สุจิตต์ งัดตำราปาฐกถา ‘การค้าหลายพันปี’ กระตุ้นเกิดภาษาไทย – เล่าเกร็ดที่มาสำเนียงเหน่อ ‘สุพรรณ-โคราช’
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ณ ห้องศูนย์บรรณสารสนเทศ ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “ปาฐกถาสุภา ศิริมานนท์ 2568″ โดย นายสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งศิลปวัฒนธรรม ขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การค้าภายในเมื่อหลายพันปีมาแล้ว กระตุ้นให้มีภาษาไทยและคนไทย”

พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ, นายคริส เบเคอร์ นักประวัติศาสตร์, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คอลัมนิสต์มติชนสุดสัปดาห์ ร่วมวงแลกเปลี่ยนความรู้
ในตอนหนึ่ง นายสุจิตต์ กล่าวว่า การค้าเมื่อหลายพันปีกระตุ้นให้มีภาษาไทยและคนไทย มันหมายความว่า มันมีเรื่องลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยการกระตุ้นเมื่อหลายพันปีก่อน ทั้งหมดนี้มันตรงข้ามกับประวัติศาสตร์ไทย เพราะประวัติศาสตร์ไทยที่เขาใช้มาอย่างน้อยที่ก็ 80 ปี
“เขาแต่งขึ้นมาใหม่แล้วบังคับให้เชื่อเรื่องจริง เพราะมันมีอำนาจบังคับให้เราเชื่อมัน ผมคิดว่ามันเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นในประวัติศาสตร์บอกว่า ภาษาไทย และคนไทยมันเกิดที่เทือกเขาอัลไต น่านเจ้าตอนใต้ของจีน เรื่องเล่าอาจจะเก่ากว่าอาดัมกับอีฟด้วยซ้ำ ต่อมาน่านเจ้าโดนกุบไลข่านรุกราน แล้วไม่ได้อพยพแบบธรรมดา แต่เป็นการอพยพแบบยกโขยงถอนรากถอนโคนลงมาไทย เขาระบุศักราชด้วยว่า พ.ศ. 1797 นี่ประวัติศาสตร์ไทยเขาว่าอย่างนั้น แล้วก็มีการยึดหลักจารึกพ่อขุนรามคำแหง ทั้งหมดนี้มันทำให้ภาษาไทยศักดิ์สิทธิ ใครแตะต้องก็ไม่ได้ ใช้ผิดก็ไม่ได้ เขียนผิดปรู๊ปด่าเอา หรือ แม้กระทั่งรมช.ศึกษาธิการ ก็โดนด่าเอา มันไม่รู้หรอกเพราะว่าไม่มี เพราะคนพวกนั้นไม่ได้อ่านจารึก” นายสุจิตต์ระบุ
นายสุจิตต์ กล่าวอีกว่า ตามหลักฐานน่านเจ้า มันไม่มีต้นกำเนิดภาษาไทย เพราะมันสร้างขึ้นมาเพื่อสนองการเมืองชาตินิยม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็นต่อต้านจีน ไม่มีคนพูดภาษาไทยตกค้างอยู่ในเมืองจีน แต่มันเป็นภาษาตระกูลไท-ไต ซึ่งไม่ใช่ ‘ภาษาไทย’ แล้วก็ชอบไปเหมารวมว่านั้น คือ ภาษาไทย มันไม่ใช่ คนพวกนั้นเขาไม่ได้เรียกตัวเองว่า คนไท เขาเรียกตัวเองว่า คนลื้อ หรือ คนจ้วง ซึ่งเขามีชื่อเรียกตามชาติพันธุ์ของเขา
“ในขณะที่เราเรียนว่า คนไทยมาจากอัลไต หรือ น่านเจ้า พอการเมืองเปลี่ยนเท่านั้นล่ะ ประวัติศาสตร์ไทยก็เปลี่ยน เพราะมันถูกกำกับด้วยการเมือง มันน่าคิด เหตุที่เปลี่ยนมาจากเมื่อสหรัฐคืนดีกับจีน ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ไปเยือนปักกิ่ง เมื่อปี 2515 แล้วกองทัพไทยหมุนตัวแทบไม่ทัน จนต่อมาหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องไปคืนดีกับจีนในปีพ.ศ. 2518 เมื่อ 50 ปีที่แล้ว
คุณเชื่อไหมว่า อัลไต น่านเจ้าถูกถอดออกจากบทเรียน ถอดเฉยเลย เมื่อ 41 ปีที่แล้ว เมื่อปีพ.ศ.2527 คือ หลังจากที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ไปปักกิ่ง ไม่มีแล้วในตำราประวัติศาสตร์ไทย ตอนนั้นประวัติศาสตร์ไทยเคว้ง หาที่มาไม่ได้ แต่ว่าประวัติศาสตร์ฉบับสร้างชาติเมื่อรัฐประหารคราวที่แล้ว บอกว่า มาจากตอนใต้ของจีน ไม่บอกแล้วว่ามาจากอัลไต น่านเจ้า บอกเหมารวมเลยว่า มาจากตอนใต้ของจีน คือ ยังอยากมาจากเมืองจีนว่างั้นเถอะ เขาเรียกว่า พวกเจ๊กปนลาว” นายสุจิตต์กล่าว

นายสุจิตต์ กล่าวอีกว่า สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก จารึกพ่อขุนรามก็ไม่ใช่จารึกชุดแรก น่านเจ้าไม่มีคนไทย จีนไม่ได้ขับไล่คนไทย คนไทยก็ไม่ได้อพยพมาจากเมืองจีน แต่ประวัติศาสตร์มันบอกว่า คนไทยกลุ่มแรกที่พูดภาษาไทยอยู่ที่สุโขทัย ซึ่งเป็นราชธานีแห่งแรก ที่คนยังเชื่อกันอยู่ ทั้งที่มันไม่จริง
“งานวิจัยของอาจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ บอกว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหง ทำขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 3 โดย เจ้าฟ้ามงกุฎ ที่ต่อมาขึ้นเป็นรัชกาลที่ 4 โดยงานวิจัยของอาจารย์พิริยะเขียนเป็นเล่ม ตั้งแต่เริ่มต้นจนตีพิมพ์ แต่คนที่เห็นคัดค้าน ไม่เห็นพิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ใช้ปากซุบซิบกระซิบกระซาบ คุณไปดูสิไม่มีหรอก หรือ กรมศิลปากรมีงบประมาณเยอะแยะ แต่ไม่เห็นพิมพ์มาเป็นเล่ม เพราะมันไม่มี
ข้อสำคัญ คือ กุบไลข่าน ยกทัพไปตีอาณาจักรน่านเจ้าสูญสลายเมื่อปีพ.ศ. 1797 ที่ประวัติศาสตร์ไทยบอกว่า จีนขับไล่คนไทยออกมา แต่มันมาตั้งอาณาจักรสุโขทัย ปีพ.ศ.2800 มันห่างกัน 3 ปี แล้วมันไปจ้างบริษัทรับเหมาที่ไหน จ้างบริษัทที่สร้างตึกสตง.หรือ ที่สร้างอาณาจักรเสร็จภายใน 3 ปี ประหลาดมาก และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ไม่ได้เขียนถึงอาณาจักรน่านเจ้าสักคำ ไปอ่านดูเลย ไม่พูดถึงอัลไต น่านเจ้าสักคำ
สิ่งที่ผมจะพูด คือ มันตรงข้ามกับประวัติศาสตร์ไทยทั้งหมด เพราะการค้ามันทำให้เกิดภาษาไทย มันเกิดที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา นักโบราณคดีเคยแย้ง ผมไล่ให้มันไปอ่านจารึกพ่อขุนรามฯทุกหลักว่า มีเขียนคำว่าคนไทยที่ไหนบ้าง ไม่มี เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เกิดที่สุโขทัย แต่มันเกิดที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่เรียกว่า อยุธยา หรือ อโยธยา” นายสุจิตต์ชี้

นายสุจิตต์ กล่าวต่อว่า ภาษาไทยมันมาจากการค้า แต่มันไม่ได้มีครั้งเดียว แค่มันเกิดขึ้นหลายครั้ง 1. การค้าเริ่มแรก 2.การค้าโลก และ 3. การค้าสำเภากับจีน โดยการค้ายุคแรกค้าเหล็ก ทองแดง สำริด มันตั้งต้นจากจีน แล้วมันก็ตามมาด้วยอินเดีย สิ่งที่ค้ากับจีนไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย เพราะประวัติศาสตร์ไทยจะรู้จัก แต่เขียนว่าพ่อขุนรามคำแหง ไปเยือนเมืองจีน 2 ครั้ง แต่ไม่มีหลักฐาน ท่านไปไม่ถูกหรอก เพราะสุโขทัยไม่มีทะเล ไปยังไง เดินบกไปหรือ
“หม้อสามขา ปรากฏตามแนวภูเขาชายแดนพม่า ลงไปถึงชุมพร มาเลเซีย หม้อสามขา เป็นวัฒนธรรมของแม่น้ำฮวงโห หรือ แม่น้ำเหลืองของจีน อายุขั้นต่ำประมาณ 3 พันปี หมายความว่า มีการค้าขายกันแล้ว จากแม่น้ำฮวงโห ลามลงไปจนถึงมาเลเซีย ไม่ได้บอกว่าหม้อ 3 ขามาจากจีน แต่มันเป็นการเลียนแบบจากค้าขาย
รวมถึง เทคโนโลยี สำริด หรือ เหล็ก ล้วนรับมาจากจีน เพราะจีนเขามีก่อนแล้วมันส่งผลให้วัฒนธรรมอื่นรับเอาของจีนมาด้วย คนอาจจะคิดไม่ออกว่า ‘ขวัญ’ แบบ ขวัญเอยขวัญมา ก็มาจากภาษาจีน หรือคำว่า ‘แถน’ หมายถึง ผีฟ้า แต่มันมาจากคำว่า เทียน แถวคุนหมิง ยูนนานของจีนเขา รวมถึงการฝังศพครั้งที่ 2 และการนับปีนักษัตรมาจากจีน ซึ่งอินเดียไม่มี หรือ ทำคันนาทดน้ำ ทั้งหมดนี้มันมีตั้งแต่ 2-3 พันปีมาแล้ว หมายถึงว่า เรามีการติดต่อกันแล้ว” นายสุจิตต์ระบุ
นายสุจิตต์ กล่าวต่อว่า อินเดียมาติดต่อทางภาคพื้น (MainLand) เรียกว่า สุวรรณภูมิ แต่หมู่เกาะเขาเรียกว่า สุวรรณทวีป ซึ่งประวัติศาสตร์ไทยหลงอยู่กับคำว่า แหลมทอง ขวานทอง แต่มันไม่มีเหมืองทองคำ มันมีแต่เหมืองทองแดง
ฉะนั้น สิ่งที่อินเดียมาซื้อ คือ ‘ทองแดง’ เอาไปขายต่อให้โรมัน หลักฐานมันมี เขามีเอกสารภาษาอังกฤษมากมาย เก่ากว่าประมาณ 2,500 ปีโดยเฉลี่ย แต่เรื่องนี้เราไม่พบในประวัติศาสตร์ไทย เราพูดแต่เรื่องสุวรรณภูมิ แกนทองคำ แต่ไม่มีทองคำ มันมีแต่ทองแดง ซึ่งมันเอาไปผสมกับโลหะ จะกลายเป็นทองสำริด ดังนั้น สุวรรณภูมิจึงมีความหมายได้ 2 อย่าง คือ ทองแดง กับ ทองสำริด มันทำให้ประวัติศาสตร์ไทยเลอะเทอะไปจนถึงปัจจุบัน

“การรับเอาเทคโลยีจากจีน มันทำให้เกิดเส้นทางการค้าเหมือนใยแมงมุมอยู่บริเวณแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีไทยอยู่บริเวณปลายก่อนออกไปสู่ทะเล ฉะนั้นเส้นทางนี้มันสำคัญมาก แหล่งทองแดงมันอยู่ที่อีสาน บริเวณสองฝั่งโขง หรือ อีกแหล่งหนึ่งอยู่ที่เมืองละโว้ ออกมาแม่น้ำท่าจีน แม่กลอง ลงไปมาเลเซีย
เส้นทางการค้าทำให้เกิดชุมชนโบราณ คือ เมืองอู่ทอง มีหลักฐานทางธรณีวิทยา กำแพงเมืองอู่ทองอายุ 2,500 ปีที่แล้ว ก่อนทวารวดี การค้าทองแดงมันทำให้เกิดเส้นทางการค้าและเกิดชุมชนโบราณ แล้วมันเชื่อมโยงกันหมดระหว่างแหล่งทองแดงที่ขายให้อินเดียและแหล่งดีบุก ที่อยู่ทางตอนใต้ ขนขึ้นมาผสมกับโลหะ เพื่อทำสำริด ที่เรามักจะรู้จักดี คือ กลองสำริด แต่เรามักจะเข้าใจว่าเป็นกลองมโหระทึก ตีดัง แต่กลองสำริดของจริง มันตีไม่ดัง เสียงมันกระจาย” นายสุจิตต์กล่าว
นายสุจิตต์ กล่าวต่อว่า การค้ามันเกิดเมืองขนาดใหญ่ เช่น อู่ทอง นครปฐมโบราณ ละโว้ มันมีความเป็นบ้านเป็นเมืองก่อนเมืองทวารวดี อย่างน้อยที่สุดมีลักษณะชุมชนที่มีโลหะกระจายเต็มไปหมด แสดงว่ามันเป็นชุมชนเก่าที่มีการค้าโลหะ มีมาแล้วอย่างต่ำ 2 พันปีที่แล้ว
“ยกตัวอย่าง สมัยทวารวดี ที่รับเอาศาสนาพุทธ หรือ พราหมณ์จากอินเดีย ทั้งหมดมันตรงข้ามกับ ศ.ยอช เซเดส์ ที่บอกว่าเดิมเอเชียตะวันออกมันเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่นี่มันมีบ้านเมืองมาก่อนแล้วตั้งแต่ 2,000 ปีก่อน ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าป็นพระเจ้าอโศก ส่งพระสงฆ์มาเผยแพร่ศาสนา แต่ถ้าไม่มีบ้านไม่มีเมือง จะส่งมาทำไม ถ้าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ก็เสือโดนเสือกินตาย แต่นี่มันคือซอฟต์พาวเวอร์ให้เราซื้อสินค้าเขา แต่จริงๆ พระเจ้าอโศกไม่ได้ส่งมาจริงหรอก มันเป็นแค่ตำนาน” นายสุจิตต์ระบุ
นายสุจิตต์ กล่าวอีกว่า การค้าขายโลก มันทำให้ศาสนาใหญ่จากอินเดียแพร่เข้ามา ซึ่งตอนนั้นมันเป็นรัฐขนาดเล็กแล้ว มันมีเส้นทางบก กับ เส้นทางทะเลเชื่อมโยงกันหมด มันก้าวหน้าไปหมดแล้ว จนเกิดการค้าสำเภากับจีนทางทะเล รู้จักเข็มทิศ ต่อเรือได้ขนาดใหญ่มากขึ้น มีเทคโนโลยีก้าวหน้า มีความมั่งคงมั่นคั่ง ถูกส่งไปค้าขายในดินแดนไกลมากขึ้น มันเกิดรัฐรุ่นใหม่ซึ่งทำให้เกิดคนรุ่นใหม่ที่สำคัญ
“รัฐรุ่นใหม่ขยับมาตั้งอยู่ริมทะเลมากขึ้น ที่สำคัญมันรับเอาพุทธแบบเถรวาทแบบลังกา ซึ่งแต่ก่อนรัฐเก่าใช้ผสมกันหมด หินยาน มหายาน มันปนกันอยู่หมด ใช้ภาษาบาลี สันสฤต ปะปนกันไปหมด แต่สิ่งสำคัญของรัฐรุ่นใหม่ ที่มาตั้งอยู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รัฐใหม่ตรงนี้แหละที่เรียกว่า ภาษาไทยและเรียกตนเองว่าคนไทย ซึ่งมันเป็นพลังมาจากการค้าเริ่มแรก ค้าขายทองแดง และสำเภาจีน ตั้งแต่เกิน 2 พันปีที่แล้ว
ภาษาไทยมันเกิดการกระตุ้นจากการค้าตั้งแต่การค้าเริ่มแรก การค้าโลก และการค้าสำเภา เพราะมันต้องเกณฑ์แรงงาน เนื่องจากทองแดงมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ มันไม่เหมือนการค้นพบหน่อไม้นะ มันต้องใช้เทคโนโลยีสูง มันต้องขุด ชาวบ้านทั่วไปขุดไม่เป็น ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นทองแดง ฉะนั้นทองแดงมันเป็นสมบัติของชนชั้นนำ ที่เกณฑ์แรงงานมาถลุงโลหะ หล่อโลหะ ซึ่งมันต้องใช้แรงงานจำนวนมาก
และมันต้องใช้ไฟ เก็บความร้อนสูงสุด ซึ่งมันเป็นเทคโนโลยี แล้วพอทำเสร็จก็ต้องขนย้ายโลหะเพื่อไปหล่ออีก เพราะฉะนั้นมันต้องการแรงงานสูงมาก บอกเท่าไหร่ไม่ได้ว่ามันสูงขนาดไหน แต่มันต้องมีการเกณฑ์คนมา มันมีหลักฐานร่องรอยการโยกย้ายของคน มันมีพิธีศพครั้งที่ 2 ที่ได้รับมาจากแม่น้ำแยงซี หรือทำนาทดน้ำ” นายสุจิตต์ระบุ
นายสุจิตต์ กล่าวว่า ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องของการเคลื่อนย้ายชุมชน ปัญหามันเกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายคนมาอยู่รวมกัน แต่มันพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะชาติพันธุ์กับชนผ่ามันมีภาษาของตัวเอง แล้วมันสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง พวกชนชั้นนำก็คิดว่าแล้วจะสื่อสารมันยังไง จะใช้งานมันอย่างไร แล้วมันจึงประดิษฐ์ภาษากลางขึ้นมาสื่อสารกัน ซึ่งภาษาที่มาทดแทนตรงนี้ได้ คือ ภาษาตระกูลไท-ไต ขึ้นมา อันนี้ผมเอามาจากงานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มีศูนย์กลางอยู่ที่พรมแดนจีน กับ เวียดนาม ประมาณ 3 พันปีมาแล้ว แพร่จะจายออกไป หรือเราเรียกว่า โซเมีย
“พวกคนเหล่านี้ก็ตกลงกันว่า ใช้ภาษาตระกูลกะได หรือ ภาษาตระกูล ไท-ไต ที่จะขยายลงมาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากแต่แรกมันอยู่ดินแดนส่วนใน ไม่ได้อยู่แถวดินแดนชายทะเล หลายชาติพันธุ์กับชนเผ่าใช้ภาษาไทยสื่อสารกัน มันถูกคนอื่นเรียกว่า สยาม “นายสุจิตต์ชี้

นายสุจิตต์ กล่าวว่า ทำไมถึงเรียกว่า ‘สยาม’ ไม่มีหลักฐาน แต่ผมเอาจากหลักฐานของ จิตร ภูมิศักดิ์หนังสือ ‘ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ’ ต้นต้นมากจากคำว่า ซัม หรือ ซำ มันใช้กันในรูปแม่น้ำโขง ซัมเหนือ ซัมใต้แบบนี้ มันหมายถึงว่าตาน้ำใต้ดิน มันมีปกติอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้หรอกกว่ามันมีอยู่ตรงไหนบ้าง พอไปนาน นานเข้ามันจะทำให้เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ แล้วมันก็จะกลายเป็นชุมชนใหญ่ ตามคำของจิตร ภูมิศักดิ์
“สยามโดยภาพรวมสำหรับผม มันมี 2 กลุ่มใหญ่ โดยก่อนจะมาราชอาณาจักรสยามที่อโยธยา มีกลุ่มใหญ่ที่ 1 คือ ลุ่มแม่น้ำมูล พวกสยามที่มีภาพสลักอยู่บนปราสาทนคร เช่น เสียมกุก ซึ่งจิตร ภูมิศักดิ์เขาเขียนไว้ว่า เป็นสยามแห่งแม่น้ำกก เชียงราย ซึ่งผมเขียนคัดค้านไปตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรก ในปีพ.ศ.2519 ว่าไม่เชื่อ เพราะชุมชนแถบนั้นมีอายุไม่ถึงภาพสลักที่ปราสาทนครวัด
ตอนหลังผมได้ข้อมูลจากนักวิชาการชาวฝรั่งเศส ที่บอกว่าลุ่มน้ำมูล สำคัญถึงลุ่มแม่น้ำโขงของเวียงจันทน์ ตัวนี้ คือ สยาม และจะเป็นสยามเสียมกุก ปราสาทนครวัด ผมสำรวจทุกเมืองเสมาแม่น้ำมูล บอกว่า ถูกต้องใช่เลย เห็นด้วยเลย 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เสียมกุก ลุ่มแม่น้ำมูล เป็นกลุ่มใหญ่ และเป็นต้นตอของพ่อขุนผาเมือง อยู่ที่เมืองเสมา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
แล้วผมเชื่อมโยงไปอีกว่า มันเป็นต้นตอของสำเนียงเหน่อของภาษาตระกูลไท-ไต ทุกวันนี้ที่เรารู้จัก เรียกว่า เหน่อโคราช ซึ่งในวงการภาษาไทย เขาไม่สนใจที่จะเรียกแบบนี้ ซึ่งเหน่อโคราชเป็นเหน่อเดียวกับ เหน่อระยอง เหน่อจันทบุรี แล้วเพลงโคราชเป็นต้นตอให้เพลงฉ่อย ครูเพลงฉ่อยภาคกลาง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจะไหว้ครูเพลงโคราช มันเชื่อมโยงกันอยู่อย่างนี้” นายสุจิตต์ระบุ
นายสุจิตต์ กล่าวว่า สำเนียงสมัยอยุธยาตอนต้น สำหรับตนแล้ว คือ เหน่อโคราช ซึ่งเป็นสำเนียงของอโยธยาเมื่อเจ้าเมืองสุพรรณ มายึดเมืองอโยธยาแล้ว จึงมีสำเนียงเหน่อสุพรรณมาชนกันที่อโยธา มันจึงมีสำเหนียง 2 เหน่อ แต่เหน่อสุพรรณเป็นเหน่อพระเจ้าแผ่นดิน หรือ เป็นเหน่อกษัตริย์ มันจึงเป็นถูกถ่ายทอดมาเป็นสำเนียง ‘โขน’ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงกับแม่น้ำปิง แม่น้ำกก แม่น้ำสาละวิน มันเชื่อมโยงกันอยู่อย่างนี้ ซึ่งเรื่องเล่านั้นหมดเกี่ยวกับการเดินทางของภาษาและการกระจายไปของตระกูลภาษาไท-ไต แต่เดิม
นายสุจิตต์ กล่าวอีกว่า อโยธยามันเก่ากว่าสุโขไทย ซึ่งอโยธยากำลังถูกสร้างรถไฟความเร็วสูงผ่ากลางเมือง แล้วมันเป็นต้นตอของคนพูดภาษาไทย หรือ คนที่จะเรียกตัวเองว่า คนไทย ต่อไปในภายภาคหน้า ซึ่งเมื่ออโยธยาเจ๊งเพราะถูกโรคระบาด คือ กาฬโรค มันเลยต้องย้ายศูนย์กลางใหม่ มาตั้งที่อยุธยาและเรามาพบความเป็นไทอยู่ที่อยุธยา
นายสุจิตต์ กล่าวว่า ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ พระเจ้าแผ่นดินพูดภาษาไท ประชาชนจะทำอย่างไร ทุกคนก็ต้องพยายามพูดภาษาไทย แล้วในที่สุดก็เรียกตัวเองว่าคนไท คือ เดิมทีก็เรียกกันว่าไทนู้น ไทนี้ ซึ่งไทในที่นี้แปลว่า คน หรือ ชาว เช่น ไทลื้อ จนเมื่อจับมาเรียนกับบาลี จนย้อนกลับมาเป็นภาษาท้องถิ่นอีกที ก็กลายเป็น ‘ไทย’ (มีย.ยักษ์ สะกดต่อท้าย)
“ฉะนั้น คำว่า ‘ไทย’ มันเขากับบาลี หรือ เถรวาท และมันก็อยู่ตรงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะที่อื่น ยังไม่รับเถรวาทเท่านั้นเอง มันก็เลยเรียกตัวเองว่าคนไทย ฉะนั้นอำนาจของภาษาไทย คือ 1.อำนาจทางราชการ 2. ภาษาทางการค้า 3.ภาษาศาสนาและการเมืองของทางเถรวาท มันจึงถูกทำให้มีอักษรไทย ซึ่งมันถูกทำมาจากอักษรเขมร แต่มันมีหลายตัวเป็นอักษรเขมรอยู่ชัดๆ คือ ฏ ฐ ญ และอีกมากมาย คือ เขมรเดิม พูดทัวร์จะลงหรือเปล่า แต่ไม่เป็นไร” นายสุจิตต์เผย
นายสุจิตต์ กล่าวอีกว่า ความเป็นคนไท จึงหมายถึง คนที่อยู่ในภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีความเป็นมาเริ่มจาก คนเฉยๆ จนมาเรียกเป็นคนสยาม ถึงจะมาเป็นคนไทย ซึ่งคำว่า ไท หรือ ไต แปลว่า คนที่มีสังคมและวัฒนธรรมนี้
“คนสยาม เป็นชื่อสัญชาติ ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ หมายถึง คนหลายชาติพันธุ์พูดภาษาไท-ไต ถูกเรียกรวมกันว่า ชาวสยาม แต่เขาไม่ได้เรียกตัวเองว่า คนไท ซึ่งคำว่า ไท ของเขาแปลว่า ชาว หรือ คน เช่น ชาวจ้วง เรียกตัวเองว่า ไทจ้วง หรือ ชาวลื้อ เรียกตัวเองว่า ไทลื้อ เป็นต้น
แต่คนไทยในปัจจุบันมันถูกอ้าง เพื่อไปเอาเปรียบคนอื่น ถ้าไม่เป็นไทยจะถูกด่าหนัก เช่น ผมบอกว่าพ่อเป็นลาว แม่เป็นเจ๊ก บอกว่า ไม่ได้เป็นไทยตามดั้งเดิม ยังถูกด่า ซึ่งมันมีหลักฐานในจดหมายเหตุลาลูแบร์ว่า ประมาณ 600-700 กว่าปีมาแล้วว่าชาวสยามในอยุธยา โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกตัวเองว่า ไทย เพราะฉะนั้นคนไทยมาจากไหน ก็มาจากชาวสยามนั้นล่ะ แล้วชาวสยามมาจากไหน อ้าว ชาวสยามก็ร้อยพ่อพันแม่” นายสุจิตต์เผย
นายสุจิตต์ กล่าวว่า ทำไมคนที่ไม่ถูกเรียกว่า คนไทย จึงถูกด่า ซึ่งการดูถูกลาว หรือ ดูถูกคนอื่นที่ไม่ใช่ไทย โดยเมื่อปีพ.ศ. 2482 เปลี่ยนชื่อจากสยาม มาเป็นไทย ซึ่งไทยถูกทำให้เป็นเชื้อชาติ บังคับให้ทุกคนเป็นเชื้อชาติไทยตามกระทรวงมหาไทย คนไม่ไทยเสมือนไม่ใช่คน ถูกด้อนค่าและถูกรังแกอาจถึงตายได้ มันมีหลักฐานเต็มเลยโดยเฉพาะมลายู หรือ ภาคใต้ หรือ ตอนที่ตนเข้ามากรุงเทพใหม่ๆประมาณ ปีพ.ศ.2497 คนอีสานที่ไม่กล้าพูดลาวในกรุงเทพฯ เพราะโดนดูถูกจากคนกรุงเทพ ซึ่งความเป็นไทยดูถูกลาว ดูถูกเพื่อนบ้านอย่างหนัก
“สิ่งที่แสดออกถึงการรังเกียจคนอื่นถึงขนาดฆ่าความเป็นคนอื่น เช่น 6 ตุลา 2519 ถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ใช่ไทย ถูกหาว่าไม่ใช่คน ไม่สมควรมีชีวิต ถูกฆ่ากลางสนามหลวง หรือ สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ ใช่ไหม เพราะไม่ใช่คนไทยจึงไม่ใช่คน ซึ่งตอนนั้นถูกปล่อยข่าวผ่านวิทยุยานเกราะว่า มันเป็นพวกยวน พวกแกว นี่คือ วิธีคิดที่อันตรายมาก และมันถูกใช้เพื่อความมั่นคงของชนชั้นนำ และเพื่อสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล แต่ผมคิดว่า ความเป็นคน มันสำคัญกว่าความเป็นไทย ที่ว่าเราเป็นมนุษย์ไม่เบียดเบียนกัน เป็นพลเมืองของโลก ความเป็นคนของโลก มันสำคัญกว่า” นายสุจิตต์กล่าวทิ้งท้าย

