อ. ศิลปากร เปิดไทม์ไลน์ ‘เขมร-ไทย’ มิตรภาพบนความขัดแย้ง เจาะจุดขุ่นเคือง จากสงคราม ถึง ‘เขาพระวิหาร’
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ห้องอดุล วิเชียรเจริญ ( ศศ. 201 ) สาขาเอเชียคะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา ‘โจรสยาม VS เคลมโบเดีย: ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ’ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายวิชา อศ. 454 สัมมนาหัวข้อเฉพาะด้านสังคมและวัฒนธรรม สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เวลาประมาณ 13.00 น. นายสุจิตต์ วงษ์เทศ นักหนังสือพิมพ์ในเครือมติชน ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม กล่าวปาฐกถา หัวข้อ ‘ไทย-เขมร ทับซ้อน ความเป็นมา “คนละคนเดียวกัน’ โดยมีการแจกคิวอาร์โค้ดให้ผู้ร่วมรับฟังดาวน์โหลดเอกสารความยาว 41 หน้า ประกอบด้วยเนื้อหา ข้อมูล หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และภาพประกอบจำนวนมาก
ต่อมา เริ่มกิจกรรมล้อมวงเสวนาหัวข้อ ‘โจรสยาม VS เคลมโบเดีย: ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ’ นำโดย รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดำเนินรายการโดย นายสฏฐภูมิ บุญมา

ในตอนหนึ่ง ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่วิทยากร 2 ท่าน ได้พูดถึงมุมมองฝั่งไทยที่มองทางฝั่งกัมพูชา ทีนี้ถึงคราวที่มองมุมกัมพูชาที่มองกลับมาทางเราบ้าง
ดร.ยิ่งยศกล่าวต่อว่า ในส่วนภาพของไทยในสายตาเขมร ปฏิเสธไม่ว่าโดยสรุปแล้วมักจะมีภาพของความเป็นผู้ร้ายและศัตรูอยู่ ซึ่งภาพความเป็นผู้ร้ายและศัตรูมันมีที่มาที่ไป ตนขอย้อนกลับไปจุดที่จะเห็นได้ชัดอย่างมาก คือ ตั้งแต่กัมพูชาได้รับเอกราชปี 1953 ซึ่งประเด็นนี้มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในยุคสมัยหนึ่งของกัมพูชาหลังได้รับเอกราชมาว่า ‘สังคมราษฎรนิยม’
“มันเป็นยุคที่การเมืองกัมพูชาอยู่ภายใต้ระบบพรรคการเมืองเดียว ซึ่งตามจริงแล้วมันมีหลายพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นพรรคผู้นำรัฐบาลในช่วงปีนั้น ตั้งแต่ปี 1955 เรื่อยมาถึงปี 1970 ก็จะอยู่ภายใต้องค์กรสังคมราษฎรนิยม ซึ่งมีผู้นำในคณะนั้น คือ เจ้าฟ้าสีหนุ หรือ สมเด็จพระนโรดมสีหนุ (พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ)
จากช่วงเวลานั้น ภาพลักษณ์ของความเป็นผู้ร้ายหรือศัตรูของไทย มันถูกตอกย้ำเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้ แต่ไม่ได้หมายความถึงว่า มันถูกสร้างขึ้นมาในเฉพาะช่วงเวลานี้ ซึ่งถ้าเราย้อนไปดูตำนานหรือนิทาน จะเห็นความรู้ต่อไทยในสายตาของชาวเขมรว่า มันมีร่องรอยอะไรบางอย่ามาตั้งแต่ยุคก่อนอาณานิคมเสียด้วยซ้ำ” ดร.ยิ่งยศชี้
ดร.ยิ่งยศกล่าวต่อว่า ตนขอแบ่งประเด็นหลักออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ ประเด็นแรก คือ มิตรภาพบนความขัดแย้ง ในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชา ประเด็นที่ 2 คือ การสร้างภาพลักษณ์การเป็นศัตรูและผู้ร้ายในสายตาชาวเขมร ประการสุดท้าย คือ แล้วก็มาดูว่ามันมีปัจจัยอะไร ทำไมการสร้างภาพลักษณ์แบบนี้มันจึงถูกเอามาใช้
“ประเด็นแรก ในแง่ของภูมิหลังความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ผมขอพูดตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ คือ ไทยกับกัมพูชาเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 1950 หลังจากที่พ้นช่วงสมัยอาณานิคมมา แต่ช่วงนี้กัมพูชายังไม่ได้รับเอกราช ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ให้การรับรองกัมพูชาในฐานะ ‘รัฐปกครองตนเองภายใต้ฝรั่งเศส’ โดยส่วนตัวมองว่าตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพ แต่มันอยู่บนเงื่อนไขของความขัดแย้งบางประการ
จากการศึกษาพบว่า เหตุผลหนึ่งที่ไทยให้การรับรองรัฐบาลของกัมพูชา คือ ส่วนหนึ่งมาจากการปฏิบัติตามคำขอของโลกทางฝั่งเสรีนิยม ในช่วงเวลานั้น เพราะโลกเสรีนิยมมองว่าการรับรองรัฐบาลอินโดจีน จะมีส่วนช่วยในการสกัดกั้นการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์
แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของความสัมพันธ์ ไทยมีส่วนช่วยในการสนับสนุนขบวนการชาตินิยมของวกัมพูชา หรือ ‘เขมรอิสระ’ ตั้งแต่ช่วงปี 1940 แล้ว แต่มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ระดับทางการทูต แต่ทางการทูตมันเริ่มในปี 1950 จนกระทั่งฝรั่งเศสมอบเอกราชให้กัมพูชาในปี 1953 นโยบายทางการทูตของไทยต่อกัมพูชามันมีความอิสระมากขึ้น เพราะตอนนั้นไทยก็สามารถดีลกับกัมพูชาได้โดยตรง” ดร.ยิ่งยศระบุ
ดร.ยิ่งยศกล่าวอีกว่า ในช่วงเวลานั้นไทยมีความพยายามในการเพิ่มพูมความสัมพันธ์กับฝั่งกัมพูชา โดยจากเอกสารทางการไทยมีการกล่าวว่า กัมพูชาเป็นด่านหน้าที่เหลืออยู่เพียงด่านเดียว ในการป้องกันการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ก่อนที่จะรุกรานถึงตัวประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ไทยถือว่าฝรั่งเศสเป็นปราการด่านแรก แต่พอฝรั่งเศสถอนตัวออกไปจากอินโดจีน ผู้นำไทยในช่วงเวลานั้น ก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการสั่งการให้เพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

“ช่วงเวลาดังกล่าวในทางประวัติศาสตร์ช่วงเวลานี้ บรรยากาศของกระแสโลกมันอยู่ภายใต้กระแสของสงครามเย็น ทั่วโลกมันต้องมีการเลือกข้าง ซึ่งฝั่งไทยมันมีความชัดเจนที่จะแนบแน่นกับฝั่งเสรีประชาธิปไตย แต่ทางฝ่ายกัมพูชาเขาแสดงท่าทีขอเลือกนโยบายในลักษณะเป็นกลาง”
ในทางปฏิบัติมันก็ไม่น่าที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งใช่หรือไม่ คือ เขาเป็นกลาง เราเลือกฝั่งเสรีประชาธิปไตย แต่ในมุมมองของรัฐบาลไทยมองว่าฝ่ายที่เป็นกลาง แต่กลับรับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและฝ่ายสังคมนิยมเลย” ดร.ยิ่งยศชี้
ดร.ยิ่งยศกล่าวอีกว่า จุดที่เริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้ไม่นาน มันก็เริ่มปรากฏมากขึ้น เมื่อสมเด็จพระนโรดมสีหนุ เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1956 แล้วต่อมาในปี 1958 ให้การรับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ในขณะนั้นฝ่ายไทยมองว่า สมเด็จพระนโรดมสีหนุกำลังเปิดโอกาสให้จีน หรือ คอมมิวนิสต์ ให้มาอยู่กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุนี้นโยบายหลายๆอย่างของไทยที่กระทำต่อกัมพูชา เช่น การให้การสนับสนุนขบวนการใต้ดิน ซึ่งขบวนการนั้นก็ คือ ขบวนการเขมรอิสระเดิม ซึ่งในเวลาต่อมามันจะเปลี่ยนมาเป็นประมาณว่า ‘เขมรเสรี’
“ขบวนการนี้มีความสำคัญ เนื่องจากทำหน้าที่ในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นการต่อต้านรัฐบาลกลางของสมเด็จพระนโรดมสีหนุไปในตัว” ดร.ยิ่งยศกล่าว
ดร.ยิ่งยศกล่าวอีกว่า ประการต่อมา คือ นโยบายของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว มันมีข้อพิพาทกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ไม่ว่ามันจะถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือหรืออะไรก็ตาม แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับดินแดน
รวมถึงประการที่ 3 ภายใต้การนำของสมเด็จพระนโรดมสีหนุ รัฐบาลไทยมีท่าทีบางอย่าง เช่น มองว่าสมเด็จพระนโรดมสีหนุดำเนินนโยบายเป็นกลางใช่ไหม แต่เอียงไปทางสังคมนิยม แต่รัฐบาลไทยมีร่องรอยและส่วนที่เรียกว่า ‘แผนการกรุงเทพฯ’ ซึ่งแผนการนี้มันเป็นลักษณะของแผนการที่อาจจะใช้คำว่า เปลี่ยนรัฐบาลของกัมพูชา
“จากหลักฐานของ CIA ก็มีการชี้อะไรมาทางเราหลายอย่าง แต่ส่วนผู้ร้ายมันจะชี้ไปที่กลุ่มเวียดนามใต้ และเจ้าหน้าที่ของ CIA ที่มีการเคลื่อนไหวใต้ดิน แต่หลักฐานบางประการของ CIA ก็มีการชี้มาที่ผู้นำทางทหารชั้นสูงของไทย ที่มีการลอบเดินทางเข้าไปในเขตเสียมเรียบ พระตะบอง ซึ่งตอนนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของ ‘ดาบ ชวน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคลผู้เคลื่อนไหวในแผนการที่จะล้มสมเด็จพระนโรดมสีหนุ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝ่ายไทยก็ส่วนในแง่ของการดำเนินนโยบายเหล่านี้ มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กัมพูชาเพาะบ่มความไม่พอใจ แต่ในส่วนตรงนี้เราก็ต้องทำความเข้าใจในการดำเนินนโยบายทางการต่างประเทศในช่วงเวลานั้นด้วยว่า ทางฝ่ายไทยก็มีมุมมองแบบนี้ด้วยที่ว่า อ้าว! กัมกัมพูชาดำเนินการแบบนี้ มันก็ต้องมีการดำเนินการบางประการกลับ แต่มันก็ไปกระทบความมั่นคงของกัมพูชา ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ทางทูตอยู่ 2 ระยะใหญ่” ดร.ยิ่งยศระบุ

ดร.ยิ่งยศกล่าวต่อว่า หลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 1950 พอมาปี 1958 มันมีการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งที่ 1 แต่มันก็มีการรื้อฟื้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้งในปี 1961 โดยหลังจากนั้นมา ไทยกับกัมพูชาไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันอีกเลย
จนกระทั่งหลังการรัฐประหารของจอมพล ลอน นอล ในปี 1970 ซึ่งผู้นำไทยในตอนนั้นเปลี่ยนมาเป็นการนำภายใต้จอมพล ถนอม กิตติขจร แล้ว ก็มีคำพูดประมาณว่า ‘ตัวการหมดอำนาจไปแล้ว’ ดังนั้นไทยกับพูชามารื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยจอมพล ลอน นอล ก็มีการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกลับมา สิ่งนี้คือภาพรวมความสัมพันธ์ในระยะแรกของความสัมพันธ์ทางการทูต” ดร.ยิ่งยศกล่าว
ดร.ยิ่งยศกล่าวอีกว่า แต่ภายใต้ช่วงสถานการณ์ของสงครามเย็น มันทำให้นโยบายของทั้ง 2 ฝ่าย มันเหมือนจะผูกมิตร แต่มันก็มีเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเป็นศัตรูขึ้น แล้วจากการนำเนินนโยบายของไทย มันทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ของการเป็น ‘ผู้ร้ายและศัตรู’ ของกัมพูชาโดยปริยาย
“โดยภาพความทรงจำต่อไทยในสายตาชาวเขมร หากย้อนกลับไปในตำนานนิทานพระโค พระแก้ว นักตาคลังเมือง มันมีร่องรอยความไม่พอใจบางอย่างที่กล่าวถึงไทยในแง่ของกลุ่มชนที่รุกล้ำ ยึดครองดินแดนของกัมพูชา ที่มันปรากฎเป็นร่องรอย แต่สิ่งเหล่านี้มันถูกปรุงแต่ง
ซึ่งมีงานศึกษาบางชิ้นบอกว่า ในช่วงรัฐบาลของอาณานิคมมันมีความพยายามในการวางโรงเรื่องประวัติศาสตร์กัมพูชา แล้วก็ให้ภาพของไทยมีภาพในลักษณะของรู้ร้ายและศัตรู แล้วมันถูกตอกย้ำมากขึ้นหลังจากกัมพูชาประกาศเอกราชในปี 1953” ดร.ยิ่งยศระบุ
ดร.ยิ่งยศกล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชาในช่วงเวลานั้น มีการเลือกชุดความคิดบางอย่าง หยิบมาเล่าแบบตั้งใจเพียงมุมมอง เช่น ไทยรุกรานทำให้พระนครล่มสลาย แต่ในเอกสารพงศาวดารในบางครั้งกัมมพูชาก็เป็นฝ่ายฝ่ายเริ่มยกทัพทำสงครามก่อน แต่มันกลับมีการเล่าพียงว่าไทยรุกรานกัมพูชาตอนไหนบ้าง
ดร.ยิ่งยศกล่าวต่อว่า ภาพของไทยในยุคสังคมราษฎรนิยม จึงมี 2 ส่วนหลัก คือ 1. ภาพของไทยในอดีตเป็นผู้สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสให้ชาวเขมร จนทำให้ตกต่ำและตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส 2 คือ ภาพร่วมสมัยในขณะนั้นช่วง 1950-1960 ไทยยังบ่อนทำลายและยังไม่ได้ปรารถนาดีต่อกัมพูชา
“ผมจะคลี่ให้ดูว่า ภาพชุดแรกคือไทยในอดีตที่เป็นผู้สร้างความเดือนร้อนอย่างแสนสาหัส โดยสิ่งที่จะเป็นการประกอบสร้างของภาพชุดแรก คือ การนำเอาประวัติศาสตร์กัมพูชาช่วยปลายค.ศ.14 เป็นต้นมานำมาเล่า ในลักษณะแรกคือ ไทยเป็นชนชาติที่ก่อกำเนิดหลังเขมร แต่มีจิตริษยาทำสงครามทำลายบ้านเมืองอื่น เพื่อประโยน์ของตน
กัมพูชาต้องประสบชะตากรรมจนเป็นสาเหตุให้อารยธรรมสมัยพระนครนั้นล่มสลาย สิ่งนี้ในบางครั้งปรากฎในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ในวาระที่มันไม่ได้สอดคล้องกับเรื่องนี้ เช่น การเปิดโรงงานไม้อัดที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน แต่ก็มีการพูดถึงเรื่องแบบนี้ประมาณนี้
สิ่งที่น่าสนใจคือ สมเด็จพระนโรดมสีหนุ จะเรียกไทยว่า ‘น้องสาว’ ในนัยยะตรงนี้ก็หมายถึงว่ากัมพูชาเป็นพี่ในแง่ของต้นกำเนิดต่างๆ แต่ไทยกลับเป็นฝ่ายรุกราน” ดร.ยิ่งยศชี้

ดร.ยิ่งยศกล่าวต่อว่า ภาพต่อมาภายหลักการสูญเสียพระนคร กัมพูชาประสบภาวะวุ่นวาย ไม่สงบสุขจากการรุกรานของไทย ทำให้ชาวเขมรประสบทุกขเวทนาจ บ้านแตกสาแหรกขาด พลัดถิ่นฐานบ้านเมือง ซึ่งปรากฏในพระราชนิพนธ์และพระราชดำรัส ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะทั้งผ่านวิทยุกระจายเสียง หรือ การวบรวมเป็นเล่มออกมา
ภาพต่อมาที่ยังคงเกี่ยวกับอดีต คือ ภาพจากการเบียดเบียนของเวียดนามและไทยหลายศตวรรษ เป็นสาเหตุให้กัมพูชา ยอมรับอารักขาจากจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศสอย่างขมขื่น
รวมถึงภาพร่วมสมัยในเวลานั้น คือ ไทยไม่ได้ปรารถนาดี ถูกปรุงขึ้นมาในช่วงคดีปราสาทเขาพระวิหารว่า ไทยปรารถนาในดินแดนตั้งแต่อดีตเรื่อยมา แล้วยังคงปรารถนาในดินแดนกัมพูชาอยู่ รวมถึงไทยยังสนับสนุนขบวนการเขมรอิสระ ในการเคลื่อนไหวใต้ดิน เพื่อโค่นล้มรัฐบาล
ดร.ยิ่งยศกล่าวต่อไปว่า ภาพสุดท้าย คือ ไทยต้องการแทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชา เพื่อเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายที่เป็นกลางซึ่งภาพเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นซ้ำๆสู่ประชาชนโดยหลายวิธี ทั้งปรากฏในหนังสือพิมพ์ทางการในช่วงเวลานั้น รวมถึงออกอากาศผ่านวิทยุกระจายเสียง และแบบเรียน ซึ่งก็มีโครงเรื่องแบบนี้ในช่วงเวลานั้น
“นอกจากนี้ยังผ่านมหรสพ มีการจัดคณะละครชาติทำการแสดงเรื่องหลักในเวลานั้น คือ นักตาคลังเมือง ซึ่งจะเป็นลักษณะของวีรบุรุษจากกองทัพผี ที่เป็นการต่อต้านไทยจนได้รับชัยชนะ ซึ่งมีการแสดงตามหัวเมืองต่างๆ รวมถึงกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร ก็มีการทำชุดการแสดงออกไปตามหัวเมืองต่างๆ ” ดร.ยิ่งยศระบุ


