ความเชื่อความศรัทธา อาจเรียกได้ว่าอยู่ในดีเอ็นเอของผู้คนในประเทศไทยจำนวนไม่น้อย นอกจากความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาแล้ว คนไทยยังมีความเชื่อความศรัทธาและนิยมบูชาเทพ – เทพี ทั้งในศาสนาพุทธและในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ทั้งนี้ก็เพื่อขอพรเสริมสิริมงคลให้ชีวิต ทั้งโชคลาภ การงาน การเงิน รวมทั้งความรักที่ในช่วงหลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
มติชนทัวร์ ซึ่งเป็นผู้คร่ำหวอดในการพาทัวร์ด้าน “ประวัติศาสตร์” มาอย่างยาวนาน ได้มองปรากฏการณ์ความเชื่อว่าเป็นอีกมิติหนึ่งที่สามารถนำมาผสมผสานกับเรื่องราวความเป็นมาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงได้เปิดทริปชวนตามรอย “เทวนารี” ศรีศรัทธา พาไปตะลุยมูเตลูทั่วพระนคร ในวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 โดยมี อาจารย์สมชาย แซ่จิว นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จีน-ไทย พาทัวร์ตลอดทริป
เอาฤกษ์เอาชัยด้วยสถานที่แรก ใจกลางพระนคร ไหว้ขอพรพระแม่ธรณีบีบมวยผม บริเวณสะพานผ่านพิภพลีลา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์
3 พระแม่ โชคลาภ สุขภาพ ค้าขาย
“พระแม่ธรณี” สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นอุทกทาน (การให้ทานด้วยน้ำ) ซึ่งจะมีน้ำสะอาดไหลออกมาจากปลายมวยผม สามารถให้ประชาชนในยุคนั้นใช้ดื่มกินได้ อุทกทานนี้ เกิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดบริสุทธิ์ให้ผู้คนทั่วไป โดยรัชกาลที่ 6 ขณะยังดำรงพระยศเป็น เจ้าฟ้าวชิราวุธฯ อยู่นั้น ได้พระราชทานคำแนะนำให้สร้างอุทกทานแห่งนี้เป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม
พระแม่ธรณีบีบมวยผมที่เราเห็นนี้ ต่อมามีการซ่อมแซมในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นที่แจกจ่ายน้ำสะอาดอีกต่อไป คงเหลือแต่ศาลศักดิ์สิทธิ์ ที่ให้ผู้คนมาสักการะขอพรเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย การทำมาหากิน การค้าขาย และโชคลาภ รวมทั้งขอให้ชีวิตมีความอุดมสมบูรณ์ มั่นคง และประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ในชีวิต
จากนั้นพาไปเดินทอดน่องท่องกรุง ไปยังย่านชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในไทยและเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญอย่าง “เยาวราช” เพื่อสักการะ 1 ในศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์สำคัญของย่านเยาวราช นั่นคือ ศาลเจ้าแม่กวนอิม ณ มูลนิธิเทียนฟ้า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงพยาบาล ตัวศาลเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานจีนแต้จิ๋ว ภายในประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร เป็นองค์ประธาน ซึ่งอันเชิญมาจากประเทศจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501
เทวรูป “เจ้าแม่กวนอิม” ทำด้วยไม้จันทน์เนื้อหอมแกะสลัก รูปแบบศิลปะราชวงศ์ถัง แต่ก็มีการสันนิษฐานว่าอาจสร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์ซ่ง เมื่อประมาณ 800-900 ปีมาแล้ว และผู้คนที่หลั่งไหลมากราบไหว้ ก็เพราะเชื่อว่า เจ้าแม่กวนอิม จะปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ให้หมดไป ตลอดจนขอพรให้มีสุขภาพที่แข็งแรง

จากย่านเยาวราชซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้ายุคเก่า เราจะพามุ่งหน้าสู่ ศาลเจ้าที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่อยู่คู่กับสะพานเหลืองมาอย่างยาวนาน อย่าง ศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของ ซอยจุฬาลงกรณ์ 30 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ตามประวัติเล่าไว้ว่า สมัยรัชกาลที่ 5 นายจู๋ แซ่ตั้ง ที่เดินทางมาจากเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ได้อัญเชิญรูปปั้นองค์เจ้าแม่ทับทิมแกะสลักด้วยไม้ขึ้นจากคลองบางรัก มาไว้ที่บ้านจากนั้นการค้าได้เจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ จึงได้เริ่มสร้างศาลเล็กๆ ขึ้น เมื่อชาวบ้านและชาวจีนละแวกนั้นทราบข่าว ก็มีการกราบไหว้บูชาและบนบานในเรื่องต่างๆ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จตามที่ขอ จึงเป็นที่เลื่องลือเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่มาให้จัดสร้างศาลเจ้าของเจ้าแม่ทับทิมขึ้น ทั้งนี้ ผู้คนนิยมไปกราบไหว้ขอพรท่าน ในเรื่องการงาน ธุรกิจ การค้าขาย ตลอดจนขอให้ท่านช่วยคุ้มครองจากภัยพิบัติต่างๆ และเรื่องความรัก ไม่ว่าจะเป็นคนโสดหรือคนมีคู่แล้วก็ตาม
เสริมสิริมงคล วาสนาบารมี – ความรัก
จากนั้นพาเลียบเลาะเข้าใกล้ย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายในอดีต ด้วยการไหว้ พระแม่อุมาเทวี วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2422 โดยชาวอินเดียจากรัฐทมิฬนาฑู (Tamil Nadur) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย
ภายในโบสถ์ประธานประดิษฐานเทวรูปสำคัญ 3 องค์ ที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ได้แก่ พระแม่อุมาเทวี เป็นเทพประธาน โดยมีพระขันทกุมาร และพระพิฆเนศวร อยู่ด้านข้าง อีกทั้งในทุกปีทางวัดจะมีการจัดขบวนแห่ประเพณีอย่างยิ่งใหญ่ ที่มีผู้ศรัทธาทั้งชาวอินเดียและชาวไทยจำนวนมากเข้าร่วมงาน นั่นคือ เทศกาลดูเซร่า หรือเทศกาลนวราตรี นั่นเอง
ตามเทวตำนานฮินดูระบุถึงกำเนิดของพระแม่อุมาเทวีว่า เดิมพระองค์เป็นบุตรีของพระทักษะประชาบดี นามว่า ‘สตี’ ต่อมาได้เป็นชายาพระองค์แรกของพระศิวะ และได้กระโดดเข้ากองไฟ เนื่องมาจากบิดาได้ดูหมิ่นสวามีของพระนาง ซึ่งเป็นที่มาของพิธีสตี ที่ภรรยาจะต้องฆ่าตัวตายตามโดยกระโดดเข้ากองไฟตามสามีที่เสียชีวิต
ต่อมาพระองค์ได้กลับมาเกิดใหม่เป็นธิดาของท้าวหิมวัต เทพแห่งภูเขาหิมาลัย กับพระนางเมนกา จนเมื่อได้พบกับพระศิวะ พระนางจึงมีความปรารถนาจะได้ครองคู่กับพระองค์ จึงได้บำเพ็ญตบะอยู่นาน จนกระทั่งได้อภิเษกสมรสกับพระศิวะอีกครั้ง และมีโอรสที่เป็นที่รู้จักอยู่ 2 พระองค์ คือ พระพิฆเณศ (เทพแห่งความสำเร็จ) และพระขันทกุมาร (เทพแห่งสงคราม)
เชื่อกันว่า พระนางเป็นเทวีแห่งอำนาจวาสนาและบารมี โดยพระองค์มักประทานยศถาบรรดาศักดิ์ และความเป็นใหญ่แก่ผู้ที่หมั่นบูชาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังมีปางอวตารอยู่หลายปาง ที่สำคัญและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือ พระแม่ทุรคา (ทุรกา) และพระแม่กาลี ซึ่งเป็นอวตารที่สามารถปราบสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามากล้ำกรายผู้ศรัทธาได้
ปิดท้ายด้วยไฮไลต์ที่ห้ามพลาด กับการกราบไหว้ “พระแม่ลักษมี” หนึ่งในเทพศักดิ์สิทธิ์แห่งย่านราชประสงค์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ ดาดฟ้าชั้น 4 เกษรวิลเลจ ถูกสร้างขึ้นตามนิมิตของคุณสุรภีร์ โรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือเกษรกรุ๊ป ซึ่งเกิดนิมิตเห็นพระองค์เสด็จมาประทานพร เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2523 จึงได้สร้างพระลักษมีตามนิมิตขึ้น และอัญเชิญมาประดิษฐานไว้บนยอดอาคารศูนย์การค้าเกษรในปี พ.ศ. 2539 เพื่อเป็นสิริมงคล และเปิดให้ผู้เคารพศรัทธาได้เข้าสักการะบูชา
ในคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อกันว่า “พระแม่ลักษมี” มีพัฒนาการมาจากเทวีโบราณนามว่า “พระศรี เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ จนต่อมาได้กลายเป็นเทวีแห่งโชคลาภ และความมั่งคั่งร่ำรวย
“พระแม่ลักษมี” เป็นพระชายาคู่บารมีของพระนารายณ์ (พระวิษณุ) ได้รับการยกย่องว่ามีสิริโฉมงดงามเหนือเทวีอื่นใด อีกทั้งไม่ว่าพระนารายณ์จะอวตารไปที่ใด พระแม่ลักษมีก็จะเสด็จไปด้วยเสมอ ทั้งนี้ ผู้ศรัทธาเชื่อกันว่า พระองค์สามารถประทานพรในด้านการทำมาค้าขาย เจรจาต่อรอง การประกอบธุรกิจทุกสาขา ตลอดจนประทานโภคทรัพย์ เงินทอง สมบัติต่างๆ และความรักที่มั่นคง เหมือนที่พระองค์ทรงมีต่อพระนารายณ์ แก่ผู้บูชาและประกอบความดีอยู่เสมอ

นับเป็นทริป ตามรอย “เทวนารี” ศรีศรัทธา ที่มติชนทัวร์ จะพาไปมูเตลูบูชาเทพีแห่งโชคลาภ ความรัก งาน เงิน รอบพระนคร ครบจบในวันเดียว

