ได้แต่คิดว่า ซื้อที่ไหน อยากได้มาใส่บ้าง (ยิ้ม)
พ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน มอบหมายให้ผมขับเรือ เพราะเข้าออกอ่าวเกาะกงเป็นประจำ รู้จักเกาะแก่งแถวนั้นดี ตรงไหนมีผียังรู้เลย จุดมุ่งหมายคือ เกาะกะปิ เพราะมีคนไทยอยู่เยอะ เป็นศูนย์กลางการค้าขายสินค้าประมง” กำนันโจ๊ดกล่าว
กำนันโจ๊ด กล่าวด้วยว่า แม่ของตนทำข้าวต้มไก่ ทุกคนก็กิน ยกเว้น จอมพล ป. ไม่กินเลย กระทั่งเดินเท้าเปล่าลงเรือ


ต่อมา คณะฯ เดินทางไปยัง ‘จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก’ เข้าสู่ประเทศกัมพูชา ขึ้นรถบัสปรับอากาศต่อไปยังท่าเรือหน้า MANGROVE FOREST RESORT เกาะกง แล้วลงเรือโดยสารมุ่งหน้า ‘แหลมด่าน’ ซึ่งเป็นจุดที่กำนันโจ๊ดส่ง จอมพล ป. และได้พบเห็นกันเป็นครั้งสุดท้าย โดยกำนันโจ๊ด กล่าวว่า เรือที่คณะฯ โดยสาร มีขนาดใกล้เคียงกับเรือที่จอมพล ป. โดยสารเมื่อ 68 ปีก่อน แต่ความยาวน้อยกว่า และแคบกว่าเล็กน้อย


เวลาประมาณ 12.15 น. คณะฯ ถึงแหลมด่าน ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอาคาร ‘หน่วยบัญชาการส่วนหน้าของสถานีลำดำ’ (แหลมด่าน) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเปียมกระโสบ (Peam Krasaop Wildlife Sanctuary) และหมู่บ้านชาวประมง

กำนันโจ๊ด กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวคือจุดส่งจอมพล ป. ถือเป็นการจบภารกิจของตน โดยในขณะนั้นเป็นที่ตั้งของค่ายทหาร ยังไม่มีบ้านคนอยู่อาศัยเหมือนในปัจจุบัน จากนั้นย้อนเล่าเหตุการณ์บนเรือ
“หลังออกเรือมาแล้ว ช่วงที่ตื่นเต้นคือตอน พายุหัวน้ำขึ้น มาพร้อมฝน คลื่นลมกระแทก สูงกว่าเก๋งเรือ ต้องดึงหน้าต่างไม้ลงทุกบาน น้ำทะเลบางส่วนจึงเข้ามาในเรือ มืดก็มืด มองเห็นแค่รอบตัวเรือ ดาดฟ้าเรือประสิทธิ์มงคลไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำทะเลที่เข้ามา ลิ้นสูบน้ำก็เกิดขาด สูบไม่ได้ น้ำท้องเรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเครื่องยนต์ดับ บังคับทิศทางเรือไม่ได้ จะลงสมอจอดก็ไม่ได้อีก เพราะคลื่นแรงมาก ต้องปล่อยคลื่นซัดไปตามยถากรรม จำเป็นต้องใช้แผนสู้พลาง ถอยพลาง คือโยนสมอลงทะเล แล้วจับหาเชือกกับหลัก มัดเชือกไว้ ค่อยๆ โรยสาย บังคับให้เงี่ยงสมอจิกดินเบาๆ เรียกว่า สมอเกา เพื่อชลอการถอยของเรือให้ช้าลง รอติดเครื่องให้ได้ พายุยังคงกระหน่ำ ฝั่งก็ยังมองไม่เห็น

พอน้ำในท้องเรือแห้ง ก็พยายามติดเครื่องเรือ ซึ่งต้องใช้เตาฟู่เผาหัวกะโหลกเครื่องให้ร้อน แล้วใช้มือขวาหมุน มือซ้ายปิดเปิดวาล์วอากาศ พอเครื่องหมุนได้รอบ ก็ปล่อยวาล์ว เครื่องจะระเบิดติดทันที แต่กล่องไม้ขีดชื้น จุดก้านแล้วก้านเล่าก็ไม่ติด แล้วจะเผาหัวกระโหลกเครื่องได้อย่างไร ความหวังเหลือน้อย
ระหว่างนั้นช่างเครื่องล้วงไปเจอก้อนผ้า นึกว่าผ้าขี้ริ้ว แต่กลายเป็นเสื้อมีกระเป๋า ในกระเป๋ามีไฟแช็ก แต่ก็ไม่ติด ไม่มีประกายไฟ ช่างเครื่องเลยเอาแปรงลวดมาปัดลูกโม่แล้วเป่าหลายครั้ง ยัดใส่จั๊กกะแร้ ลองใหม่ คราวนี้ติด ดีใจมาก” กำนันโจ๊ดเล่า


กำนันโจ๊ด เล่าต่อไปว่า ตามที่กล่าวไปแล้วว่าแผนของพ่อตนคือเดินทางไปยัง ‘เกาะกะปิ’ โดยหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากชุมชนคนไทย แต่เมื่อพบค่ายย่อยทหารเรือกัมพูชาที่ ‘ปากคลองหางควาย’ ได้เจรจาโดยมีข้อสรุปว่า ‘เซป เชือน’ หรือ ผบ.ค่าย รับอาสาพาไปส่งยัง ‘ค่ายใหญ่แหลมด่าน’ ขณะนั้น เป็นช่วงเช้ามืด ก่อนฟ้าเริ่มสาง
เรือประสิทธิ์มงคลเดินทางต่อในเช้าวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2500 ผ่านเกาะกะปิ วิ่งเฉียดเกาะสะเก็ด อีกราวครึ่งชม.ก็ถึงแหลมด่าน กระทั่ง 14.20 น. เจ้าสีหนุมีคำสั่งด่วนลงมาว่า จงดูแลแขกเกียรติยศให้ดีที่สุด ผบ.ค่ายใหญ่แหลมด่านและคณะมาคารวะ เชิญจอมพล ป. ขึ้นบนเรือนรับรอง

นายประดาป พิบูลสงคราม ทายาทจอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวว่า คณะนี้ คือ คนไทยกลุ่มที่ 2 ที่เดินทางไปยังแหลมด่าน ในเกาะกง เพื่อ ตามรอยจอมพล ป. ซึ่งลี้ภัยไปขึ้นฝั่งที่กัมพูชาสำเร็จเมื่อ 68 ปีก่อน โดยกลุ่มแรกคือคณะของ พล.ร.จ. ประสงค์ พิบูลสงคราม บุตรชายจอมพล ป. และผู้ติดตาม ที่ตามไปถึง ‘เกาะกะปิ’ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2500 แต่ไม่พบ จึงเดินทางต่อไปยังแหลมด่าน แล้วพบกำนันโจ๊ด ขณะที่ จอมพล ป. มีเรือรบกัมพูชารับตัวไปแล้ว โดยเข้าที่พัก ‘ตำหนักจามกามน’ (สวนหม่อน) ที่กรุงพนมเปญ

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว มีประชาชนทั่วไป รวมถึงนักวิชาการชื่อดังเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, ผศ.ดร. ณัฐพล ใจจริง อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กรรมการมูลนิธิจอมพล ป. ฯ , ผศ.ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายนริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์คณะราษฎร เป็นต้น




