เมื่อวันที่ 9 เมษายน เวลา 13.00 น. ที่อาคารอเนกประสงค์ 3 วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดเสวนาหัวข้อ “พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ได้ถูกอังวะเผาลอกทองตอนกรุงแตก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเปิดตัวหนังสือชื่อเดียวกัน เขียนโดย ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง

นายสุเนตร ชุตินธรานนท์ อดีต ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ขึ้นกล่าวปาฐกถา มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “มโนคติที่ไทยมองพม่า” โดยระบุว่า มโนคติของคนไทยที่มีต่อพม่าส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นหลังเสียกรุง มีสั่งสมจนเกิดชุดภาพความรับรู้ความเข้าใจชุดหนึ่ง เดิมนั้น ชาวอยุธยาไม่ได้หวาดหวั่น หรือเกรงกลัวพม่าเลย ก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ. 2310 ไทยกับพม่า ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร นโยบายของผู้ปกครองอยู่ที่การรักษาดุลยภาพอำนาจแห่งลุ่มอิรวดี กล่าวคือ เมื่อพม่าเข้มแข็ง ไทยหนุนมอญ เมื่อมอญเข้มแข็ง ไทยก็หนุนพม่า
สำหรับมโนคติหลังเสียกรุง คนไทยมองพม่าเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวมาก ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามคราวเสียกรุง สมัย ร. 1 คนไทยเชื่อว่าพม่าเป็นมารศาสนา คุกคามอาณาประชาราษฎร์ เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่คือกระแสความพยายามศึกษาความรู้เพิ่มเกี่ยวกับพม่าอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย โดยเป็นครั้งแรกที่มีการแปลราชาธิราชทั้งชุด หลายสำนวน ศึกษาเส้นทางการเดินทัพ แล้วเขียนแผนที่ รวมถึงมีการแปลตำราพิชัยสงครามของพม่าด้วย
“เราไม่ได้มองว่าพม่า ดีหรือเลวอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สัมพันธ์เป็นอันหนึ่งเดียวกับที่ไทยมองตังเอง กล่าวคือ ไทยมองตัวเองย่างไร ก็อธิบายอย่างนั้น เช่น มองว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์ศาสนา ดังนั้น พม่าคือมารศาสนา มโนคติเหล่านี้ไม่ตายตัว แต่เปลี่ยนตามยุคสมัยและบริบททางประวัติศาสตร์ หากเรายังไม่มีการจัดระบบความรู้ที่มีกับมโนคติเดิม ก็ยากที่จะปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันซึ่งเราพึ่งพม่ามหาศาลในหลากมิติ ทั้งแรงงาน ตลาด พลังงาน เราต้องรู้อะไรมากกว่าการเสียกรุง ต้องมีมโนคติที่สร้างสรรค์ เปลี่ยนผ่านตามยุคสมัย” นายสุเนตรกล่าว

นาย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เราถูกสอนต่อๆกันมาว่า พม่าลอกทองอยุธยาไปสร้างชเวดากอง โดยไม่เคยตั้งคำถามว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากไหน พม่าเป็นจำเลยทุกด้านของไทย โดยไม่ถูกตั้งคำถามเช่นกัน สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจในหนังสือเรื่อง “พระศรีสรรเพชญ์ ไมได้ถูกอังวะเผาลอกทองตอนกรุงแตก” คือ การเปรียบเทียบว่า มีพระพุทธรูปในวัดพระศรีสรรเพชญ์ ถูกอัญเชิญมากรุงเทพ ถามว่าทำไมพระพุทธรูปเหล่านั้น ไม่พัง
“ถ้าเริ่มต้นจากความคิดว่าพม่าเป็นโจร ก็จะมองว่าเขาทำลายทุกอย่าง แต่ถ้ามองว่าสงครามระหว่างอยุธยาและพม่า เป็นการรบระหว่างราชวงศ์ ก็อาจไม่ใช่การทำลายขนาดนั้น การพังทลายของวัดอาจเกิดขึ้นหลังศึกพม่าด้วยซ้ำไป” นายธำรงศักดิ์กล่าว
นางลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือคำนำ ซึ่งนายรุ่งโรจน์เขียนว่า ข้อเสนอของผู้เขียนไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นถึงบทสนทนา การศึกษาประวัติศาสตร์ในมุมมองของคนไทย คือศึกษาเพื่อเชื่อ ไม่ใช่เพื่อถกเถียง ทั้งที่ประวัติศาสตร์ คือการตั้งคำถาม การถกเถียงเป็นการจรรโลงแวดวงประวัติศาสตร์ไทย และนี่คือโอกาสอันดีที่มีข้อถกเถียงใหม่ๆ
“สิ่งที่อาจารย์รุ่งโรจน์ทำ เป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมวงการโบราณคดีที่เงียบเหงามานาน มีความเป็นประวัติศาสตร์มากกว่าหนังสือเล่มใดๆในช่วง 4-5ปีที่ผ่านมา เป็นการเปิดศักราชใหม่ให้นักเรียนโบราณคดี และจะถูกบรรจุในหลักสูตรของดิฉันในปีต่อๆไปอย่างแน่นอน คนที่สนใจประวัติศาสตร์เป็นงานอดิเรก ไม่ใช่นักวิชาการ ความคิดจะถูกบดบังด้วยหนังสือเพียงไม่เล่ม 20 กว่าปีที่ผ่านมามีความพยายามรื้อสร้างว่า ยังมีแง่มุมอีกมากมายนอกเหนือจากการรบราฆ่าฟัน ประวัติศาสตร์ไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อเกลียดชังกัน อยากวอนขอว่าการครุ่นคิดหนักเป็นเรื่องสำคัญของทุกศาสตร์” นางลลิตากล่าว

นายรุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง ผู้เขียนหนังสือดังกล่าว กล่าวว่า การที่ตนเสนอว่าเศียรใหญ่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คือเศียรพระศรีสรรเพชญ์ที่เชื่อกันมาแต่เดิมนั้น เนื่องจากมีความเป็นไปได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนโบราณวัตถุที่ระบุว่า พบที่วิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชญ์ อีกทั้งขนาดความสูงของเศียรถึง 173 ซม. สอดคล้องกับหลักฐานของชาวต่างชาติที่บันทึกไว้ว่า ในวิหารมีพระศรีสรรเพชญ์ มีพระสูงใหญ่องค์เดียว นอกนั้นสูงเท่าคน ส่วนกรณีที่เชื่อว่าถูกเผานั้น รายงานการขุดค้นไม่พบชั้นดินที่ถูกเผาไฟเลย ผนังวิหารก็ไม่มีร่องรอยถูกเผา และหากเผาเพื่อหลอมทอง ต้องใช้อุณหภูมิสูงมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ไม่ได้ทำง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าพระศรีสรรเพชญ์ถูกเผา แต่เป็นการเผาเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่ใช่เผาเพื่อหลอมทอง สำหรับประเด็นที่ว่าสมัยรัชกาลที่ 1 อัญเชิญลงกรุที่วัดโพธิ์นั้น ตนเชื่อว่า อาจไม่ได้พบเศียร เพราะอาจไม่ได้เสด็จด้วยพระองค์เอง ซึ่งการพิสูจน์ว่าในกรุมีพระเศียรหรือไม่ เป็นเรื่องยาก เพราะต้องรื้อเจดีย์
“ข้อเสนอครั้งนี้ ถือว่าไมได้เป็นคำตอบสุดท้าย ประเด็นสำคัญคือ เรารู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับอยุธยาบ้าว เรามักฟูมฟายเรื่องเสียกรุง และสนใจแต่ปีสุดท้ายของอยุธยา ทั้งที่ตลอด 400 กว่าปี ยังมีแง่มุมมากมาย โดยเฉพาะชีวิตความเป็นอยู่ การสถาปนากรุง รวมถึงระบบจารึก เป็นต้น” นายรุ่งโรจน์กล่าว
นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการพูดคุยกันอย่างอารยะ ให้เป็นอาหารสมอง งดมาม่า หรือ ดราม่า วันนี้จะสรุปได้หรือไม่ได้ว่าเศียรดังกล่าวจะใช่หรือไม่ใช่เศียรพระศรีสรรเพชญ์ ไม่สำคัญ เพราะไม่ได้มาฟันธง แต่เป็นการตั้งคำถาม และร่วมกันแสดงความเห็น

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งมาร่วมงานในฐานะผู้ฟัง กล่าวว่าขอแสดงความยินดีกับนายรุ่งโรจน์ที่เสนอผลงานชิ้นนี้ ตนรู้สึกตื่นเต้นมาก งานชิ้นนี้สามารถใช้คำว่าช่วย “เปิดกระโหลก” ได้ ประวัติศาสตร์ที่เชื่อกันอยู่นั้น หากไม่ตั้งคำถาม เราจะไปไหนกันไม่ได้เลย นี่คือส่วนหนึ่งของการรื้อสร้างประวัติศาสตร์ไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในงานเสวนา คึกคักอย่างมาก มีการต่อคิวนำหนังสือมาขอลายเซ็นต์จากผู้เขียนเป็นจำนวนมาก และผู้จัดงานต้องนำเก้าอี้มาจัดวางเพิ่มเติม เนื่องจากไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้เข้าฟังซึ่งล้นออกไปนอกห้องจากหลากหลายวงการ ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย นักโบราณคดีสังกัดกรมศิลปากร มัคคุเทศก์ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป



